เกมรักร้ายท่านรองปรเมศวร์

105.0K · จบแล้ว
Nuan4545
31
บท
418
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

มธุรา เป็นเพียงลูกเลี้ยงในครอบครัวธรรมดา แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่เธอกลับเติบโตมาอย่างอบอุ่นกับแม่และน้องสาวต่างมารดา ครอบครัวเล็ก ๆ นี้คือทุกอย่างในชีวิตของเธอ และคือเหตุผลที่เธอยอมเสียสละได้แม้กระทั่งหัวใจของตัวเอง มธุราทำงานเป็นแม่บ้านในบริษัทขนาดใหญ่ โดยไม่คิดฝันว่าผู้ชายที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด จะกลายเป็นคนที่เข้ามาทำลายความสงบในชีวิตของเธอ ปรเมศวร์ รองประธานหนุ่มผู้เพียบพร้อม ทั้งฐานะ หน้าตา และอำนาจ เขาขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ มองความสัมพันธ์เป็นเพียงเกม และไม่เคยจริงใจกับใคร เมื่อ น้องสาวของมธุรา ซึ่งเป็นนักศึกษาฝึกงาน ได้เข้าไปทำงานใกล้ชิดปรเมศวร์ในฐานะผู้ช่วย เธอกลับเผลอใจหลงรักผู้ชายอันตรายคนนี้เข้าอย่างไม่รู้ตัว มธุราที่รู้ดีถึงด้านมืดของเขา พยายามเตือน พยายามกัน และยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้น้องสาวต้องเจ็บปวด แต่การเข้าไปขวางทาง กลับทำให้ปรเมศวร์เริ่มสนใจผู้หญิงธรรมดาที่กล้าต่อกรกับเขา จนในที่สุด เขายื่นข้อเสนอที่โหดร้ายและเห็นแก่ตัวออกมา “ถ้าเธอยอมมาเป็นของเล่นของฉันแทน… ฉันจะไม่ยุ่งกับน้องสาวของเธออีก” ระหว่างศักดิ์ศรีกับครอบครัว มธุราไม่มีสิทธิ์เลือกอะไร นอกจากยอมก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนและความเจ็บปวด แต่ในเกมที่ไม่มีใครจริงใจ หัวใจของผู้ชายที่ไม่เคยรักใคร อาจกำลังสั่นไหว และหัวใจของผู้หญิงที่ยอมเสียสละ อาจกำลังแตกสลาย

นิยายรักโรแมนติกประธานเลขาดราม่ารักแรกพบเศรษฐีพระเอกเก่งคนธรรมดาผู้ช่วยรักต้องห้าม

บทนำ

บ้านไม้สองชั้น ที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนที่เงียบสงบ ตัวบ้านเป็นไม้จริงที่ดูแลรักษาอย่างดีและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกมุมห้องแสดงถึงความประหยัดและความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย

บริเวณมุมห้องนั่งเล่นมีราวตากผ้าและโต๊ะรีดผ้าตั้งอยู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ วราพร แม่เลี้ยง ใช้ประกอบอาชีพ ซักรีด แสงไฟสีส้มนวลที่ส่องลงบนโต๊ะอาหารเย็นเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่ง

มธุรา หรือ มัท หญิงสาวอายุยี่สิบเจ็ดปี ที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มแม่บ้านของบริษัท แลนด์เทอรี่ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ ยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร กำลังตักแกงจืดใส่ถ้วย อย่างระมัดระวัง

มธุราเธอทำงานเป็นแม่บ้านตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก เธอไม่ได้ศึกษาต่อเนื่องจากสภาพการเงินที่บ้านไม่ค่อยสู้ดีนัก เธออาศัยอยู่กับพ่อมาตั้งแต่เด็ก ส่วนแม่ของเธอนั้นได้จากไปตอนที่เธออายุได้เพียงสามขวบ ทำให้เธอตั้งอยู่กับพ่อเพียงสองคน หลังจากนั้นไม่นานพ่อของเธอก็ได้แต่งงานใหม่กับวราพร แม่เลี้ยงและมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนคือ มนรดา

ชีวิตครอบครัวนี้ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาก พอมีกินและเงินเก็บอยู่บ้าง บัญชาพ่อของเธอเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขับเทคซี่และวราพรแม่เลี้ยงก็ทำอาชีพซักรีดอยู่ที่บ้าน ทั้งสองหาเงินช่วยกันเลี้ยงลูกเหมือนกับในครอบครัวอื่น ๆ ที่เขาทำกัน

จนกระทั่งเกิดเหตุการ์ณไม่คาดฝันขึ้น บัญชาได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ซึ่งตอนนั้นมธุรากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าและมนรดาก็กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง ทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึงค่าการเรียนการศึกษาตกไปอยู่ที่วราพรคนเดียว

ถึงแม้วราพรจะไหวแต่ค่าใช้จ่ายมันก็ยิ่งสูงขึ้นไปทุกที แต่เธอก็ไม่ได้ปิปากอะไร ยังคงเลี้ยงลูกทั้งสองคนต่อไป ในใจเธอก็ยังรักและห่วงลูกเธอกว่าลูกเลี้ยงอย่างมธุรา ถ้าลูกสาวอย่างมนรดาอยากได้อะไรเธอก็รีบหามาให้ลูกทันที จนมธุราก็มีน้อยใจบ้างเพราะเธอไม่เคยได้ในสิ่งที่ขอเลยสักครั้ง

มธุราจึงจำเป็นต้องออกไปทำงานเสริมหลังเลิกเรียน เธอไปทำงานพาร์ทไทม์ ที่ห้างสรรพสินค้า จากการทำงานนี้ยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่เธอก็ช่วยแม่ในการจ่ายค่าน้ำค่าไฟในบางส่วน

เวลาผ่านไปจนกระทั่งมธุราเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก เธอสอบติดคณะพยาบาลตามที่เธอใฝ่ฝันไว้ และเธอก็เอาผลสอบมาให้วราพรดู แต่ผู้เป็นแม่เลี้ยงกับบอกว่าไม่มีเงินที่จะส่งเสียเธอเรียนและยังบอกให้เธอไม่ต้องเรียนต่อแล้วออกมาหาทำงานเพื่อช่วยเธอส่งให้น้องเรียนดีกว่า

ในตอนแรกมธุราไม่ยอมแต่พอวราพรพูดเรื่องบุญคุณที่เธอเลี้ยงมุธราและข้ออ้างสารพัดที่เธอไม่อยากให้ลูกเลี้ยงได้เรียนต่อ ทำให้มธุราต้องยอมแพ้และละทิ้งความฝันนั้นออกไปทำงานเต็มตัวเพื่อส่งให้มนรดาเรียนต่อ

ในช่วงนั้นมีเพื่อนบ้านที่ทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่ แลนด์เทอรี่ กรุ๊ป มาชวนมธุราไปทำงานด้วยเพราะมันได้ค่าตอบแทนดีและงานไม่ได้หนักหนาอะไร มธุราจึงตอบตกลงและไปทำงานที่บริษัทนั้นจนถึงปัจจุบัน มธุราไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนงาน เพราะว่าสวัสดิการและค่าตอบแทนที่ดีของบริษัททำให้เธอทำมันได้จนถึงทุกวันนี้

มธุราพยายามทำงานเก็บเงินและส่งให้มนลดาเรียนต่อ จนกระทั่งตอนนี้มนลดาเองก็เรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ ซึ่งเป็นปีสุดท้าย เธอและมนลดาต่างก็รักกันมากเป็นทั้งเพื่อนและพี่น้องในเวลเดียวกัน

"แม่ค่ะเสร็จหรือยังค่ะ มาทานข้าวได้แล้วค่ะ" มธุรร้องเรียกมารดาที่กำลังรีดผ้าอยู่ที่ห้อง ซึ่งห้องนั้นเอาไว้สำหรับรีดผ้าของลูกค้าที่มาบริการซักรีด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะอาหาร

"ใกล้เสร็จแล้วมัท เดี๋ยวแม่รีบออกไป" วราพรตอบกลับมา

วราพรวางเตารีดลงแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะพร้อมรอยยิ้มอิ่มเอมใจ "วันนี้ทำอะไรกินล่ะลูก หอมเชียว"

"มัททำแกงจืดเต้าหู้หมูสับ ผัดคะน้าแล้วก็ไข่เจียวจ๊ะ"

"น่าทานมากเลย" วราพรมองดูนาฬิกาที่ผนังเป็นเวลาเกือบจะหนึ่งทุ่มแล้ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง "มลยังไม่กลับมาเลย แม่ว่ารอมนก่อนดีกว่า"

"ได้จ๊ะแม่" มัทตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ช่วงนี้ทำไมมนกลับค่ำจังเลยค่ะแม่" เธอถามไปด้วยความสงสัย

"ได้ยินมันพูด ว่าช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการเลือกที่ฝึกงานนะ" วราพรบอกพลางหยิบน้ำดื่ม

ไม่นานเสียงรถจักรยานยนต์ของมลลนาค่อย ๆ ดับลงตรงหน้าประตูบ้าน ก่อนร่างของหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ในชุดนิสิตสีขาวสะอาดจะก้าวเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจนเห็นได้ชัด แม้จะพยายามยิ้มเพื่อให้แม่กับพี่สาวไม่เป็นห่วงก็ตาม

มลลนาสบตากับพี่สาวทันทีที่เปิดประตูเข้ามา และรอยยิ้มของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นอาหารที่ลอยโชยออกมาจากห้องครัว

"กลับมาแล้วค่ะ…" เธอเอ่ยเบา ๆ

วราพรลุกขึ้นทันที "เหนื่อยไหมลูก ทำไมกลับค่ำทุกวันแบบนี้ล่ะ"

มลลนาฝืนยิ้ม บีบไหล่แม่เบา ๆ "ไม่เหนื่อยหรอกค่ะแม่ แค่เครียดเรื่องเลือกที่ฝึกงานนิดหน่อย…อาจารย์ให้ส่งวันนี้ แต่เพื่อนกลุ่มหนูยังตกลงกันไม่ได้"

มธุราเดินมารับกระเป๋าให้น้องอย่างอัตโนมัติ "ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนมั้ยมน เดี๋ยวพี่กับแม่ตักข้าวไว้ให้"

มลลนาหันไปยิ้มกว้างให้พี่สาว ความล้าในดวงตาเจือจางลงไปทันทีเมื่อเห็นความใส่ใจจากมธุรา

"ขอบคุณนะพี่มัท งั้นมลขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ"

"รีบไปเลย อย่าปล่อยให้แม่กับพี่ต้องรอนาน"

มลลนาหัวเราะเบา ๆ กับคำเร่งเร้าของพี่สาว ก่อนจะพยักหน้าแรง ๆ อย่างน่าเอ็นดู

"ค่าาา พี่มัท แม่ รอมนแป๊บนะคะ เดี๋ยวลงมาค่ะ!"

เสียงฝีเท้าของมลลนาาค่อย ๆ หายขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ทุกจังหวะ ขณะที่ในห้องโถงด้านล่าง ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงชั่วครู่ ก่อนวราพรจะถอนหายใจยาวอย่างคนเป็นแม่ที่อดเป็นห่วงลูกไม่ได้

"ช่วงนี้มลดูเหนื่อย ๆ แม่เป็นห่วงจัง" เธอบ่นพร้อมจัดช้อนส้อมบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ "แต่แม่ก็โล่งใจที่มีมัทช่วยดูแลน้อง"

มธุราพยักหน้ารับ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

"มลเก่งอยู่แล้วค่ะแม่ ช่วงนี้อาจจะเครียดหน่อย ถ้าหาที่ฝึกงานได้ก็คงดีขึ้น"

ผู้เป็นแม่ถอนหายใจเบา ๆ เหมือนปล่อยความกังวลลอยไปพร้อมเสียงนั้น

"แม่ก็ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น… อดทนอีกนิดนะมัท อีกไม่เท่าไหร่น้องก็จะเรียนจบแล้ว"

“ค่ะแม่”

เสียงตอบรับของมธุรานุ่มนวล แต่ก็มีแววหนักแน่นซ่อนอยู่ เธอรักเเละเป็นห่วงน้องสาวคนนี้ที่สุด เธอพร้อมที่จะเสียสละเพื่อมลลนา จะเป็นเสาหลักให้ครอบครัว

