บทนำ
ยามซวี่
เรือนไม้ไผ่หยู่จี้ ตำหนักคิมหันต์ ป้อมทะเลทรายเทียนอิ่ง
ฝนพรำนอกหน้าต่าง อากาศอบอ้าวกลับหนาวเย็น ร่างสูงใหญ่สมส่วนสวมอาภรณ์สีดำขลิบลายเมฆสีแดงเข้มยืนห่อตัวขณะจ้องมองแสงจันทร์นวลที่ถูกบดบังด้วยเมฆาทึบหนาเงียบๆ ลำพัง จนกระทั่งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาก็ยังไม่รู้ตัว
หลี่ชงเหอยังคงจ่อมจมกับความคิดคำนึงถึงใครคนหนึ่งจึงไม่ทันได้สนใจว่าสตรีสูงวัยในชุดไหมสีเขียวหยกเนื้อบางพลิ้วที่ก้าวเข้ามา นางชะเง้อมองอีกฝ่ายก่อนจะวางถาดกาชาควันกรุ่นที่โต๊ะแล้วเอ่ยเรียกแผ่วเบาราวกับเกรงอีกฝ่ายจะรำคาญ
“คิดเรื่องใดอยู่หรือลูกแม่”
หลี่ชงเหอชะงัก หันกลับมาหาเจ้าของน้ำเสียงอ่อนโยนซึ่งมิใช่ใครแต่คือมารดา จึงฝืนยิ้มฝืดเฝือก่อนตอบ “เสด็จแม่ เหตุใดมาเงียบๆ”
“เจ้ามิใช่รึที่มาหาแม่ยามนี้” เหยียนชิวอี้หรืออีกนามเหยียนหลิว อดีตพระสนมตกยากว่าพลางเยี่ยมกรายเข้ามาแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนโยนขณะจ้องบุตรชายตาไม่กะพริบ “มีเรื่องไม่สบายใจอันใด ปรึกษาแม่ได้ทุกเมื่อ หากแม่รู้จะ...”
“ไม่มีสิ่งใดหรอก ข้าก็แค่กังวล”
ฉับพลันที่ได้สบตา หลี่ชงเหอถึงกับอึกอัก แต่มีหรือมารดาที่ถึงแม้จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันไม่นานแต่ก็นับว่านานพอจะรู้
“เจ้ากังวลที่ต้องไปเมืองหลวงใช่หรือไม่”
“เสด็จแม่รู้”
“ชาตินี้เกิดมาเป็นแม่เจ้าแล้ว มิรู้ใจได้อย่างไร เจ้าไม่อยากแต่งองค์หญิงเผ่านอกด่านแม่ก็เข้าใจ แต่ฝ่าบาทก็อยากให้เราเจริญสัมพันธไมตรีกับเขา”
“มันไม่ยุติธรรม เหตุใดทรงไม่แต่งนางเป็นสนมแทนที่จะยกให้ข้า เขาก็รู้ว่าข้ามิใช่คนที่เขาจะมาบงการสั่งให้ทำโน่นทำนี่ได้ง่ายๆ หากพวกนั้นสร้างความวุ่นวายให้ลำบากใจจะทำอย่างไรเล่า”
“เช่นนั้นหรือว่าเจ้ามีคนที่หมายปองอยู่”
“ข้าไม่มีใคร” หลี่ชงเหออึกอักไม่พอหลบสายตาคมกริบของมารดาที่จ้องไม่ลดละ
“เช่นนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
“ก่อนนั้นข้าเคยเป็นฝ่ายขอร้องเขาเรื่องนี้ แต่เขากลับกลั่นแกล้ง มาครานี้คิดจะทำเช่นนี้กับข้า”
“แม่รู้ว่าเจ้าชอบพอคุณหนูของแม่ แต่นางเป็นชายาของน้องชายเจ้า...”
