6 บุรุษนิรนาม
แต่ผู้บิดาไม่ฟังกลับตีอกชกตัวรีบสั่ง “พวกเจ้าชักช้าอยู่ใย รีบโดดลงไปช่วยคุณหนูของข้าสิ”
“ก็ข้าบอกว่าไม่ได้ไง ท่านพ่อ!”
“เหตุใดมิได้เล่า”
“หากทำเช่นนี้ คุณหนูของข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“ก็ตั้งบนบ่านั่นล่ะ แต่เจ้ากับข้าสิหัวมิอาจตั้งบ่าแล้ว” ผู้บิดาร้อนรนจนหน้าถอดสี เหลียวมองชายฉกรรจ์ทั้งหลายที่ต่างละล้าละลัง ฉับพลันต้องสะดุ้งเพราะเสียงร้องของสาวใช้นางหนึ่งที่ร้องลั่นพลันชี้ไม้ชี้มือไปที่เรือลำที่ลอยคว้างอยู่กลางสระบัว
“นั่น! นั่นเจ้าค่ะ”
“นั่นอะไร พูดมาอย่าอ้ำอึ้ง” พ่อบ้านหันขวับมองตามแล้วถึงกับตะลึงตาค้างเพราะร่างเปียกปอนของ “ไอ๊หยา! คะ คะ คุณหนู!”
“มีคนช่วยคุณหนูขึ้นมาได้แล้วท่านพ่อบ้าน”
“ข้าเห็นแล้ว”
“เขานั่งคร่อมคุณหนูด้วยนะท่านพ่อบ้าน!”
“ข้าก็เห็นแล้ว ตามิได้บอด!” พ่อบ้านจูเอ็ดอึงฉับพลันหน้าถอดสีเมื่อเห็นคนที่กำลังนั่งคร่อมร่างคุณหนูรองอยู่คือใคร “ไอ๊หยา! คนผู้นั้นเป็นแขกของนายท่าน ไม่ตายวันนี้จะให้ข้าตายวันไหน ให้ฟ้าผ่าหัวข้าไปเลยเถอะ!”
สาวใช้อาวุโสที่เดินจากไปเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ร้องโวยวายด้านหลังเอ่ยเสียงขึงขังต่อ “อี๋ ให้คนแปลกหน้าทำเช่นนี้ช่างน่าบัดสียิ่งนัก”
“เจ้าอย่าสักแต่พูด” พ่อบ้านเฒ่าเอ็ดเอาอีกครา
สาวใช้อาวุโสผู้มีปากเป็นอาวุธจึงหยุดโพล่งวาจาเมื่อเจอทั้งคำทัดทานและสีหน้าบึ้งตึงของพ่อบ้าน นางจึงค้อนขวับก่อนเอ่ยเยาะหยัน “เช่นนั้น ข้าไม่ยุ่งก็ได้”
เท่านั้นนางก็เดินตัวปลิวออกไป ร้อนถึงพ่อบ้านจูที่รีบปรี่เข้าไปริมท่าน้ำ คว้ากาบเรือที่ร่างสูงใหญ่เปียกโชกเนื้อตัวมอมแมมจัดการพาเข้ามาเทียบท่า ในอ้อมแขนของเขามีร่างเปียกปอนของฟางถิงถิงอยู่
“นายท่าน! ส่งคุณหนูมา ข้าช่วย” พ่อบ้านว่าจบกุลีกุจอเอื้อมมือไปแต่กลับถูกมือแข็งแรงปัดออก
“ไม่ต้อง!”
“นะ นายท่าน!”
“ข้าจะพานางขึ้นเอง”
พ่อบ้านจูตาค้างเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ช้อนร่างอรชรของคุณหนูรองขึ้นพาดบ่า มือแข็งแรงของเขารั้งอยู่กับก้นงามงอนของคุณหนูรองส่วนอีกมือกำกระบี่ในมือก้าวพรวดขึ้นมายืนมั่นคงจนได้
“ห้องพักของนางอยู่ไหน” เขาถามเสียงเรียบแต่อีกฝ่ายตาค้างพินอบพิเทาแล้วผายมือไปที่ตั่งบนศาลา
“รบกวนนายท่านวางคุณหนูลงตรงนี้ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
หลี่ชงเหอชะงักเสียงขรึมตอบ “ไม่เป็นไร ไหนๆ ตัวข้าก็เลอะเทอะพอแล้ว เจ้านำทางข้าไปที่ห้องนางจะดีกว่า”
“ตะ... แต่ว่าข้าน้อยเกรงใจนายท่าน”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
“แต่ว่า...”
“ขืนชักช้าไปไม่เป็นการดี”
“แต่...” พ่อบ้านจูละล้าละลัง จะบอกแขกนิรนามของผู้เป็นนายได้อย่างไรว่าที่เขาทำอยู่มันดูหาเหมาะสมไม่
“หรือเจ้ามีปัญหา”
“ข้าน้อยเปล่า”
“หรือเจ้าอยากให้คนเห็นนางในสภาพผ้าผ่อนเปียกลู่จนเห็นเรือนร่างเช่นนี้เล่า” หลี่ชงเหอกล่าวอย่างรำคาญ
เท่านั้นทั้งพ่อบ้านและลูกสาวที่ยืนตาค้างก็ถึงคราวอึกอักโดยเฉพาะจูลี่เชียนที่เห็นสภาพคุณหนูเปียกปอนจนชุดคลุมผืนบางลู่ติดตัวเผยให้เห็นเนื้อหนังภายใต้ร่มผ้าเป็นที่กระจ่างตา
“มิได้นะเจ้าคะ โธ่!” คุณหนูของข้ายังมิเคยต้องมือชายใดให้เสื่อมเสีย หากนายท่านพาไปจะไม่เป็นการดี” จูลี่เชียนละล่ำลักพลางเข้าประชิดถึงตัวแต่มิอาจเข้าไปใกล้กว่านั้นได้เพราะหลี่ชงเหอโบกมือห้ามทำให้นางชะงัก
“แต่นางก็ต้องมือข้าแล้ว... หรือมิใช่”
“ก็ใช่เจ้าค่ะ แต่ว่า...”
