บท
ตั้งค่า

คนไม่รู้จัก

ที่ห้องน้ำชั้นล่างตรงเขตรับผิดชอบของมธุรา ร่างบางได้ทำความสะอาดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งพื้น อ่างล้างมือ และแผงกั้นถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยม เหลือเพียงกระจกบานใหญ่หน้าสุดที่เธอยืนเช็ดเป็นงานสุดท้าย

ผ้าเช็ดกระจกในมือขยับไปตามผิวใสเป็นวงกลมอย่างชำนาญ หยดน้ำเล็ก ๆ ค่อย ๆ เลือนหายไปจนกระจกใสสะอาดสะท้อนเงาร่างของเธอจาง ๆ มธุราปล่อยลมหายใจเบา ๆ อย่างโล่งใจ เพราะจะได้เสร็จสิ้นไปอีกงาน

แต่ในขณะเธอกำลังเช็ดมุมบนสุดของกระจกอยู่นั้น กับมีเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนประตูห้องน้ำจะถูกผลักเปิดเข้ามา

กลุ่มนักศึกษาฝึกงานสามสี่คนเดินเข้ามาพร้อมเสียงพูดคุยแผ่ว ๆ ทุกคนสวมชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อย คล้องป้ายชื่อที่อกอย่างเป็นระเบียบ

ในจังหวะนั้นเอง สายตาของมธุราก็เผลอเหลือบไปเห็นหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาฝึกงานหญิงสาวคนนั้นคือน้องสาวของเธอเอง มลลนา

มลลนายืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมกลุ่ม ใบหน้าดูอ่อนหวาน น่ารัก และเรียบร้อยกว่าคนอื่นเล็กน้อย เธอกำลังพูดคุยกับเพื่อนข้าง ๆ ด้วยสีหน้าธรรมชาติ ราวกับไม่รู้เลยว่าพี่สาวของตัวเองยืนทำงานอยู่ไม่ไกล

แต่แล้วมลลนาก็ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เมื่อสายตาเหลือบมาเห็นร่างของพี่สาวที่กำลังเช็ดกระจกอยู่ ดวงตาของเธอเบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบหลบสายตา และทำเป็นไม่รู้จักกันตามที่ทั้งคู่เคยตกลงไว้

"เชิญค่ะ"

มธุราหยุดมือชั่วครู่ ก่อนจะขยับตัวหลบออกจากหน้ากระจกโดยอัตโนมัติ เปิดทางให้กลุ่มนักศึกษาฝึกงานได้เข้าใช้งาน แล้วจึงก้มหน้ากลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่ออย่างเงียบ ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เข้าได้แล้วใช่ไหมคะ” หนึ่งในนักศึกษาฝึกงาน คนหนึ่งส่งยิ้มให้เธอและเอ่ยถามขึ้น

“เสร็จแล้วค่ะ เชิญได้เลยค่ะ” มธุราตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ขอบคุณค่ะ”

มธุราพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับ ก่อนจะหันกลับไปเช็ดกระจกต่อ มือยังคงทำงานต่อไปอย่างเป็นจังหวะเดิม แม้หัวใจจะยังเต้นแรงไม่หายก็ตาม

ไม่นานนัก กลุ่มนักศึกษาฝึกงานบางส่วนก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ มลลนายืนอยู่หน้ากระจก คอยเช็กความเรียบร้อยของตัวเอง ปรับเส้นผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่

“มล แกนี่โชคดีจริง ๆ เลยนะ ได้ฝึกงานเป็นผู้ช่วยเลขาท่านรองปรเมศวร์”

เสียงเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอิจฉาอย่างไม่ปิดบัง

“จริง! แค่ฉันยืนอยู่ไกล ๆ ยังเห็นเลยว่าท่านรองหล่อขนาดไหน แล้วแกต้องอยู่ใกล้ขนาดนั้น ทนได้ยังไงเนี่ยมล”

มลลนายิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อยขณะมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก

มธุรายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปลายนิ้วที่จับผ้าเช็ดกระจกแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ประโยคเหล่านั้นดังชัดเจนราวกับตั้งใจจะกระแทกเข้ามาในหัวใจของเธอ

ผู้ช่วยเลขาท่านรองปรเมศวร์…

ชื่อของผู้ชายคนที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงตั้งแต่ตอนเช้า กับมาเต้นแรงอีกครั้ง ทำให้ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามกดไว้ตั้งแต่เช้า ค่อย ๆ ไหลย้อนกลับขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