"คุยอะไรกันอยู่คะแม่ พี่มัท"

เสียงหวานใสดังขึ้นจากบันไดไม้ มลลนาเดินลงมาช้า ๆ พลางมองทั้งสองคนที่กำลังคุยกันอย่างมีอารมณ์ดี

"คุยเรื่องของเรานั่นแหละ"

วราพรส่งยิ้มอบอุ่นให้ลูกสาวคนเล็ก รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยทั้งความรัก ความเอ็นดู และความห่วงใยที่มีให้ไม่เคยลดน้อยลงเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

มลลนาเดินอ้อมโต๊ะเข้ามานั่งที่เก้าอี้ประจำของเธออย่างคุ้นเคย ก่อนจะปรายตามองแม่กับพี่สาวสลับกันอย่างจับผิดเล็ก ๆ

"นินทาอะไรมลคะ แม่" น้ำเสียงเธอแฝงความขี้เล่น

"ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ" วราพรส่ายหน้ายิ้ม ๆ "ทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวจะเย็นหมด"

"ค่ะแม่" มลลนาตอบรับเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองพี่สาวที่กำลังกำชับให้ตักข้าวใส่จาน เธอยิ้มเจือความสงสัย

"ทั้งหมดนี้พี่มัททำเองเหรอคะ"

มธุราพยักหน้าเรียบง่าย "ใช่จ้ะ วันนี้พี่ไม่ได้ทำโอที เลยกลับบ้านไว พี่เลยอาษาเป็นคนทำกับข้าวเองวันนี้"

วราพรยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ พลางตักกับข้าวลงจานให้ลูกสาวคนเล็กอย่างเอาใจ

มลลนายกมือรับจานก่อนเอ่ยเบา ๆ

"ขอบคุณค่ะแม่"

วราพรหันกลับมามองลูกสาวคนเล็กอย่างตั้งใจ แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

"ว่าแต่เราเถอะ มลหาที่ฝึกงานได้หรือยังลูก"

คำถามของผู้เป็นมารดายังคงนุ่มนวลเหมือนทุกครั้ง แต่แผ่วบางไปด้วยความคาดหวังที่คนเป็นแม่เก็บซ่อนไว้ไม่เคยปิดบัง

มลลนายิ้มออกมาอย่างดีใจเล็ก ๆ ราวกับอยากปลอบแม่ไปในตัว

"ได้แล้วค่ะแม่"

มธุราหันมามองทันที ดวงตาทอประกายยินดีจนเห็นได้ชัด

"ที่ไหนเหรอมล"

มลลนาไล้นิ้วกับขอบจานไปมา ก่อนจะตอบด้วยความภูมิใจ

"บริษัทแลนด์เทอรี่กรุ๊ปค่ะ มลไปยื่นใบสมัครกับเพื่อนอีกสามคน… แล้วเขาก็รับหมดเลย"

วราพรชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองลูกสาวคนโต

"แลนด์เทอรี่กรุ๊ป… บริษัทเดียวกับที่มัททำงานอยู่นี่ใช่ไหม"

น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนความโล่งอก

"ใช่ค่ะแม่" มธุราตอบก่อนจะหันไปมองน้องสาว ดวงตาอ่อนโยนจนมลลนารู้สึกได้

"พี่ดีใจด้วยนะมล"

มนลดายิ้มกว้างขึ้นทันที "ขอบคุณค่ะพี่มัท"

วราพรหันไปมองลูกสาวทั้งสองด้วยแววตาที่อบอุ่นกว่าทุกครั้ง

"งั้นก็ดีเลย… เวลามีอะไร มัทจะได้ช่วยดูแลน้องได้"

วราพรพูดด้วยน้ำเสียงสบายใจ แต่ในขณะที่แม่ยิ้มอย่างโล่งอก มลลนากลับฝืนยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่เพราะเธอไม่รักพี่สาว ไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากให้พี่ดูแล แต่เพราะลึก ๆ แล้วเธออาย อายที่เพื่อนร่วมรุ่นจะรู้ว่า พี่สาวของเธอมธุราทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ในบริษัทนั้น อายกับสายตาคนอื่น อายกับคำซุบซิบนินทาที่เธอจินตนาการไปไกลกว่าความจริง

มลลนาก้มหน้าลงเล็กน้อย มือบีบริมจานเบา ๆ เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพี่สาว

“พี่มัทคะ มลมีเรื่องอยากขอร้องค่ะ”

น้ำเสียงของเธอแผ่วลงเล็กน้อย ราวกับกลัวว่าคำต่อไปที่เอ่ยออกมาจะทำให้ความอบอุ่นบนโต๊ะอาหารสั่นไหว

มธุราหยุดตักข้าว เงยหน้าขึ้นทันทีดวงตาเธอเต็มไปด้วยความพร้อมจะรับฟังเหมือนทุกครั้งที่เป็นพี่สาวคนเดิม คนที่คอยยืนอยู่ข้างน้องไม่ว่าคำขอนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม

“มีเรื่องอะไรเหรอมล” มธุราถามอย่างนุ่มนวล ทุกครั้งที่มนลดาพูดว่า “มีเรื่องขอร้อง” เธอมักเตรียมใจไว้เสมอ แต่ครั้งนี้…กลับรู้สึกแปลก ทั้งลมหายใจของมลลนาที่สั่นแผ่ว ทั้งแววตาที่ไม่กล้ามองตรงมาเหมือนเดิม

มลลนากัดริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกมา

"พี่มัทคะถ้ามนเข้าไปฝึกงานที่บริษัท มล… อยากให้พี่ทำเหมือนไม่รู้จักมลค่ะ"

ดวงตาของมธุราเงียบงันอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะคลี่ยิ้มจาง ๆ รอยยิ้มที่อ่อนโยน…แต่มีบางอย่างสั่นไหวอยู่ข้างใต้

"ทำเหมือนไม่รู้จัก…"

เธอทวนคำ เสียงสั่นนิดเดียว แต่คนเป็นแม่ก็ยังไม่ทันสังเกต

"คือ… มันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะคะพี่มัท แต่ว่า เพื่อนมลหลายคนก็จะฝึกงานบริษัทเดียวกัน แล้ว มลไม่อยากให้…"

เธอก้มหน้า ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่คำที่ไม่พูดนั้นกลับชัดพอจะบาดลึกยิ่งกว่า ไม่อยากให้รู้ว่าพี่สาวทำงานเป็นแม่บ้าน ไม่อยากให้โดนเพื่อนล้อและไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสีย

"อืม…" เธอพยักหน้าเบา ๆ "พี่เข้าใจ"

"ยัยมล จะพูดแบบนั้นไม่ได้นะลูก พี่เขา" วราพรรีบหันไปเอ็ดลูกสาวคนเล็ก

"ไม่เป็นอะไรค่ะแม่" มธุรารีบแทรกขึ้นทันที น้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนเดิมเธอหันไปยิ้มให้น้องสาว รอยยิ้มที่อ่อนโยนเหมือนเคย

"มลไม่ต้องห่วงนะ" เสียงของมธุราแผ่วลง "เรื่องที่เราเป็นพี่น้องกัน… พี่ไม่บอกใครหรอก"

มลลนากะพริบตาเบา ๆ ด้วยความเข้าใจ

"อีกอย่างนะ" มธุราพูดพลางหันไปตักข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ตรงที่พี่รับผิดชอบอยู่… มันเป็นโซนข้างล่าง ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับส่วนออฟฟิศเลย" เธอหัวเราะเบา ๆ "พี่คงไม่เดินไปเจอมลหรอก ไม่ต้องกังวลนะ"

คำว่า “ไม่ต้องกังวลนะ” ซึ่งควรจะปลอบกลับกลายเป็นมีดเล่มบาง ๆ กรีดลึกลงกลางใจมลลนาแทน มีดที่พี่สาวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำตัวเองเจ็บเพียงใด เพียงเพื่อให้น้อง ไม่อายที่มีพี่สาวเป็นแม่บ้าน

วราพรนิ่งไปครู่หนึ่ง มองลูกสาวคนโตด้วยสายตาปวดร้าวเพราะเธอเป็นคนเดียวที่เห็นว่ารอยยิ้มนั้นกำลังขื่นขมเพียงใด