“โธ่ กระต่ายน้อยข้าก็แค่เอ็นดูนางมิได้คิดเป็นอื่น อีกอย่างเรื่องมันก็แล้วไปแล้วนะ เสด็จแม่”
“เช่นนั้นก็รับชายาที่ฝ่าบาทประทานให้เสียทีเถอะ”
“คงให้เสด็จแม่เกลี้ยกล่อมข้า” หลี่ชงเหอค่อนว่าแต่พอสบตามารดาก็หลบตา แววตาอ่อนโยนของมารดานั้นทำให้เขานิ่งอั้นตันคออีกตามเคย
“ฝ่าบาททรงหวังดีต่อเจ้า” เหยียนชิวอี้ว่าพลางกุมมือบุตรชายแล้วตบหลังมือเบาๆ “แต่เจ้าก็ต้องยินยอมพร้อมใจด้วย”
หลี่ชงเหอได้แต่แค่นยิ้มอนาถใจ ครั้งนั้นเขาได้พบดรุณีน้อยนางหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน จากแรกที่เห็นกระทั่งรู้ว่านางเปรียบเสมือนกระต่ายน้อยตัวนิ่ม เขาถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกพบแต่นางกลับกลายเป็นชายาของหลี่หลานหมิง น้องชายร่วมบิดาของเขาเสียนี่ คิดแล้วยิ่งน้อยใจในโชคชะตาไม่มีวาสนาได้ครองคู่สตรีที่ต้องใจ เขาจะหาชายาที่ไหนตรงใจได้เท่านี้อีก ทั้งงดงาม อ่อนหวาน ถึงจะประหลาดไปสักหน่อยก็เถอะ
“สักวันเจ้าจะต้องเจอคู่ที่เหมาะสมกับเจ้า”
“ข้าไม่รู้จะมีวันนั้นหรือไม่” เขาเอ่ยปลงๆ
“มีสิ แม่ว่าไปคราวนี้มิคาดว่าเจ้าอาจได้คู่วาสนาด้ายแดงกลับมาด้วยก็เป็นได้”
“ข้าเกรงว่าจะเป็นคู่บั่นวาสนาด้ายแดงเสียมากกว่า”
“เจ้านี่! ห้ามพูดจาไม่เป็นมงคลอีกนะ แม่ไม่ชอบ”
หลี่ชงเหอได้แต่ขบขัน เขาก็แค่ไม่อยากสนใจสิ่งใด ตั้งแต่ได้พบกับมารดาอีกครั้งก็คิดแต่จะทดแทนบุญคุณมารดาให้สมกับที่พลัดพรากจากกันไป
ครานี้ขัดไม่ได้จึงต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงก็เพราะฮ่องเต้ผู้พี่ต้องการให้เขารับชายาที่มาจากเผ่านอกด่านอีกตามเคย
แต่คิดหรือว่าจะได้ดั่งหวัง...
หลี่ชงเหอหมายมั่นในใจ ไหนๆ ก็จะผ่านเมืองอี้ที่เป็นทางผ่านไปเมืองหลวงแล้ว เขาว่าจะไปบ้านเศรษฐีฟางตามคำเชิญของเขาสักที คนผู้นี้เป็นเศรษฐีบ้านนอกที่หมายมั่นว่าจะมอบบุตรสาวให้เขาแทนคำขอบคุณที่เคยช่วยชีวิตไว้จากโจรป่าเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนั้นบุตรีของเศรษฐีเฒ่าผู้นี้ยังเยาว์นัก เขาจึงมิได้นำพา
แต่เอาเถอะ...
ตอนนี้นางคงเติบโตพอจะมีสามีแล้ว หากเขาได้ชายาเป็นสตรีบ้านนอกสักคนที่ไร้สิทธิ์เสียงมาเป็นหนังหน้าไฟไม่ให้ถูกข่มขู่บังคับให้รับองค์หญิงเผ่านอกด่านสุดโฉดนั่นเป็นชายาก็คงดี ไม่หยอกอย่างน้อยนางก็คงไม่พยศหรือร้ายกาจนัก...
