หัวใจที่เต้นแรง
มธุรารู้สึกหัวใจหล่นวูบไปถึงพื้นทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เธอช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างตกใจจนลืมแม้กระทั่งความเจ็บที่ปลายนิ้ว
“ม-ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉัน”
“ไปนั่ง”
เสียงทุ้มขรึมตัดบท เป็นเสียงที่ไม่ดังมาก แต่เด็ดขาดจนทำให้เธอขยับตัวแทบจะในทันที เหมือนคำสั่งที่ไม่เปิดช่องให้ต่อรอง
หญิงสาวเดินอย่างเกร็ง ๆ ไปยังโซฟาหนังราคาแพง ที่อยู่ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของรองประธานหนุ่ม เธอนั่งลงอย่างเก้ ๆ กัง ๆ หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก
ปรเมศวร์เดินตามมา เขาวางกล่องยาลงบนโต๊ะเตี้ย ๆ ตรงหน้า ก่อนจะทรุดกายนั่งลงใกล้เธอ
มธุราก้มหน้าลง รีบซ่อนมือที่เลือดซึมไว้บนตัก แต่ปรเมศวร์ก็เอื้อมมาหยิบข้อมือเธอขึ้นอย่างไม่ถามความสมัครใจ
หญิงสาวสะดุ้งเฮือก
“อยู่นิ่ง ๆ”
น้ำเสียงเขาไม่รุนแรง…แต่ก็ไม่อ่อนลงเลยแม้แต่นิดมันเป็นน้ำเสียงแบบคนที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่อนโยน เขาจับข้อมือเธอพลิกขึ้น ดูแผลที่เลือดซึมแดง
“โดนบาดลึกเหมือนกันนะ” ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ แต่เสียงทุ้มต่ำของเขากลับดังชัดเจนพอจะทำให้หัวใจมธุราเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก
มือใหญ่ของปรเมศวร์ที่จับข้อมือเธอไว้แน่น ทำให้เธอรู้สึก…หายใจไม่ทั่วท้อง
ปรเมศวร์หยิบสำลีขึ้นมา ชุบแอลกอฮอล์อย่างใจเย็นราวกับกำลังทำงานละเอียดที่เขาทำจนชิน
“เจ็บก็ห้ามร้อง…ผมไม่ชอบเสียงดัง”
เสียงทุ้มนิ่งนั้นยังคงสะท้อนในหัว แต่ยังไม่ทันที่มธุราจะได้สูดลมหายใจตั้งหลัก ปลายสำลีเย็นเฉียบก็จี้ลงบนแผลสดของเธอแบบไม่ให้ตั้งตัว
“โอ๊ย—!”
สัญชาตญาณทำให้เธอกระตุกดึงมือตัวเองหนีแทบจะทันที
ข้อมือเล็กถูกปล่อยหลุดจากมือเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่สายตาคมกริบของรองประธานหนุ่มจะตวัดขึ้นมามองกญิงสาวตรงหน้าอย่างเย็นชา ราวกับความเจ็บของเธอเป็นเพียงเรื่องรบกวนเล็กน้อยที่ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
“บอกว่าอย่าดึงไง” เขาเอ่ยช้า ๆ เสียงต่ำกว่าก่อนหน้า ควบคุมโทนอารมณ์จนเย็นยะเยือก “มานี่”
เขาคว้ามือเธออีกครั้งคราวนี้แน่นขึ้นแต่ไม่ทำให้เจ็บ เพียงพอให้รู้ว่าเธอไม่มีสิทธิขัดขืน
“ขยับอีกที…ผมจะจับให้แน่นกว่านี้” เขาพูดเสียงต่ำ
มธุราสูดลมหายใจเฮือก สะบัดคิ้วน้อย ๆ เบาใจไม่ลง
“ก็มันเจ็บนี่ค่ะ…” เธอโพล่งออกมาอย่างลืมตัว
ปรเมศวร์ชะงักนิดหนึ่ง ก่อนกดสายตาลงมองเธอ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ไหนคุณบอกว่าแผลแค่นิดเดียวไง”
มธุรากัดริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นว่าเขายังคงจดจ่อกับแผลของเธอ ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง แต่แรงบีบข้อมือที่คงที่บอกชัดว่าเขา เอาจริง
“ก็…ตอนแรกมันไม่เจ็บขนาดนี้นี่คะ” เธอบ่นเสียงเบา แทบไม่รู้ตัวว่ากำลังโต้เถียงกับเจ้านาย
“ตอนนี้เจ็บก็อดทนเอา” เขาตอบทันควัน ไม่เหลือช่องให้เธอเถียงต่อ
มธุราเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่กำลังทำแผลให้เธอ เธอรู้สึกถึงสัมผัสของมือใหญ่ที่จับข้อมือเธอไว้แน่น แรงนั้นไม่เจ็บ แต่กลับส่งความรู้สึกประหลาด ทั้งอบอุ่นและปลอดภัยไปพร้อมกัน ราวกับมีเขาคอยปกป้องอยู่ใกล้ ๆ ความอบอุ่นนี้…เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อน และทำให้หัวใจเธอเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
“เสร็จแล้ว”
เสียงเรียบต่ำของเขาดังขึ้นพร้อมกับที่ปรเมศวร์เงยหน้าขึ้น ทันใดนั้น ทั้งคู่เผลอจ้องตากัน ดวงตาคมเข้มของเขามองตรงมาอย่างนิ่งสงบ ขณะที่มธุรารู้สึกหัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เวลาเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ช่วงเวลาผ่านไปสักพัก มธุราก็ค่อย ๆ ได้สติ เธอก้มหน้าลงแล้วรีบเอ่ยด้วยเสียงเบา
“ข…ขอบคุณค่ะ”
คำพูดนั้นออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ เธอค่อย ๆ ถอนมือกลับไปจากมือของเขาอย่างระมัดระวัง พร้อมความรู้สึกตื่นเต้นปนอาย
ปรเมศวร์ก้มลงเก็บอุปกรณ์คืนกล่องยาอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเงยหน้ามองหญิงสาว
“ทีนี้…ก็กลับไปทำงานได้แล้ว”
“ค่ะ” มธุราตอบรับเสียงเบา พร้อมรีบลุกขึ้นไปจัดการงานของตัวเองทันที
เมื่อปรเมศวร์จัดเก็บกล่องยาเข้าที่อย่างเรียบร้อย ก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง สายตาคมยังคงจับจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังทำความสะอาดอยู่ตรงนั้น
“ไปชงกาแฟมาให้ผมหน่อยสิ” เขาสั่งเสียงเรียบ
มธุราหยุดมือชะงัก เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจปนเขิน ใบหน้าแดงซ่าน
“ฉ…ฉันเหรอคะ” เธอถามเสียงเบา ราวกับไม่อยากเชื่อว่าตัวเอง
“ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใครล่ะ” เขาตอบเรียบ แต่ชัดเจน
“คือ…ฉันไม่เคยชงกาแฟเลยนะคะ” เธอกลืนน้ำลายลงคอ
“ก็…หัดทำซะสิ” เขาตอบเพียงเท่านั้น พร้อมสายตาคมที่จับจ้องเธอราวกับทดสอบ
“คือ…ฉันเป็นแค่แม่บ้านค่ะ ถ้าคุณต้องการกาแฟ เดี๋ยวฉันออกไปบอกเลขาของคุณก็ได้” มธุรากลืนน้ำลายลงคอ
“ผมเอากาแฟดำ ไม่ต้องใส่น้ำตาล ไปทำมาให้ผมเดี๋ยวนี้” ปรเมศวร์ตอบเสียงเรียบ แต่เด็ดขาด ไม่มีช่องทางให้ปฏิเสธ
มธุรายืนนิ่งไปชั่วขณะ ทำตัวไม่ถูกกับคำสั่งตรง ๆ ของเจ้านายหนุ่ม
“หรือว่าคุณจงใจจะไม่ทำตามคำสั่งผม” น้ำเสียงเขายังคงนิ่งเย็น แต่เต็มไปด้วยอำนาจ
“เปล่าค่ะ! เดี๋ยวฉันรีบไปทำให้เดี๋ยวนี้ค่ะ” มธุราตอบเสียงสั่น พลางพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปข้างนอกเพื่อไปชงกาแฟมาให้ท่านรองประธานหนุ่ม
เวลาผ่านไปสักพัก มธุราจัดการชงกาแฟดำตามคำสั่งเสร็จเรียบร้อย เธอถือถ้วยกาแฟเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของเจ้านายหนุ่มอย่างระมัดระวัง
เมื่อมธุราวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะตรงหน้า ปรเมศวร์เงยสายตามองเพียงครู่เดียว
สายตาคมเข้มของเขาลอดไปยังป้ายคล้องคอที่แขวนอยู่ราวกับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวพนักงาน เขาอ่านชื่อที่ปรากฏอยู่บนป้ายอย่างช้า ๆ ชัดเจน
“มธุรา…” เสียงของเขาพึมพำออกมาเบา ๆ ราวกับทวนชื่อให้ตัวเองจำ