“แกนี่บุญหล่นทับจริง ๆ นะมล ได้ทำงานใกล้คนระดับนั้น”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในกลุ่มนักศึกษาฝึกงาน มลลนายังคงยิ้มรับ คางเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ

เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงยิ้มรับคำชมเหล่านั้นรอยยิ้มของคนที่ภูมิใจในตำแหน่งที่ตัวเองได้รับ และภูมิใจไม่น้อยที่ได้อยู่ใกล้ชายหนุ่มที่เธอแอบชื่นชมตั้งแต่แรกพบ

“ไปกันเถอะ เดี๋ยวเข้างานสาย” มลลนาพูดขึ้นกับเพื่อน ๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อนนักศึกษาฝึกงาน เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะค่อย ๆ จางหายไปตามทางเดิน

เหลือเพียงมธุราที่ยืนอยู่ลำพังกับกระจกบานเดิม มือที่ถือผ้าเช็ดกระจกค่อย ๆ หยุดลง หัวใจหนักอึ้งด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทั้งเจ็บ ทั้งหวั่นไหว

เธอได้แต่เตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าไม่ควรคิดอะไรไปไกลกว่านี้ ไม่ควรปล่อยให้หัวใจเผลอไหวไปมากกว่านี้ เพราะชายหนุ่มที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงคนนั้น… คือเจ้านายระดับสูงซึ่งเขาไม่มีทางที่จะหันมาชอบแม่บ้านอย่างเธอ

ช่วงเวลาหกโมงเย็นโดยประมาณ ภายในอาคารของแลนด์เทอรี่ กรุ๊ป แทบไม่เหลือผู้คน พนักงานออฟฟิศต่างเลิกงานกลับบ้านกันตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เหลือเพียงพนักงานกลุ่มสุดท้าย แม่บ้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่ต้องอยู่ปิดงานให้เรียบร้อยตามหน้าที่

มธุราเป็นหนึ่งในนั้น เธอเก็บของทุกอย่างเข้าที่ ก่อนจะสะพายกระเป๋า เดินออกจากตัวอาคาร ความเหนื่อยล้าจากทั้งวันค่อย ๆ ไหลเข้ามาแทนที่

แสงไฟริมถนนเริ่มเปิดทีละดวง ฟ้าด้านบนเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม

มธุราเดินไปหยุดยืนที่ป้ายรถเมล์หน้าอาคาร มือกุมสายกระเป๋าไว้แน่น สายตากวาดมองถนนที่ยังไม่มีวี่แววของรถโดยสาร ถนนในช่วงเย็นวันศุกร์เต็มไปด้วยรถที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ไฟท้ายสีแดงเรียงยาวสุดสายตา

เธอถอนหายใจเบา ๆ อย่างเหนื่อยล้า วันนี้คงเป็นอีกวันที่ต้องกลับถึงบ้านช้าเพราะการจราจรที่ติดขัด มธุราจึงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ป้ายรถเมล์ ปล่อยให้ร่างกายได้พักพิงชั่วครู่ ท่ามกลางความวุ่นวายของถนนยามเย็น

และในจังหวะนั้นเอง รถมอเตอร์ไซค์สีดำคันหนึ่งก็ชะลอเข้ามาจอดใกล้ป้ายรถเมล์ ชายร่างสูงในชุด รปภ. เอื้อมมือเปิดกระจกหมวกกันน็อกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มที่ดูสุภาพ และแฝงด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

“ยังไม่กลับอีกเหรอมัท”

เสียงที่คุ้นเคยนั้นทำให้มธุราที่กำลังนั้งเหมยหันไปมอง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ตอบออกไป

“ยังเลยค่ะพี่นะ วันนี้รถติดคงไม่ได้กลับง่ายเหรอค่ะ”

นที ชายหนุ่มร่างสูง ผิวเข้ม ใบหน้าคมคาย มาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ชวนให้คนมองรู้สึกสบายใจ เป็นรอยยิ้มที่สามารถมัดใจสาว ๆ ได้ไม่ยาก เจ้าของอายุสามสิบเอ็ดปี เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัท แลนเทอรี่ กรุ๊ป เขายืนกะกลางวันเป็นส่วนใหญ่ และมักจะเห็นมธุราเลิกงานกลับบ้านคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง

“ให้พี่ไปส่งไหม”

มธุราชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น สายตาเธอเลื่อนจากถนนที่รถยังติดยาวเหยียด กลับมาที่ใบหน้าของนที

“เอ่อ…จะดีเหรอคะ พี่นะ” เธอเอ่ยเสียงเบา

“ดีสิ ดีกว่านั้งรอรถเมล์ให้เมื่อย แถมวันนี้เป็นวันศุกร์ พี่ว่าอีกนานเลยนะก็ว่ารถเมย์จะมา” นทีตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

