3 จับขโมย
“ไม่” บุรุษหนุ่มกล่าวพลันหยิบกระบี่คู่กายที่วางบนโต๊ะขึ้นมากำไว้แล้วดีดนิ้วเปาะ ครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงฟึ่บฟับกระพือถี่ใกล้เข้ามาจนกระทั่งเจ้าของเสียงปรากฏแก่สายตา รอยยิ้มของบุรุษหนุ่มจึงยกโค้งขึ้นอย่างพึงใจ
“ไปกันเถอะ... ชิงหลง”
เหยี่ยวทะเลทรายตัวเขื่องบินมาเกาะไหล่หลี่ชงเหอตามความเคยชิน มันส่งเสียงร้องเบาๆ ราวกับตอบรับคำของผู้เป็นนายเมื่อครู่ หลี่ชงเหอหันไปหาเถ้าแก่เนี้ยเหลาบุปผายิ้มให้เล็กน้อย
“ข้าไปก่อน”
“จะไปจริงๆ หรือ นายท่าน”
หลี่ชงเหอหันขวับมาตามแรงดึงและน้ำเสียงตัดพ้อ ใบหน้าคมเข้มไม่พอใจนักแต่ก็สะกดกลั้นอารมณ์ไว้ “ข้ามีกิจธุระต้องไปทำก่อนเดินทางกลับ”
“จะกลับ? แล้วอีกนานหรือไม่จึงจะได้กลับมาหาข้าอีก ข้าคงคิดถึงนายท่านมาก ข้าจะรอนายท่านมา...”
“ไม่ต้องรอข้า” ชิงอ๋องชงเหอเอ่ยเพียงนั้นก็สะบัดปลายแขนเสื้อหมุนตัวเดินออกไม่ฟังคำทักท้วง
คงไม่มีวันนั้นอีก...
เขาเกลียดคนพูดไม่รู้เรื่องมากที่สุด แค่คิดนางก็ผิดแล้ว...
ไม่มีวันที่คนอย่างชิงอ๋องชงเหอจะผูกสมัครรักใคร่หรือปลดปล่อยอารมณ์กับผู้ใดที่ใจไม่ต้องการ แต่ก็ไม่แน่ว่าหากเป็นดรุณีน้อยผู้นั้นอาจมีข้อยกเว้นก็เป็นได้...
แม่นางน้อยในชุดสีฟ้าอ่อนบางพลิ้วผู้นั้น ดวงตาของนางช่างสะกดจนเขามิอาจละสายตาไปจากนางได้ แต่ติดตรงที่ได้รับรู้ว่านางเป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลฟาง มิใช่บุตรสาวแท้ๆ ที่บิดาของนางหมายฝากฝังให้
ช่างน่าเสียดาย...
หลี่ชงเหอก้าวเดินไปในตรอกสี่ที่จอดรถม้าเอาไว้ มันเป็ฯถนนเส้นขนานกับตรอกสามที่เขาได้รับคำเชิญจากเศรษฐีฟางให้ไปพำนักในคืนนี้ แต่เมื่อเห็นดรุณีน้อยนางนั้นแล้วทำให้เขามิอยากกลับไปเผชิญหน้ากับเศรษฐีฟางผู้นั้น
เดินไปได้ไม่ถึงไหน หลี่ชงเหอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเงาคนลับๆ ล่อๆ อยู่ไม่ไกลรถม้าของเขา ร่างสูงใหญ่ย่องฝีเท้าเบาหวิวเข้าใกล้แล้วถึงกับตาเบิกค้างเมื่อเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำ
ไวเท่าความคิด!
หลี่ชงเหอรุดเข้าปราดเดียวกระบี่จ่อถึงลำคอเรียวระหงของคนที่กำลังทำลับๆ ล่อๆ ทันใด
“ว๊าย!”