มธุราสะดุ้งเกร็งไปทั้งตัว ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความตกใจ เธอไม่ได้คาดคิดว่ารองประธานบริษัทจะสนใจอะไรเพียงแค่ป้ายชื่อของเธอ
“ผมไม่คุ้นหน้าคุณเลย… เพิ่งมาทำงานใช่ไหม” เสียงของเขาเรียบแต่คมชัด
“เปล่าค่ะ… คือว่าปกติฉันทำงานอยู่ด้านล่างนะคะ วันนี้พี่เขาที่รับผิดชอบตรงนี้ติดธุระพอดี ฉันก็เลยมาแทนค่ะ” มธุราตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจเต้นแรงไม่หยุด
“งั้นเหรอ…” เขายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบอย่างช้า ๆ สายตาคมกวาดมองเธอที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ชงกาแฟอร่อยดีนี่” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่แฝงความพอใจบางอย่าง ทำให้มธุราสะดุ้งเล็กน้อยในใจ
“อ…อ๋อค่ะ ฉันก็ทำตามที่คุณสั่งนะคะ ไม่ได้ใส่อะไรลงไปเลยค่ะ” มธุราพูดด้วยน้ำเสียงงง ๆ
สายตาคมของปรเมศวร์จับจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากของเขาจะคลายออกเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
มธุรารู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอเผลอจ้องรอยยิ้มนั้น รู้สึกว่ามันอบอุ่นและแปลกประหลาด ราวกับมีบางสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวโดยไม่ทันตั้งตัว
“งั้นฉันขออนุญาตไปทำความสะอาดต่อนะคะ” มธุราพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ใจเต้นแรงไม่หยุด
“เชิญ” ปรเมศวร์ตอบเพียงสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ยังคงติดอยู่บนใบหน้า
หญิงสาวเดินไปทำความสะอาดต่อแต่ในระหว่างที่กำลังทำความสะอาดอยู่นั้น หัวใจของเธอกลับเต้นแรงผิดปกติ ราวกับรอยยิ้มของเขายังฝังอยู่ในใจ
“เฮ้ย…ไม่ได้ ๆ เขาเป็นเจ้านายของเรานะ จะคิดแบบนี้ไม่ได้นะมัท”
เธอพรางคิดในใจอย่างรีบร้อน พร้อมทั้งรีบสตาร์ทสติกลับมา แล้วค่อย ๆ ก้มลงเก็บเศษแจกันที่แตกอยู่ด้วยความระมัดระวัง
แต่ถึงจะพยายามข่มใจ…หัวใจก็ยังคงเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ทุกครั้งที่ภาพของรอยยิ้มนั้นลอยเข้ามาในหัว
เช้าวันต่อมา เวลาประมาณหกโมงเช้า เป็นเวลาที่มธุราต้องออกไปทำงาน เธอเดินสวนกับมลลดาและทักทายน้องสาวที่เพิ่งลงมาจากชั้นบน
“มนตื่นแล้วเหรอ วันนี้ไปฝึกงานวันแรกใช่ไหม” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“ใช่ค่ะพี่มัท แล้วนี่พี่กำลังจะออกไปทำงานหรือคะ” มลลดาตอบด้วยความสดใส
“ใช่จ้ะ งั้นพี่อวยพรให้เริ่มต้นวันนี้ด้วยสิ่งดี ๆ นะ”
“ขอบคุณค่ะพี่มัท…” มธุราพยายามฝืนยิ้ม คล้ายพยายามกลั้นความกังวลเอาไว้ “พี่มัทไม่ลืมใช่ไหมคะ… เรื่องที่เราตกลงกันไว้ เรื่องเวลาอยู่ที่ทำงานนะคะ ให้ทำเป็นไม่รู้จักกัน”
มัทธุราหันมายิ้มบาง ๆ ให้ แววตาอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ไม่ลืมหรอกจ้ะ มลไม่ต้องห่วง พี่จะทำให้เหมือนเราไม่รู้จักกันจริง ๆ งั้นพี่ไปก่อนนะ”
“ค่ะ… ขอบคุณนะคะพี่มัท” มนลดาตอบพร้อมรอยยิ้มที่ดูโล่งใจ เพราะจะได้ไม่มีเพื่อนที่ดูถูกเธอว่ามีพี่เป็นแม่บ้าน
ในช่วงเวลาบ่ายที่บริษัท แลนด์เทอรี่ กรุ๊ป มธุราซึ่งอยู่ในห้องแม่บ้าน เตรียมพร้อมที่จะออกไปล้างห้องน้ำซึ่งเป็นน่าที่ประจำของเธอในช่วงบ่าย เธอกำลังจะเข็นรถเข็นทำควาสะอาดประจำตัวออกไปจากห้อง แต่ประตูห้องกลับถูกเปิดขึ้นเสียก่อน