รอยยิ้มอบอุ่นยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเขา เป็นรอยยิ้มแห่งความหวังดีธรรมดา ๆ ที่เขามอบให้เธอมาโดยตลอด…แม้มธุราจะไม่เคยรู้ตัวเลยก็ตาม นทีเฝ้ารอโอกาสเล็ก ๆ แบบนี้มานาน โอกาสที่จะได้ดูแลเธอมากกว่าการยืนมองอยู่ห่าง ๆ ในทุกเย็นหลังเลิกงาน

มธุราลังเลอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินมาหานทีที่รถมอเตอร์ไซค์

“งั้น…รบกวนด้วยนะคะ”

คำตอบนั้นทำให้มุมปากของนทีเผลอยกขึ้นเล็กน้อย เขาหยิบหมวกกันน็อคอีกใบส่งให้เธอ “ใส่นี่ด้วย เดี๋ยวลมแรง”

มธุรารับหมวกมาด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะสวมลงบนศีรษะ มือบางจับขอบหมวกไว้แน่น พลางก้มหน้าติดสายล็อกตรงคางอย่างระมัดระวัง

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขา รอยยิ้มนั้นดูสุภาพและอ่อนโยน จนทำให้นทีเผลอชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที

นทีพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขา

“จับดี ๆ นะ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย

มธุราลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือไปจับขอบเสื้อแจ็กเก็ตของเขาอย่างเกรงใจ

รถมอเตอร์ไซค์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากป้ายรถเมล์ ลมเย็นยามค่ำพัดผ่าน ทำให้ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันของมธุราค่อย ๆ เบาบางลง

ส่วนนที…แม้สายตาจะจดจ่ออยู่ที่ถนนตรงหน้า แต่หัวใจกลับอบอุ่นอย่างประหลาด เพียงเพราะวันนี้ เขาได้ทำในสิ่งที่เฝ้าอยากทำมานาน ได้ดูแลเธอใกล้กว่าที่เคย แม้จะเป็นเพียงช่วงทางสั้น ๆ ก็ตาม

ไม่นานนัก รถมอเตอร์ไซค์ก็ชะลอลง ก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ ที่คุ้นตา ไฟถนนส่องแสงสลัวสะท้อนเงาบ้านไม้สองชั้นหลังเก่า ที่ตั้งเงียบสงบอยู่ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืน

นทีจอดรถหน้าบ้าน ก่อนจะดับเครื่อง

มธุราค่อย ๆ ปล่อยมือจากเสื้อแจ็กเก็ตของเขา แล้วก้าวลงจากร หญิงสาสถอดหมวกกันน็อค ส่งคืนให้ชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้มอ่อน ๆ

“ขอบคุณพี่นะด้วยนะคะ ถ้าไม่ได้พี่ วันนี้มัทคงถึงบ้านดึกกว่านี้แน่ ๆ”

“ไม่เป็นไรเลย พี่เต็มใจ” นทีตอบ พลางยิ้มให้เธอ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ไม่เคยพูดออกไปตรง ๆ

ในจังหวะนั้นเอง วราพร แม่เลี้ยงของมธุราก็เดินกลับมาถึงบ้านพอดี ในมือถือถุงหิ้วใส่ก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่งออกไปซื้อจากร้านหน้าปากซอย ร่างของหญิงวัยกลางคนชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมธุรายืนอยู่หน้าบ้านกับชายในชุด รปภ.

สายตาของวราพรเหลือบมองมอเตอร์ไซค์คันสีดำ ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่ใบหน้าของลูกสาว ราวกับประเมินสถานการณ์อยู่เงียบ ๆ

มธุราเห็นแม่เลี้ยงก่อนจึงรีบเอ่ยขึ้น

“แม่…ออกไปไหนมาค่ะ”

วราพรยิ้มบาง ๆ พลางยกถุงในมือขึ้น

“แม่ออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยมาน่ะ ยายมลบ่นว่าอยากกิน”

ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มข้าง ๆ ลูกเลี้ยง “แล้วนี่ ใครมาส่งเราล่ะ”

“พี่นะค่ะ” มธุราตอบเสียงเบา “พี่เขาทำงานอยู่ที่เดียวกับมัท วันนี้รถติดมาก พี่เขาเลยอาสามาส่งค่ะ”

นทีรีบถอดหมวกกันน็อกออกจากศีรษะ ก่อนยกมือขึ้นไหว้แม่ของมุธราอย่างสุภาพ

“สวัสดีครับคุณน้า”