“อย่าเรื่องมากน่ะ ชีวิตนางสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด”
ขาดคำ หลี่ชงเหอก็อุ้มร่างอรชรเดินตัวปลิวน้ำไป ร้อนถึงสองพ่อลูกที่ได้แต่ละล้าละลังไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ตามไปด้วยความหวาดหวั่น
ถึงแม้ภายในคฤหาสน์จะมีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้น แต่ฟางลี่หลิวที่อยู่ด้านนอกกลับยังไม่รู้เพราะมัวแต่พลอดรักอยู่กับอวี๋เสิ่นเฉิน นักดนตรีหนุ่มรูปงามแห่งเหลาบุปผาที่ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่เลื่องลืออีกทั้งยังเป็นคนรักของที่มีสถานะต่ำชั้นกว่าฟางลี่หลิว
เพราะอวี๋เสิ่นเฉินเป็นบุตรชายคนเดียวของอวี๋เหลียนเถ้าแก่เนี้ยเหลาบุปผา เพราะความหลังเก่าก่อนของมารดาทำให้เขากับฟางลี่หลิวถูกกีดกัน แต่คนอย่างฟางลี่หลิวหรือจะยอมแพ้ นางที่นิสัยดื้อรั้นยังคงลักลอบพบปะกับเขาเป็นประจำ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่อวี๋เสิ่นเฉินใจอ่อนยอมอยู่สองต่อสองกับนางในโรงเตี๊ยมเก่าๆ ท้ายตรอกเจ็ดที่แสนห่างไกลผู้คน
“เจ้ายังไม่พอใจอีกรึ ลี่หลิว”
“ยัง ยังไม่ ไม่มีวันพอ” นางกระซิบเสียงแผ่วแล้วระดมจูบริมฝีปากหนาหวานฉ่ำรสรักไม่ลดละ
“ข้าว่าดึกมากแล้วนะ เจ้าควรกลับไปได้แล้ว”
“ไม่กลับ กว่าข้าจะได้อยู่สองต่อสองกับเจ้าก็ยากลำบากจะแย่แล้ว”
“วันหน้าก็ยังมี”
“แต่ข้าแทบมิอยากรอแม้แต่ชั่วยามเดียว” นางไม่เพียงปฏิเสธความหวังดีของคนรักแต่ยังดื้อรั้นอีก
อวี๋เสิ่นเฉินพรูลมหายใจอึดอัดก่อนจะดันร่างระหงที่คร่อมทับเขาอย่างกระหายขึ้นแล้วเบี่ยงตัวออกจนนางพลิกตะแคงลงนอนข้างๆ
ฟางลี่หลิวถึงกับขัดเคืองชักสีหน้าพลัน “เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับข้าเชียวรึเลิ่นเฉิน”
“ก็เจ้าไม่ฟังข้า”
“ก็ข้าคิดถึงเจ้า กว่าจะปลีกตัวมาหาเจ้าโดยไม่มีถิงเอ๋อร์ก็ยากลำบากแย่แล้ว” นางเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวานแต่เป็นผลให้อวี๋เสิ่นเฉินอึดอัดกว่าเดิม
“แต่เราไม่ควรพบปะกันเช่นนี้บ่อยๆ...”
“เหตุใดไม่ควร” นางถามดื้อรั้น ช้อนดวงตาดื้อสบ “หรือว่าเจ้าเบื่อข้า ได้ข้าแล้วคิดจะทิ้งขว้างข้าหรือเสิ่นเฉิน”
“มิใช่เช่นนั้น แต่เรายังไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามประเพณีเลย คิดดูสิว่าพ่อกับแม่เจ้ารู้เข้าจะทำหน้าอย่างไร”
“ก็ช่างพ่อแม่ข้าสิ”
“ไม่ได้หรอกนะ ที่เราทำมันไม่ถูกต้อง”
“แล้วชายหญิงรักใคร่กันมันผิดตรงไหน ทีแม่เจ้าคบหาบุรุษมากหน้ายังไม่เห็นเป็นอะไรเลย”
“ลี่หลิว!”
อวี๋เสิ่นเฉินผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความโมโห นางลามปามมารดาของเขาอย่างไม่ยำเกรง เห็นทีครานี้เขาจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างนางอีก
“เสิ่นเฉินอย่าโกรธเลยนะ ข้าขอโทษที่ปากพล่อย ข้าขอโทษต่อไปจะไม่พูดอีกแล้ว”
นางโผร่างเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์สวมกอดซบหน้าลงกับไหล่แกร่งของชายหนุ่ม อวี๋เสิ่นเฉินพยายามลุกแต่กลับถูกคนดื้อกอดรั้งไว้ไม่ปล่อย