อรวรรณผลักรถเข็นเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตร
"จะออกไปแล้วเหรอมัท"
มธุราหันไปมองเพื่อนร่วมงานก่อนพยักหน้าเบา ๆ "ใช่จ๊่ะ อรมีอะไรหรือเปล่า"
อรวรรณขยับรถเข็นเข้ามาใกล้กว่าเดิม สีหน้าเหมือนกำลังเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่มิด
“พอดีอรเพิ่งไปทำความสะอาดห้องของคุณปรเมศวร์มานะ…”
หัวใจของมธุรากระตุกวูบ ชื่อของเจ้านายหนุ่มทำให้เธอหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที
“แล้ว… แล้วไงเหรออร”
อรวรรณลดเสียงลงเล็กน้อย เหมือนกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน
“คุณเมศ… เขาถามหามัทด้วยนะ”
มธุรากะพริบตาปริบ ๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่
“ถาม… ถามหามัททำไมเหรออร”
อรวรรณยักไหล่ แต่สีหน้าดูจริงจัง
“ก็ไม่รู้นะสิ แต่มันดูแปลก ๆ น่ะ”
“แปลก” มธุราถามต่อ เสียงเบาลงอย่างใจไม่ดี
อรวรรณขยับเข้ามาใกล้เหมือนกำลังเม้าท์เรื่องสำคัญ
“ก็ปรกติคุณเมศเขาไม่เคยถามหาแม่บ้านคนไหนเลยนี่นา แต่พออรเข้าไปทำความสะอาด เขาก็หันมาถามว่า วันนี้มธุรามาไหม…” เธอหยุดไปนิดหนึ่งก่อนมองหน้าเพื่อน
“นี่มันแปลกมากนะมัท ทำไมคุณเมศถึงอยากรู้ว่ามัทมาทำงานหรือเปล่า”
มธุรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อถูกถามตรง ๆ แบบนั้น
อรวรรณขมวดคิ้วมองเพื่อน “เมื่อวานนี้ มัททำอะไรให้คุณเมศไม่สบายใจหรือเปล่า”
มธุราเผลอก้มหน้าลงเล็กน้อย นิ้วมือบีบเข้าหากันแน่น
“พอดี… มัททำแจกันในห้องของคุณเมศแตกน่ะอร” เธอพูดแผ่วเบา “แล้วตอนเก็บเศษแก้วก็… มัทซุ่มซ่ามจนโดนบาดมืออีก”
อรวรรณเบิกตากว้างทันที
“หาาาา! แจกันของห้องคุณเมศน่ะเหรอ! โอ๊ย มัท… อันนั้นมันแพงจะตาย!”
มธุราได้แต่พยักหน้าเบา ๆ ใจหวิว
“ค่ะ… มัทคิดว่าคุณเมศเขาน่าจะโกรธเรื่องนี้แหละ ถึงถามหามัท”
อรวรรณทำหน้าลังเลเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
“…แต่ถ้าเขาโกรธจริง ทำไมเขาถึงถามว่า วันนี้มัทมาไหม ล่ะ”
คำถามนั้นทำเอามธุราหยุดหายใจไปชั่วขณะ ใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ ทั้งสับสน ทั้งหวั่นไหว ทั้งไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือกลัวกันแน่
มธุราพยายามกลั้นใจไม่ให้เผลอคิดไปไกล เธอรวบความรู้สึกวุ่นวายทั้งหมดไว้แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุด
“เขา…น่าจะกลัวว่ามัทจะลาออกมั้ง” เธอฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจยังสั่นอยู่ “มัททำแจกันเขาเสียไปตั้งหนึ่งใบ”
อรวรรณมองหน้าเพื่อนอย่างจับสังเกต
“เหรอออออ… พูดแบบนั้น ทำไมอรรู้สึกว่ามัทกำลังปิดบังอะไรบางอย่างนะ”
“ปะ…เปล่านะ มัทก็พูดตามจริงนี่แหละ” มธุราตอบเร็วเกินไปจนดูผิดปกติยิ่งกว่าเดิม
อรวรรณยกคิ้วสูง จ้องเพื่อนตัวเองอีกครั้ง "ไม่มีอ่ะไร ก็ไม่มีอะไร"
“งั้น…มัทขอตัวไปทำงานก่อนนะ” มธุราพูดพลางจับรถเข็นทำความสะอาด เตรียมออกจากห้องให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
“จ้ะ” อรวรรณตอบพร้อมยิ้มบาง ๆ
“ถ้ามีอะไรก็เล่าให้ฟังได้เสมอนะ”
มธุราได้แต่พยักหน้า ก่อนรีบเข็นรถออกจากห้องเพื่อไปทำความสะอาดในทันที
