7 เล่ห์สเน่หา
“ข้าไม่โกรธเจ้าก็ได้ แต่หากเจ้าดูถูกท่านแม่ข้าอีกครั้งเดียว เราสองคนก็เลิกกัน”
“ไม่เอา เจ้าอย่าพูด ข้าไม่เลิก ไม่เลิกกับเจ้า!”
นางกระเง้ากระงอดไม่พอยังกอดรัดร่างกำยำจนอีกฝ่ายหงายหลังลงบนเตียงกว้าง ว่ากันว่าจิตใจแข็งแกร่งดุจขุนเขาก็มิอาจต้านทานแรงปรารถนาอิสตรี
อวี๋เสิ่นเฉินเองก็ซาบซึ้งถึงคำกล่าวนี้ดี...
ในห้องหับแสนอับชื้น แสงรำไรหนึ่งเดียวที่เห็นคือแสงนวลของดวงจันทร์ อวี๋เสิ่นเฉินแสนระอาที่ถูกร่างละมุนทอดกายให้ ไม่นานเขาก็เผลอกายเผลอใจไปกับนาง มือหนาบรรจงตระกองกอดร่างอรชรที่ทอดกายให้เชยชมอย่างไม่มีบิดพลิ้ว ขณะประสานกายเป็นหนึ่งเดียว ดวงหน้าชื้นเหงื่อเจ็บปวดชวนให้สงสารจับใจจนเขามิอาจทำลายน้ำใจให้นางต้องเจ็บช้ำเพราะคำผลักไสได้อีก
“เอาไว้ข้าจะพูดกับท่านแม่ให้ไปสู่ขอเจ้า”
“จริงนะ! เจ้าจะให้แม่เจ้ามาสู่ขอข้าจริงๆ นะ”
“จริงสิ”
“เจ้าสัญญากับข้าแล้วห้ามคืนคำ” นางเอ่ยน้ำเสียงลิงโลด
อวี๋เสิ่นเฉินเพียงพยักหน้าแทนคำตอบ ฟางลี่หลิวก็ยิ้มทั้งน้ำตา ขณะสองกายประสานเป็นหนึ่งแม้จะเจ็บปวดรวดร้าวจากการร่วมรักที่อีกฝ่ายเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวเพียงใด แต่นางหาได้หวั่น
เพราะรักเท่านั้นนางทำได้ทุกอย่าง...
กว่าพายุอารมณ์จะพัดผ่านไป ก็เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยาม ฟางลี่หลิวพลิกตัวกลับขึ้นมาซบหน้าอิงแอบแผ่นอกเปลือยกำยำ ในขณะที่อวี๋เสิ่นเฉินนอนเหม่อมองเพดานโรงเตี๊ยมโทรมๆ ด้วยใจกังวล
“เจ้ารักข้าหรือไม่ เสิ่นเฉิน”
อวี๋เสิ่นเฉินได้แต่พยักหน้าชื้นเหงื่อแทนคำตอบ เขารู้สึกดีกับนางจึงโอบร่างนางให้กระชับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งแต่ยามใกล้ถึงฝั่งฝันเขากลับพลันนึกไปถึงดวงหน้าหวานตากลมโตราวกับลูกกวางน้อยของฟางถิงถิง จนเผลอกระแทกกระทั้นทารุณต่อนางอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
“โอ๊ย! เจ้ารุนแรงเกินไปแล้วนะเสิ่นเฉิน”
ดรุณีงามโอดครวญน้ำตาพรากหากแต่สองมือยังโอบร่างกำยำไว้ไม่ยอมปล่อย
“ขอ... ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เจ้าเจ็บ” เขาเอ่ยเพียงนั้นก็จะผละออก แต่นางไม่ยอมกลับรั้งร่างเขาเอาไว้ไว้ด้วยความรักใคร่ใหลหลง
“ข้าไม่เป็นไร ข้าทนได้ เจ้าทำเถอะ” นางเอ่ยเพียงนั้นก็ปล่อยให้อวี๋เสิ่นเฉินทำตามอำเภอใจโดยไม่เอ่ยสิ่งใดให้เขาต้องเจ็บช้ำน้ำใจอีก
สองร่างกอดรัดดื่มด่ำความวาบหวามให้แก่กันแนบแน่น กว่าจะเสร็จสมอารมณ์หมายก็ล่วงเข้ายามสาย เขาจึงได้มาส่งนางท้ายตรอกสามใกล้กันกับคฤหาสน์ตระกูลฟาง
“เจ้ากลับเข้าไปด้านในได้แล้วลี่หลิว”
น้ำเสียงติดรำคาญของอวี๋เสิ่นเฉินที่กำลังแกะมือเล็กๆ ที่เกาะเกี่ยวรอบเอวเขาอย่างไม่ยินยอมตามคำสั่ง นางหน้างอยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของคนรัก
“หาความสำราญเสร็จก็รำคาญข้าแล้วรึเสิ่นเฉิน”
ฟางลี่หลิวกระเง้ากระงอดก่อนจะผละอกแกร่งออกห่างแล้วก้มหน้าน้ำตาคลอ “หรือที่แท้ก็เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้แต่แรก เจ้าเห็นข้าเป็นแค่นางบำเรอที่เรียกหายามที่เจ้าต้องการ...”
“เจ้าอย่าคิดมากน่า” เขาบอกปัดแต่ไม่วายน้ำเสียงรำคาญโดยไม่รู้ตัวอีก “ไปเถอะ กลับเข้าด้านในได้แล้ว ใครมาเห็นเข้าไม่ดี”
ดรุณีงามย่นจมูก ริมฝีปากกระตุกไม่พอใจก่อนเอ่ย “รึเจ้าคิดว่าข้าจะพอใจที่เราต้องหลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้”
“มิใช่อย่างนั้นหรอก”
“แล้วอย่างไหนกันเล่า”
“ข้ากลับดีกว่าไม่อยากเถียงกับเจ้า” อวี๋เสิ่นเฉินพูดจบก็หันหลังกลับไปทางเดิม แต่ไม่ทันได้ไปอย่างใจก็ถูกน้ำเสียงตัดพ้อดักทางไว้อีก
“คิดจะเดินหนีข้าอีกแล้วรึ!” นางตวาดอย่างคนเอาแต่ใจแล้วไพล่หาเรื่องต่อ “อย่าหาเรื่องทะเลาะกับข้าเพราะถิงถิงนะ ข้าไม่ยอม”
“ถิงถิงมาเกี่ยวอะไร”
“ก็เจ้าน่ะ...” ฟางลี่หลิวเอ่ยเพียงนั้นก็ยั้งไว้ จะให้พูดได้อย่างไรว่านางได้ยินเขาละเมอเรียกชื่อน้องสาวบุญธรรมของนาง
ช่างน่าโมโหเสียจริงๆ
เมื่อใดกันที่นางจะก้าวพ้นจากการเป็นเงาของฟางถิงถิง น้องสาวบุญธรรมที่หาควรคู่กับเสิ่นเฉินแม้แต่หัวนอนปลายเท้าก็หามีไม่ ยังริอาจมาเทียบชั้นกับนาง
“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบให้เจ้าถามถึงนาง”
“ข้าถามถึงในฐานะเพื่อนก็เท่านั้น เจ้าน่ะคิดมาก” เขาเสียงอ่อนลงแล้วรวบมือเล็กๆ มากุมก่อนจะดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามาใกล้กดจูบเบาๆ หนึ่งที “หากข้าไม่มีใจต่อเจ้าข้าคงไม่ทำเช่นนี้”
“เจ้าจะบอกว่าที่ทำไปนั้นเพราะรักข้าหรือเพราะที่แท้เห็นข้าเป็นตัวแทนใคร”
“ไม่มีหรอกน่า” อวี๋เสินเฉินหลบตาวูบก่อนตอบ “เจ้าอย่าคิดเล็กคิดน้อยเลย”
“ก็แล้วข้าควรคิดหรือไม่เล่า” นางน้ำเสียงออดอ้อนขึ้นมาทันทีที่ถูกเอาใจ ขณะสบดวงตาอวี๋เสิ่นเฉินที่เพ่งมอง ยิ่งเขาทำท่าทีอึกอักนางยิ่งไม่พอใจจนเผลอค้อนขวับวงใหญ่ “เจ้าไม่ตอบ จริงอย่างที่ข้าคิดสินะ”
“อย่าหาเรื่องทะเลาะเพราะไม่เป็นเรื่อง” อวี๋เสิ่นเฉินตอบเสียงอ่อย
“เช่นนั้นทำให้ข้ามั่นใจสิ”
“อะไรของเจ้าอีก” เขาเผลอส่งเสียงรำคาญอีก
“ห้ามติดต่อถิงถิงอีก หากนางไปหาไ ปให้เจ้าสอนดีดฉินก็อย่าออกมาเจอนาง หรือเจ้าเองก็อย่ามาป้วนเปี้ยนแถวคฤหาสน์ยามข้าไม่อยู่ด้วย”
“เจ้าจะบ้ารึ นางเป็นสหายแล้วก็เป็นศิษย์ข้า”
“แต่เจ้ากับข้าก็เคยเป็นสหายกัน แล้วอย่างไรเล่า เจ้าก็ขึ้นสวรรค์ด้วยกันกับข้าตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว” นางโพล่งคำหยาบโลนราวเด็กเอาแต่ใจ
อวี๋เสิ่นเฉินส่ายหน้าระอาจะเดินหนีแต่ถูกรั้งไว้
“เจ้ายังไม่ลืมถิงถิง!”
“เจ้าเอาอะไรมาพูด ข้ากับถิงถิงนับถือกันเป็นพี่น้อง เป็นครูศิษย์ หามีเรื่องอันใดเกี่ยวข้องกันอย่างที่เจ้าคิดเลยเถิด หากไม่เขื่อเจ้าก็เรียกถิงถิงมา ข้าจะสะสางเรื่องค้างคาใจของเรา”
“เรียกนางมาให้เจ้าเจอรึ ข้ามิได้โง่เขลาปานนั้น เมื่อก่อนเจ้าชอบนางอย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ!”
“ก็นั่นมันเมื่อก่อน”
“เจ้ายอมรับแล้ว” ฟางลี่หลิวกระทืบเท้าเร่าๆ สองมือทุบถองไม่ฟังคำพูดจา
อวี๋เสิ่นเฉินคว้ากำปั้นเล็กๆ ทั้งสองรั้งออกห่างด้วยสีหน้าระอา “เจ้านี่จริงๆ เลย เพราะเจ้าเป็นเช่นนี้ไง พวกเราถึงได้ไปไม่ถึงไหน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเห็นทีว่าไม่แคล้วต้องเลิกรา”
“หยุดพูดนะเสิ่นเฉิน! เจ้าไม่ต้องมาบอกว่าจะตัดสัมพันธ์กับข้า เจ้าทำเช่นนี้กับข้ามิได้ หรือเจ้าลืมแล้วว่าเราสองคน...”
“ข้าไม่ลืมหรอก”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดให้ข้าเสียใจ”
“ก็เจ้าเองที่พูดก่อน”
“เจ้าก็อย่าเถียง!” นางไม่ว่าเปล่าฟาดฝ่ามือไปที่อกแกร่งระรัว