“แม่อยากอุ้มหลาน ทำเพื่อแม่สักครั้งเถอะนะชงเหอ แม่อยากให้เจ้าเป็นฝั่งเป็นฝา อยากอุ้มหลานน้อยก่อนตาย เจ้าจะให้แม่ได้หรือไม่”
“โธ่! เสด็จแม่เหตุใดพูดเรื่องตาย” หลี่ชงเหออุทานอย่างจนใจ
“เจ้ารับปากแม่”
“ก็ได้ ข้ารับปาก”
หลี่ชงเหอแทบนอนไม่หลับหลังจากรับปากมารดาออกไป ถึงเขาจะมีสตรีผ่านเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่เคยเอามาเลี้ยงดูเป็นเรื่องเป็นราวที่นี่ เขามิอยากเดินตามรอยฮ่องเต้ผู้พี่หรือบิดาผู้ล่วงลับสักนิด...
ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์จนกระทั่งถึงวันเดินทาง
“ลูกแม่ ลูก... ชงเหอ เจ้าฟังแม่อยู่หรือไม่”
หลี่ชงเหอสะดุ้งเมื่อสัมผัสอ่อนโยนแตะลงที่ข้อมือ ถึงกับอึกอัก ครั้งหันมาก็พบเข้ากับแววตาปริวิตกจากมารดาจึงตรงเข้ามาประคองมารดานั่งแล้วหย่อนตัวลงนั่งยังฝั่งตรงข้าม หงายจอกชาบนถาดวางลง บรรจงรินชาร้อนควันกรุ่นแล้วเลื่อนจอกไปตรงหน้ามารดา
เหยียนชิวอี้รับจอกขึ้นมาจิบครู่หนึ่งจึงวางลงแล้วถามบุตรชาย “แล้วที่เจ้าไปคราวนี้ นานหรือไม่”
“คาดว่าราวๆ สองเดือน”
“อย่าลืมเรื่องที่แม่ขอเจ้า”
“ข้ารู้ ข้าจะเอาไปคิดดู”
“ดีแล้ว ฝ่าบาทจะได้ไว้ใจไม่คิดว่าเจ้ากระด้างกระเดื่องอีก” เหยียนชิวอวี้เสียงแผ่วหน้าสลด แต่ครั้นสบตาบุตรชายจึงฝืนยิ้มบอก “เพราะแม่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าต้องลำบากใจ”
“ข้ามิได้ลำบากใจ ข้าจะเอาไปคิดดู”
“ก็ได้ เช่นนั้นแม่ฝากความคิดถึงทุกคนด้วย”
“แน่นอนอยู่แล้วเสด็จแม่ ไปคราวนี้นอกจากเข้าวังไปถวายรายงานฝ่าบาทแล้ว ข้ายังมีธุระอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำ”
“เรื่องอันใดกัน”
“เอ่อ...” จะบอกได้อย่างไรว่าไปครานี้เพราะคำสัญญาที่ทำไว้ ทุกสิ่งยังไม่แน่นอน ฉะนั้นเขายังแพร่งพรายออกไปมิได้ “ข้าสัญญากับองค์รัชทายาทและกระต่ายน้อยของเสด็จแม่ว่าจะนำลูกเหยี่ยวทะเลทรายไปฝากพวกเขาด้วย”
“เจ้านี่นะ นางมีทั้งกระต่าย งูเผือก ไก่น้อย แล้วยังจะเอาเหยี่ยวทะเลทรายไปฝากอีก”
“ก็ข้าสัญญากับนางไว้”
“เช่นนั้นแม่ก็ฝากความระลึกถึงท่านอ๋องกับคุณหนู เอ่อ... พระชายากระต่ายน้อยของแม่ด้วย”
“หึหึ เสด็จแม่ก็ยังเรียกนางว่ากระต่ายน้อยเหมือนข้า”
สองแม่ลูกต่างหัวเราะขบขันเมื่อนึกถึงดรุณีน้อยที่ยามนี้เป็นถึงพระชายาของอ๋องสี่หลี่หลานหมิงแห่งตำหนักเหมันต์และมีบุตรธิดาด้วยกันแล้วกว่าสามคน...
