บทย่อ
หลี่ชงเหอเค้นสมองตรองแผนการจับลูกกวางอยู่ในใจพลันชะงักเมื่อจู่ๆ เงากระบี่วาววับของตนก็จ่อมาตรงหน้าพาดผ่านลำคอของเขาอย่างจงใจ “เจ้าจะทำอะไร” “สารภาพมาว่าเจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ อย่าโกหกข้า” นางว่าเสียงกร้าว ดวงตากวางวาววับ “ข้าจำเป็นต้องโกหกเจ้ารึ” “ก็บอกมาสิ ไอ้คนสารเลว! หากไม่บอกข้าจะปาดคอเจ้าเดี๋ยวนี้” “ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้... ลูกกวางน้อย” “ลูกกวางน้อยบ้านเจ้าสิ คนเลว ฉวยโอกาส” “คำก็เลว สองคำก็คนสารเลว คิดแล้วใช่หรือไม่ว่าเสียงขู่ฟ่อราวกับลูกกวางน้อยของเจ้าจะทำให้ข้ากลัวได้” ชิงอ๋องชงเหอผู้สยบใต้หล้าอาศัยที่เผลอใช้ปลายนิ้วบิดนิดเดียวกระบี่ก็หลุดจากข้อมือนาง “โอ๊ย!” หลี่ชงเหอที่ได้ทีคว้าร่างนางจับมือทั้งสองไพล่หลังด้วยแรงมือเดียวก่อนกระชับเอวนางเข้าใกล้จนแผ่นหลังนางชนกับอกแกร่ง “ฆ่าข้าเลยสิ” นางเค้นเสียงสั่นตอบ “ฆ่าก็อดได้ของดีสิ” “นี่เจ้า! ต้องการอะไรจากข้ากันแน่” ดรุณีน้อยดิ้นรนขัดขืนแต่กลับถูกลมหายใจร้อนรดต้นคอจนระทวยก่อนที่น้ำเสียงกดต่ำราวกับขู่ของหลี่ชงเหอจะตอบคำถามที่ทำให้นางถึงกับชาไปทั้งตัว “ต้องการตัวเจ้า...” “ข้าเกลียดเจ้า” “ข้าก็มิได้รักท่าน” “เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องเจ็บปวดไปจนตลอดชีวิตที่คิดเล่นเล่ห์กับความรู้สึกข้า” “ขอแค่ไปจากที่นี่ ข้าไม่สนดีหรือร้าย นรกหรือสวรรค์อะไรทั้งนั้น” “เจ้าจะไม่เสียใจภายหลัง?” “แน่นอนว่าไม่” “เหตุใดมั่นใจนัก” “เพราะถึงท่านเกลียดข้า ข้าก็ไม่มีทางไปอื่นแล้ว เช่นนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้คือข้าจะทำให้ท่านรักข้า” เหอะ... หลี่ชงเหอหัวเราะในลำคอ นางไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังราดน้ำมันเข้าสู่กองไฟ คำพูดยินยอมทั้งหมดที่ออกจากปากนาง ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด เจ็บจากความรู้สึกแรกเริ่มที่มีให้ ปวดเพราะถอนใจความรู้สึกหลงใหลนางมิได้ นางเห็นเขาเป็นตัวอะไรกันแน่! จะรักก็มิได้ จะเกลียดก็ไม่ลง... เรื่องต่อจาก กระต่ายน้อยดวงใจอ๋องพยัคฆ์ ค่ะ ขอฝากนิยายด้วยนะคะ
บทนำ
ยามซวี่
เรือนไม้ไผ่หยู่จี้ ตำหนักคิมหันต์ ป้อมทะเลทรายเทียนอิ่ง
ฝนพรำนอกหน้าต่าง อากาศอบอ้าวกลับหนาวเย็น ร่างสูงใหญ่สมส่วนสวมอาภรณ์สีดำขลิบลายเมฆสีแดงเข้มยืนห่อตัวขณะจ้องมองแสงจันทร์นวลที่ถูกบดบังด้วยเมฆาทึบหนาเงียบๆ ลำพัง จนกระทั่งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาก็ยังไม่รู้ตัว
หลี่ชงเหอยังคงจ่อมจมกับความคิดคำนึงถึงใครคนหนึ่งจึงไม่ทันได้สนใจว่าสตรีสูงวัยในชุดไหมสีเขียวหยกเนื้อบางพลิ้วที่ก้าวเข้ามา นางชะเง้อมองอีกฝ่ายก่อนจะวางถาดกาชาควันกรุ่นที่โต๊ะแล้วเอ่ยเรียกแผ่วเบาราวกับเกรงอีกฝ่ายจะรำคาญ
“คิดเรื่องใดอยู่หรือลูกแม่”
หลี่ชงเหอชะงัก หันกลับมาหาเจ้าของน้ำเสียงอ่อนโยนซึ่งมิใช่ใครแต่คือมารดา จึงฝืนยิ้มฝืดเฝือก่อนตอบ “เสด็จแม่ เหตุใดมาเงียบๆ”
“เจ้ามิใช่รึที่มาหาแม่ยามนี้” เหยียนชิวอี้หรืออีกนามเหยียนหลิว อดีตพระสนมตกยากว่าพลางเยี่ยมกรายเข้ามาแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนโยนขณะจ้องบุตรชายตาไม่กะพริบ “มีเรื่องไม่สบายใจอันใด ปรึกษาแม่ได้ทุกเมื่อ หากแม่รู้จะ...”
“ไม่มีสิ่งใดหรอก ข้าก็แค่กังวล”
ฉับพลันที่ได้สบตา หลี่ชงเหอถึงกับอึกอัก แต่มีหรือมารดาที่ถึงแม้จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันไม่นานแต่ก็นับว่านานพอจะรู้
“เจ้ากังวลที่ต้องไปเมืองหลวงใช่หรือไม่”
“เสด็จแม่รู้”
“ชาตินี้เกิดมาเป็นแม่เจ้าแล้ว มิรู้ใจได้อย่างไร เจ้าไม่อยากแต่งองค์หญิงเผ่านอกด่านแม่ก็เข้าใจ แต่ฝ่าบาทก็อยากให้เราเจริญสัมพันธไมตรีกับเขา”
“มันไม่ยุติธรรม เหตุใดทรงไม่แต่งนางเป็นสนมแทนที่จะยกให้ข้า เขาก็รู้ว่าข้ามิใช่คนที่เขาจะมาบงการสั่งให้ทำโน่นทำนี่ได้ง่ายๆ หากพวกนั้นสร้างความวุ่นวายให้ลำบากใจจะทำอย่างไรเล่า”
“เช่นนั้นหรือว่าเจ้ามีคนที่หมายปองอยู่”
“ข้าไม่มีใคร” หลี่ชงเหออึกอักไม่พอหลบสายตาคมกริบของมารดาที่จ้องไม่ลดละ
“เช่นนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
“ก่อนนั้นข้าเคยเป็นฝ่ายขอร้องเขาเรื่องนี้ แต่เขากลับกลั่นแกล้ง มาครานี้คิดจะทำเช่นนี้กับข้า”
“แม่รู้ว่าเจ้าชอบพอคุณหนูของแม่ แต่นางเป็นชายาของน้องชายเจ้า...”
“โธ่ กระต่ายน้อยข้าก็แค่เอ็นดูนางมิได้คิดเป็นอื่น อีกอย่างเรื่องมันก็แล้วไปแล้วนะ เสด็จแม่”
“เช่นนั้นก็รับชายาที่ฝ่าบาทประทานให้เสียทีเถอะ”
“คงให้เสด็จแม่เกลี้ยกล่อมข้า” หลี่ชงเหอค่อนว่าแต่พอสบตามารดาก็หลบตา แววตาอ่อนโยนของมารดานั้นทำให้เขานิ่งอั้นตันคออีกตามเคย
“ฝ่าบาททรงหวังดีต่อเจ้า” เหยียนชิวอี้ว่าพลางกุมมือบุตรชายแล้วตบหลังมือเบาๆ “แต่เจ้าก็ต้องยินยอมพร้อมใจด้วย”
หลี่ชงเหอได้แต่แค่นยิ้มอนาถใจ ครั้งนั้นเขาได้พบดรุณีน้อยนางหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน จากแรกที่เห็นกระทั่งรู้ว่านางเปรียบเสมือนกระต่ายน้อยตัวนิ่ม เขาถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกพบแต่นางกลับกลายเป็นชายาของหลี่หลานหมิง น้องชายร่วมบิดาของเขาเสียนี่ คิดแล้วยิ่งน้อยใจในโชคชะตาไม่มีวาสนาได้ครองคู่สตรีที่ต้องใจ เขาจะหาชายาที่ไหนตรงใจได้เท่านี้อีก ทั้งงดงาม อ่อนหวาน ถึงจะประหลาดไปสักหน่อยก็เถอะ
“สักวันเจ้าจะต้องเจอคู่ที่เหมาะสมกับเจ้า”
“ข้าไม่รู้จะมีวันนั้นหรือไม่” เขาเอ่ยปลงๆ
“มีสิ แม่ว่าไปคราวนี้มิคาดว่าเจ้าอาจได้คู่วาสนาด้ายแดงกลับมาด้วยก็เป็นได้”
“ข้าเกรงว่าจะเป็นคู่บั่นวาสนาด้ายแดงเสียมากกว่า”
“เจ้านี่! ห้ามพูดจาไม่เป็นมงคลอีกนะ แม่ไม่ชอบ”
หลี่ชงเหอได้แต่ขบขัน เขาก็แค่ไม่อยากสนใจสิ่งใด ตั้งแต่ได้พบกับมารดาอีกครั้งก็คิดแต่จะทดแทนบุญคุณมารดาให้สมกับที่พลัดพรากจากกันไป
ครานี้ขัดไม่ได้จึงต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงก็เพราะฮ่องเต้ผู้พี่ต้องการให้เขารับชายาที่มาจากเผ่านอกด่านอีกตามเคย
แต่คิดหรือว่าจะได้ดั่งหวัง...
หลี่ชงเหอหมายมั่นในใจ ไหนๆ ก็จะผ่านเมืองอี้ที่เป็นทางผ่านไปเมืองหลวงแล้ว เขาว่าจะไปบ้านเศรษฐีฟางตามคำเชิญของเขาสักที คนผู้นี้เป็นเศรษฐีบ้านนอกที่หมายมั่นว่าจะมอบบุตรสาวให้เขาแทนคำขอบคุณที่เคยช่วยชีวิตไว้จากโจรป่าเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนั้นบุตรีของเศรษฐีเฒ่าผู้นี้ยังเยาว์นัก เขาจึงมิได้นำพา
แต่เอาเถอะ...
ตอนนี้นางคงเติบโตพอจะมีสามีแล้ว หากเขาได้ชายาเป็นสตรีบ้านนอกสักคนที่ไร้สิทธิ์เสียงมาเป็นหนังหน้าไฟไม่ให้ถูกข่มขู่บังคับให้รับองค์หญิงเผ่านอกด่านสุดโฉดนั่นเป็นชายาก็คงดี ไม่หยอกอย่างน้อยนางก็คงไม่พยศหรือร้ายกาจนัก...
“แม่อยากอุ้มหลาน ทำเพื่อแม่สักครั้งเถอะนะชงเหอ แม่อยากให้เจ้าเป็นฝั่งเป็นฝา อยากอุ้มหลานน้อยก่อนตาย เจ้าจะให้แม่ได้หรือไม่”
“โธ่! เสด็จแม่เหตุใดพูดเรื่องตาย” หลี่ชงเหออุทานอย่างจนใจ
“เจ้ารับปากแม่”
“ก็ได้ ข้ารับปาก”
หลี่ชงเหอแทบนอนไม่หลับหลังจากรับปากมารดาออกไป ถึงเขาจะมีสตรีผ่านเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่เคยเอามาเลี้ยงดูเป็นเรื่องเป็นราวที่นี่ เขามิอยากเดินตามรอยฮ่องเต้ผู้พี่หรือบิดาผู้ล่วงลับสักนิด...
ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์จนกระทั่งถึงวันเดินทาง
“ลูกแม่ ลูก... ชงเหอ เจ้าฟังแม่อยู่หรือไม่”
หลี่ชงเหอสะดุ้งเมื่อสัมผัสอ่อนโยนแตะลงที่ข้อมือ ถึงกับอึกอัก ครั้งหันมาก็พบเข้ากับแววตาปริวิตกจากมารดาจึงตรงเข้ามาประคองมารดานั่งแล้วหย่อนตัวลงนั่งยังฝั่งตรงข้าม หงายจอกชาบนถาดวางลง บรรจงรินชาร้อนควันกรุ่นแล้วเลื่อนจอกไปตรงหน้ามารดา
เหยียนชิวอี้รับจอกขึ้นมาจิบครู่หนึ่งจึงวางลงแล้วถามบุตรชาย “แล้วที่เจ้าไปคราวนี้ นานหรือไม่”
“คาดว่าราวๆ สองเดือน”
“อย่าลืมเรื่องที่แม่ขอเจ้า”
“ข้ารู้ ข้าจะเอาไปคิดดู”
“ดีแล้ว ฝ่าบาทจะได้ไว้ใจไม่คิดว่าเจ้ากระด้างกระเดื่องอีก” เหยียนชิวอวี้เสียงแผ่วหน้าสลด แต่ครั้นสบตาบุตรชายจึงฝืนยิ้มบอก “เพราะแม่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าต้องลำบากใจ”
“ข้ามิได้ลำบากใจ ข้าจะเอาไปคิดดู”
“ก็ได้ เช่นนั้นแม่ฝากความคิดถึงทุกคนด้วย”
“แน่นอนอยู่แล้วเสด็จแม่ ไปคราวนี้นอกจากเข้าวังไปถวายรายงานฝ่าบาทแล้ว ข้ายังมีธุระอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำ”
“เรื่องอันใดกัน”
“เอ่อ...” จะบอกได้อย่างไรว่าไปครานี้เพราะคำสัญญาที่ทำไว้ ทุกสิ่งยังไม่แน่นอน ฉะนั้นเขายังแพร่งพรายออกไปมิได้ “ข้าสัญญากับองค์รัชทายาทและกระต่ายน้อยของเสด็จแม่ว่าจะนำลูกเหยี่ยวทะเลทรายไปฝากพวกเขาด้วย”
“เจ้านี่นะ นางมีทั้งกระต่าย งูเผือก ไก่น้อย แล้วยังจะเอาเหยี่ยวทะเลทรายไปฝากอีก”
“ก็ข้าสัญญากับนางไว้”
“เช่นนั้นแม่ก็ฝากความระลึกถึงท่านอ๋องกับคุณหนู เอ่อ... พระชายากระต่ายน้อยของแม่ด้วย”
“หึหึ เสด็จแม่ก็ยังเรียกนางว่ากระต่ายน้อยเหมือนข้า”
สองแม่ลูกต่างหัวเราะขบขันเมื่อนึกถึงดรุณีน้อยที่ยามนี้เป็นถึงพระชายาของอ๋องสี่หลี่หลานหมิงแห่งตำหนักเหมันต์และมีบุตรธิดาด้วยกันแล้วกว่าสามคน...