ร่างอรชรในชุดบางพลิ้วสีฟ้าสีหน้าตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นคมกระบี่วาววับผ่านเข้ามาในครรลองสายตา ไม่เพียงเท่านั้นมันยังจ่อที่ลำคอของนางในระยะประชิดจนรู้สึกถึงความเย็นเฉียบเมื่อแรกสัมผัส
ฟางถิงถิงตัวสั่นงันงกเมื่ออีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหาดวงหน้าแนบชิดอย่างจงใจ
“ทำอะไร”
“ข้ามิได้ทำ!”
หลี่ชงเหอมองปราดไปที่มือนางก่อนตะคอกถาม “หลักฐานคามือยังว่ามิได้ทำรึ!”
ฟางถิงถิงถึงคราวจำนนจนปล่อยหลักฐานที่ว่าหลุดมือไปต่อหน้า สุดที่หลี่ชงเหอจะรั้งไว้เพราะมันหายลับไปในรัตติกาลเสียแล้ว
“นี่เจ้า! รู้หรือไม่ว่าทำอะไรลงไป อยากตายใช่หรือไม่!” เขาตะคอกซ้ำกำข้อมือนางกระชากเข้าหาจนร่างอรชรปะทะเข้ากับอกแกร่ง
“ก็คือ คือ ข้า ข้ามิได้” นางละล่ำละลักขณะเบี่ยงหน้าหลบริมฝีปากอีกฝ่ายและรู้ตัวว่าถูกรั้งไว้ด้วยอ้อมแขนแกร่ง “นี่เจ้า! เจ้าจะทำอะไร ปล่อยข้านะ!”
“ไม่ปล่อยหากเจ้าไม่บอกเจตนาของเจ้า”
“ข้ามิได้มีเจตนาร้ายหรอกน่า” นางเสียงแข็ง ดวงตาวาวโรจน์จ้อง “หากไม่ปล่อย ข้าจะร้องให้คนช่วย”
หลี่ชงเหอกระตุกยิ้มมุมปากกระชับร่างอรชรแน่นเข้าก่อนจะก้มลงแนบริมฝีปากชิดดวงหน้านวลแฉล้มแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าขโมยของข้าเห็นๆ คิดจะร้องให้ใครช่วยเช่นนั้นรึ”
“ข้า! ข้ามิใช่ขโมย” นางร้องลั่นแต่หาได้หลุดพ้นไม่ “เจ้าคนชั่วช้า คิดจะลวนลามข้า”
“ข้าหรือลวนลามเจ้า”
“ก็ใช่นะสิ” นางโวยวายไม่พอผลักไสอกแกร่งออกห่าง ”ออกไปนะ ออกไป!”
“หัวขโมย”
“อะไรนะ!” ฟางถิงถิงร้องลั่น “ขโมยอะไร ข้าไม่ได้ขโมย”
“หลักฐานอยู่ในมือหรือต้องให้ข้าพาเจ้าไปส่งศาลอาญาถึงจะยอมรับสารภาพว่าเจ้าคิดขโมยของข้า”
“ข้ามิได้...” ฟางถิงถิงปากสั่น รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเห็นการกระทำของนางแต่ก็ยังใจดีสู้เสือตอบ “ก็เจ้าลักลอบขนสัตว์เข้ามา ข้าก็แค่มาดูเพราะได้ยินเสียงมันร้อง”
“เจ้าแค่อยากดูแล้วต้องเปิดกรงให้พวกมันบินออกไปด้วยหรือ”
“กะ ก็ ข้าไม่รู้ว่ามันบินได้นี่นา ข้าได้ยินเสียงพวกมันร้อง ข้าก็แค่... แค่เห็นแก่มนุษยธรรม”
หลี่ชงเหอละสายตาจากดวงหน้านวลไปที่กรงว่างเปล่าแล้วถึงกับเคืองกว่าเดิม “เจ้าทำเรื่องใหญ่แล้ว รู้หรือไม่ว่าปล่อยมันไปผลจะเป็นเช่นไร”
“ขะ ข้าไม่รู้ ข้าไม่สน เจ้าคนใจโฉดคิดจะเอามันไปขายเป็นอาหารใช่หรือไม่”
“เพ้อเจ้อ”
“ข้ามิได้เพ้อเจ้อ เจ้าต่างหากที่ใจคอโหดเหี้ยม” นางว่าพลางหน้าเชิดแต่ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตากวางวาววับถือดีชี้มือขาวนวลเนียนไปยังอีกทาง “นั่นไง ซากสัตว์กองใหญ่ในนั้น มีทั้งกระดูกสัตว์ใหญ่ น้อย ซากงูก็ยังมี พวกเจ้าต้องเป็นพวกค้าซากสัตว์เถื่อนที่ทางการหมายหัวใช่หรือไม่เล่า”
หลี่ชงเหอชักสีหน้าที่ถูกใส่ความมองตามดรุณีน้อยด้วยความระอาก่อนตอบ “เจ้ากล่าวหาข้าเกินไปแล้วแม่นางกวางน้อย”
“ข้ามิใช่กวางน้อย”
“แต่ตัวเจ้าอ่อน เนื้อก็นิ่ม น่าจับกินยิ่งนัก”
“จะบ้ารึ อย่ามาพูดจาสามหาวกับข้านะ”
นางตวาดลั่นแต่หามีผู้ใดได้ยินเพราะไม่ทันขาดคำก็ถูกมือใหญ่ปิดปากจนแม้แต่เสียงกระแอมก็ไม่สามารถเล็ดลอดได้ นางดิ้นรนก็แล้ว ผลักไสก็แล้ว ก็ยังมิอาจต้านทานแรงบุรุษที่พริบตาก็อุ้มนางขึ้นบนรถม้าอย่างไร้เรี่ยวแรงขัดขืนได้แล้วพาตัวเองขึ้นมานั่งประกบจนนางกระดิกตัวไม่ได้ก่อนจะปล่อยมือที่ปิดปากนางออก
“คนเลว! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!”
“บ้านเจ้าอยู่ที่ไหน”
“ข้าไม่บอก”
“บอกมา” ไม่พูดเปล่า พริบตามือหนาจับคางนางให้หันมาผชิญหน้าทันที “หรือจะให้ข้าไปเอาเรื่องกับพ่อแม่เจ้า”
“ข้าไม่...” ดรุณีน้อยถึงกับอึกอัก ฉับพลันก็ต้องขนลุกเกรียวกับคำพูดอีกฝ่าย
“มีแต่กวางน้อยเท่านั้นที่ไม่รู้ตัวว่าตัวมันอ่อนด้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าสัญชาติกวางที่แท้เนื้ออ่อน เหมาะสำหรับถูกจับกินเป็นอาหารอันโอชะของข้า”
“เจ้า นี่เจ้า! สารเลว”
ฟางถิงถิงไม่ว่าเปล่า ขาดคำนางก็คว้าแขนบุรุษหนุ่มขึ้นมากัดหมับที่ท้องแขนเต็มแรง หลี่ชงเหอตาเบิกค้างเพราะเจ็บแปลบยิ่งกว่าถูกแทงเพราะคมเขี้ยวแหลมของนางที่งับเสร็จก็อาศัยทีเผลอผลุนผลันลงจากรถม้าไปโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
ชิงอ๋องชงเหอก้มมองแขนที่โลหิตซึมเปรอะแขนเสื้อแล้วได้แต่มองตามดรุณีน้อยตาวาว เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันคาดโทษฝากลมแล้ง “อวดดี ถึงเจ้าจะพยศแค่ไหนก็หาได้พ้นปากเหยี่ยวทะเลทรายอย่างข้าไปได้ คอยดูเถอะ ข้าจะให้เจ้าต้องยอมศิโรราบกับข้า”