วราพรยิ้มออกมาอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“ขอบใจมากนะจ๊ะ ที่อุตส่าห์มาส่งยัยมัทให้ถึงบ้าน”

“ไม่เป็นไรเลยครับคุณน้า ผมเต็มใจครับ”

วราพรหันไปมองนทีอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มบนใบหน้าดูผ่อนคลายขึ้น

“เข้ามาดื่มน้ำในบ้านซักแก้วก่อนมั๊ยค่อยกลับ”

นทีชะงักเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้ายิ้ม ๆ อย่างเกรงใจ

“ไม่ดีกว่าครับคุณน้า ผมเกรงใจ”

วราพรพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความจริงใจ

“งั้นก็ขอบใจจริง ๆ นะจ๊ะ ยัยมัทมีคนดูแลแบบนี้ แม่ก็สบายใจ”

มธุราสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันไปมองแม่เลี้ยงด้วยความตกใจ

“แม่พูดอะไรคะ”

นทีเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเขิน ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าคมเข้มดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

วราพรหัวเราะเบา ๆ สีหน้าเปื้อนรอยยิ้มเอ็นดู

“เอ้า แม่ก็ดีใจนี่ ที่ลูกสาวของแม่จะมีแฟนแล้ว”

คำพูดนั้นทำให้มธุราสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าร้อนวาบขึ้นมาเพราะความตกใจมากกว่าความเขิน เธอรีบเงยหน้าขึ้นทันที

“แม่เข้าใจผิดแล้วค่ะ” มธุรารีบพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“มัทกับพี่นะไม่ได้เป็นอะไรแบบนั้นเลยนะคะ พี่เขาแค่มีน้ำใจมาส่งมัทเฉย ๆ ค่ะ”

เธอส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อย้ำคำพูดของตัวเอง แววตาชัดเจนและแน่วแน่ ไม่มีความลังเลหรือหวั่นไหวใด ๆ แฝงอยู่ มีเพียงความเกรงใจ และไม่อยากให้ผู้เป็นแม่คิดไปไกลเกินความจริง

มธุรารู้ดีว่า สำหรับเธอแล้ว นทีเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานที่มีน้ำใจและหวังดีคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอื่นใดมากไปกว่านั้นเลย

“จ๊ะ ๆ เพื่อนก็เพื่อน” วราพรหัวเราะเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน คล้ายจะไม่ติดใจอะไรนัก

“งั้นแม่เข้าบ้านก่อนดีกว่า”

เธอหันไปทางนที ก่อนจะยิ้มให้ด้วยท่าทีเป็นกันเอง

“คุยกันตามสบายนะจ๊ะ น้าไปล่ะ”

นทียกมือไหว้อย่างสุภาพ สีหน้ายังแฝงความเกรงใจไม่จางหาย

“สวัสดีครับคุณน้า”

วราพรพยักหน้ารับ ยิ้มให้อีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน เหลือเพียงหนุ่มสาวสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน ท่ามกลางแสงไฟสลัว ๆ ของยามค่ำคืน

“เอ่อ…เมื่อกี้ แม่พูดแบบนั้น มัทต้องขอโทษแทนแม่ด้วยนะคะ ที่ท่านเข้าใจผิด”

มธุราพูดเสียงแผ่ว ก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างเกรงใจ

นทีชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหลุดพูดออกมาโดยไม่ทันคิด

“จะขอโทษทำไมล่ะมัท…แบบนั้นก็ดีแล้ว”

คำพูดนั้นทำให้มธุราสะดุด เธอเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาฉายแววสงสัย

“คะ?”

นทีเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป เขารีบหลบสายตา ยิ้มกลบเกลื่อนอย่างคนทำตัวไม่ถูก

“อ๋อ…ไม่มีอะไรหรอกมัท” เขารีบพูดต่อ น้ำเสียงกลับมาเป็นปกติ “พี่หมายถึง…คุณน้าท่านคงแค่เป็นห่วงมัทน่ะ”

เขาขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตัดบท

“งั้นพี่กลับก่อนนะ เดี๋ยวดึก”

“ค่ะ…ขอบคุณนะคะพี่นะ”

มธุราพยักหน้ารับ แม้ในใจจะยังค้างคาอยู่กับคำพูดเมื่อครู่ของเขา

นทียิ้มให้เธออีกครั้ง ก่อนจะสตาร์ตรถและขี่ออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ…และความสงสัยเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ แทรกซึมอยู่ในหัวใจของหญิงสาว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel