ท่านรองปรเมศวร์
บริษัท แลนด์เทอรี่ กรุ๊ป
ในช่วงเวลาประมาณสิบเอ็ดนาฬิกาของวันนี้ เป็นช่วงเวลาของการพักเที่ยงหรือพักรับประทานอาหารของเหล่าพนักงานออฟฟิศ ในตอนกลางวัน สำหรับมธุราแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เธอจะได้หยุดพักเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน
แม่บ้านของแลนด์เทอรี่กรุ๊ปทุกคนต้องพักในช่วงเวลานี้ เพราะทันทีที่นาฬิกาชี้เที่ยงตรง พนักงานออฟฟิศจะทยอยลงไปรับประทานอาหารกันหมด
ปล่อยให้พื้นที่สำนักงานโล่งพอให้แม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดก่อนจะถึงรอบบ่าย มธุรานั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องพักแม่บ้านห้องเล็ก ๆ ที่มีโต๊ะไม้เก่าไม่กี่ตัว เก้าอี้เหล็กสองสามตัว และตู้เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด
ในขณะที่นั้งกินข้าวกล่องที่เธอห่อมาจากบ้านทุกวัน เพื่อที่จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย ภาพบนโต๊ะอาหารเมื่อคืนยังวนเวียนอยู่ในหัวรอยยิ้มฝืน ๆ ของเธอ
คำขอร้องของมลลนาที่พูดด้วยความลังเลและความรู้สึกเจ็บที่พยายามซ่อนจนมิด มธุรายกช้อนขึ้นช้า ๆ แต่รสชาติอาหารที่เคยอร่อยกลับจืดจนแทบไม่รู้รส
เธอถอนหายใจเบา ๆ ไม่ใช่เพราะเสียใจที่น้องขอร้องแต่มันเจ็บ… ที่ต้องยอมทำทุกอย่าง เพื่อไม่ให้น้องอายใครว่ามีพี่สาวอย่างเธอ
"กับข้าวไม่อร่อยเหรอมัท" อรวรรณเพื่อนที่ทำงานด้วยกันเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
มธุราสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ ส่งให้เพื่อนร่วมงาน
"ไม่หรอก วันนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยหิวเท่าไหร่"
เธอตอบเสียงเบา ทั้งที่จริงแล้ว ทุกคำข้าวที่เคี้ยวอยู่มันขมจนแทบกลืนไม่ลง
อรวรรณมองหน้าเพื่อนรักอย่างจับสังเกต
“แน่ใจนะมัท… เห็นเงียบ ๆ มาตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว มีอะไรหรือเปล่า”
อรวรรณยังไม่วางใจ สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
มธุราฝืนยิ้ม บังคับน้ำเสียงให้ปกติที่สุด
“ไม่มีอะไรหรอกอร ทานข้าวเถอะ เดี๋ยวจะหมดเวลาพัก”
“อื้ม…” อรวรรณพยักหน้าช้า ๆ แต่สีหน้าบอกชัดว่าไม่เชื่อสักนิด
บรรยากาศระหว่างสองคนเงียบลงชั่วครู่ มีเพียงเสียงจานกระทบกันเบา ๆ จนกระทั่งอรวรรณเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ เธอรีบเอ่ยออกมา
“มัท ช่วงเที่ยง… มัทช่วยไปทำความสะอาดที่ห้องของคุณปรเมศวร์ให้อรด้วยสิ”
มือที่กำลังปิดปากกล่องข้าวของมธุราเกร็งค้างไปทันที ด้วยความประหลาดใจ หน้าที่ทำความสะอาดห้องของท่านรองประธาน หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเธอมาก่อน ปกติจะมีแม่บ้านที่ประจำโซนชั้นผู้บริหารดูแลอยู่แล้ว
“พอดีเรามีธุระช่วงเที่ยงต้องไปจัดการน่ะ เราขอหัวหน้าไว้แล้ว”
อรวรรณเอ่ยเสียงแผ่ว แต่สีหน้าเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด
มธุราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ
“อ้อ… ได้สิอร ไม่เป็นไรหรอก” เธอพูดง่าย ๆ แต่ลึก ๆ แล้วอดรู้สึกเกร็งไม่ได้ ห้องของผู้บริหาร แค่ชื่อก็ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
“ขอบใจมากนะมัท เดี๋ยวเราซื้อขนมมาฝาก”
อรวรรณยิ้มโล่งใจเหมือนได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่
มธุราพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากก้มลงจัดกล่องข้าวให้เรียบร้อย
อรวรรณมองเพื่อนแล้วหัวเราะนิด ๆ
“ช่วงเที่ยงคุณปรเมศวร์เขาไม่ค่อยอยู่ที่ห้องหรอก มัทไม่ต้องเกร็งนะ”
มธุราหยุดมือทันที เงยหน้าขึ้นช้า ๆ หางคิ้วกระตุกอย่างสงสัย
“…รู้ได้ยังไงว่ามัทเกร็ง”
อรวรรณหัวเราะเบา ๆ แบบคนจับไต๋เพื่อนได้เต็ม ๆ
“ก็เห็นตั้งแต่พูดถึงชื่อคุณปรเมศวร์แล้วไง หน้าเกร็งเชียว” น้ำเสียงเธอแซว แต่ก็แฝงความเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
“ก็… มัทไม่เคยขึ้นไปทำตรงนั้นมาก่อนนี่” เธอพูดเสียงแผ่ว “ปกติมัทก็ทำแค่ส่วนด้านล่าง ไม่ได้ขึ้นไปโซนผู้บริหารเลย”
อรวรรณยิ้มบาง ๆ เหมือนพี่สาวที่คอยปลอบ “ไม่เห็นต้องกลัวเลยน่า เดี๋ยวก็ชิน คุณปรเมศวร์เข้าใจดีจะตาย ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก”
เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะทำท่าก้มหน้าเข้ามาใกล้ เสียงต่ำลงนิด ๆ อย่างคนเม้าท์กันสนุก
“แต่เสียอย่างเดียว… เจ้าชู้เกินไป”
มธุราที่กำลังดื่มน้ำเกือบสำลัก เธอรีบยกมือปิดปาก ในขณะที่อรวรรณหลุดหัวเราะออกมาเต็มเสียงมธุราก็อดหัวเราะตามไม่ได้ เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้น ผ่อนคลายความอึดอัดเมื่อครู่จนหมดสิ้น
ในช่วงเวลาเที่ยงวัน พนักงานต่างพากันลงไปรับประทานอาหารที่ด้านล่างกันทุกคน ทำให้ในโซนสำนักงานนี่ดูเงียบลงในทันที
มธุราเดินขึ้นมาในชั้นผู้บริหาร เธอเข็นรถทำความสะอาดคู่กายมาด้วย ทั้งถังน้ำ ไม้ถู พวกสเปรย์ และผ้าที่เอาไว้เพื่อทำความสะอาด เมื่อเข็นรถมาถึงที่หน้าประตูบานใหญ่ที่มีป้ายชื่อ
ปรเมศวร์ วิวัฒน์ธารา รองประธานบริหาร
มธุราเปิดประตูเข้าไปทันทีโดยไม่ลังเล เพราะอรวรรณเคยบอกไว้ว่าท่านรองประธานไม่ค่อยอยู่ห้องในช่วงกลางวัน เธอจึงไม่คิดที่จะเคาะ
เธอเข็นรถเข็นเข้าไปที่หน้าห้องและรีบปิดประตูทันที เมื่อเธอหันกลับมาเพื่อที่จะเตรียมทำความสะอาดห้อง ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
บนโซฟาหนังสีเข้มนั้นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งคร่อมอยู่บนตักของชายหนุ่ม ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ปรเมศวร์ รองประธานบริษัท อย่างสนิทแนบชิดกระโปรงสั้นเลิกสูงจนเห็นเรียวขาขาวที่พาดอยู่แนบลำตัวเขา
เรือนร่างของทั้งคู่แนบชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง มือของชายหนุ่มโอบเอวเธอไว้แน่น ริมฝีปากทั้งคู่บดเบียดเข้าหากันอย่างเร่าร้อน
มธุราตกใจภาพตรงหน้า เธอเดินถอยหลังอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้มองอะไรเลย ทำให้หลังของเธอไปชนเข้ากับแจกันเซรามิกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนขาตั้งไม้ใกล้ประตูห้อง
"เพล้ง!"
เสียงแจกันที่หล่นลงมากระทบพื้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงัด
การกระทำทั้งหมดบนโซฟาหยุดชะงักลงทันที หญิงสาวบนตักของปรเมศวร์ถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ เธอลุกขึ้นจากตักเขาอย่างรวดเร็ว มือรีบดึงชายกระโปรงลงจนสุด ก่อนจะหันมามองต้นเหตุของเสียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฉุนเฉียว ราวกับจะตำหนิว่ากล้าบังอาจมาขัดจังหวะเธอได้อย่างไร
ปรเมศวร์เองก็ชะงักไปชั่วขณะ เขายกมือเสยผมที่ยุ่งเพราะแรงอารมณ์เมื่อครู่ ก่อนจะดึงชายเสื้อและจัดปกสูทให้เข้าที่อย่างเร่งรีบ
สายตาคมเข้มตวัดไปยังประตู และนั่นทำให้เขาเห็นแม่บ้านคนหนึ่งยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น สีหน้าเธอซีดเผือดราวกับลมหายใจจะหลุดหายไปทุกวินาที
“ข-ขอโทษค่ะ… ที่ฉันไม่ได้เคาะประตูก่อน” มธุราเอ่ยเสียงสั่นพร่า “ฉันจะรีบออกไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
หญิงสาวก้มหลบสายตาอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวว่าเพียงแค่สบตาเขา จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงทุ้มของปรเมศวร์ดังขึ้นพอดีกับที่เธอหมุนตัวเตรียมออกไป
เสียงนั้นไม่ดัง แต่เฉียบคมจนร่างของเธอหยุดนิ่งโดยอัตโนมัติ เขาหันกลับไปทางหญิงสาวบนโซฟา
“คุณกลับไปก่อนเถอะ มีนา วันนี้ผมคงไปทานข้าวเที่ยงกับคุณไม่ได้แล้ว พอดีช่วงบ่ายผมมีประชุมสำคัญ”
มีนาหน้างอทันที เธอกำชายกระโปรงแน่นด้วยความขัดใจ เสียงเธอเปรยออกมาเบา ๆ แต่แฝงความเสียดายชัดเจน
“แต่ว่า… คุณเมศคะ เรานัด”
“มีนา”
เขาเอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่เด็ดขาดพอจะทำให้เธอต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงไปทันที
หญิงสาวขบฟันแน่นอย่างจำใจ ก่อนจะหยิบกระเป๋าตัวเองแล้วเดินสวนออกไป โดยไม่ลืมมองมธุราด้วยสายตาที่มีทั้งความหงุดหงิดและดูถูกปะปนอยู่ในนั้น
ทันทีที่ประตูปิดลง เหลือเพียงความเงียบที่อยู่ในห้อง…สายตาคมกริบของปรเมศวร์เหลือบขึ้นจากแฟ้มเอกสารเพียงชั่ววินาที ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“จะยืนนิ่งอยู่อีกนานไหม”
มธุราสะดุ้งเฮือก เธอรีบก้มหน้าในทันที
“ค-คะ”
ชายหนุ่มวางปากกาลงกับโต๊ะอย่างใจเย็น แต่แววตากลับเฉียบจนทำให้เธอแทบไม่กล้ามอง
“รีบทำหน้าที่ของคุณสิ”
คำนั้นไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นจนหัวใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
“ขอโทษค่ะ ฉันจะรีบทำให้เร็วที่สุดค่ะ”
มือของมธุราสั่นจนแทบไม่อาจควบคุมขณะนั่งลงกับพื้นเพื่อเก็บเศษแจกันที่แตกกระจาย ทุกขณะนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ขณะเดียวกัน ปรเมศวร์กลับไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปสนใจเอกสารในมือ ร่างสูงเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ในขณะที่มธุรารีบเก็บเศษแจกัน เธอมือไม้สั่นด้วยความตื่นเต้นและความอับอาย จนแม้แต่ลมหายใจก็ยังไม่เป็นจังหวะ เธอก้มหน้าต่ำ ไม่กล้ามองชายหนุ่มแม้แต่น้อย เร่งเก็บเศษเซรามิกบนพื้นให้เร็วที่สุด แต่เพราะความรีบร้อนและใจที่ยังเต้นแรงไม่หยุด
ปลายนิ้วของเธอก็เผลอไปกรีดโดนเศษแจกันชิ้นหนึ่งจนเลือดซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
“โอ้ย!”
มธุราหลุดร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอรีบยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากตัวเองแน่น เพราะกลัวว่าเจ้านายหนุ่มจะได้ยินและตำหนิเธอที่ทำงานพลาดอีกครั้ง
ความเจ็บเข้าเล่นงาน และเลือดยังคงไหลไม่หยุด เธอรับกดแผลตรงที่เลือดไหลออกมาเพื่อห้ามเลือด แต่เลือดก็ยังไหลซึมออกมาอยู่
ในขณะเดียวกัน ปรเมศวร์ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ดวงตาคมมองเธอนิ่ง ๆ ว่าเธอจะจัดการกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวเองอย่างไร
แต่ถึงอย่างนั้น…มธุราก็ยังคงก้มลงเก็บเศษแจกันที่แตกกระจัดกระจายต่อไป แม้เลือดที่ปลายนิ้วจะไหลซึมไม่หยุด เธอก็ยังไม่ยอมลุกไปทำแผล
“จะให้เลือดมันไหลหมดตัวก่อนหรือไง ถึงจะไปทำแผล” เสียงทุ้มนุ่มแต่เย็นเฉียบดังขึ้นจากหลังโต๊ะทำงาน
มธุราชะงัก เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสั่นระริกด้วยความตกใจ เธอไม่คิดว่าเขาจะพูด…หรือแม้แต่สนใจแผลเล็กๆ ของเธอด้วยซ้ำ
เธอรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที ตามมารยาทของลูกจ้างที่ต้องพูดกับเจ้านายอย่างสุภาพที่สุด
“ฉะ…ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แผลเล็กแค่นี้เอง เดี๋ยวเลือดก็หยุดไหลแล้ว ขอโทษที่ทำตัววุ่นวายนะคะ”
ปรเมศวร์เหลือบตามองเธอสั้นๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“แต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหลนี่”
เสียงทุ้มเข้มของเขาดังขึ้นอย่างเรียบเฉย ก่อนปรเมศวร์จะเหลือบสายตาไปยังมุมห้องที่มีตู้ยา แล้วเอ่ยต่ออย่างไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ
“ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ค่อยมาทำต่อทีหลังก็ได้…เศษพวกนี้มันไม่หนีคุณไปไหนหรอก”
มธุรายังคงยืนนิ่ง ราวกับเท้าของเธอถูกตรึงไว้กับพื้น หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ไม่แน่ใจว่าเพราะความเจ็บที่ปลายนิ้ว หรือเพราะน้ำเสียงเย็นชาของเขากันแน่
รองประธานหนุ่มเงยตาขึ้นจากแฟ้มงาน สบมองแม่บ้านสาวด้วยสายตาคมกริบ เพราะเธอยังไม่ยอมไปทำตามที่เขาบอก
“นี่คือคำสั่ง”
ปรเมศวร์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ น้ำเสียงเย็นเยียบจนแทบฟังไม่ออกว่าเขากำลังหงุดหงิดหรือเพียงแค่ไม่อยากเสียเวลา แต่ความน่ากลัวในน้ำเสียงนั้นทำให้มธุราขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ค–ค่ะ”
เธอตอบรับทันทีด้วยเสียงที่ดังและแข็งจนผิดปกติ เหมือนร่างกายตอบสนองแทนหัวใจที่ยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
มธุราไม่กล้ารอช้า เธอรีบหันหลังและก้าวเร็ว ๆ ไปยังมุมห้องซึ่งมีตู้ยาตามที่เขาสั่งไว้ ปลายนิ้วที่เลือดยังไหลซึมทำให้เธอเผลอกำมือแน่น เพื่อไม่ให้เลือดหยดลงบนพื้นห้องทำงานของเขาอีก
สายตาคมเข้มยังคงจับจ้องตามทุกการเคลื่อนไหวของแม่บ้านสาวอย่างเงียบงัน ไม่อาจเดาได้เลยว่าเป็นเพราะหงุดหงิด เสียอารมณ์…หรือเพียงเพราะรำคาญที่เธอทำตัวซุ่มซ่ามมากเกินไปกันแน่
มธุราพยายามเปิดกล่องปฐมพยาบาลด้วยมือข้างเดียว มือหนึ่งที่เปื้อนเลือดถูกยกหลบไว้ห่าง ๆ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ เพราะไม่อยากให้เลือดของตัวเองหยดเลอะอุปกรณ์ภายใน
แต่การใช้เพียงมือเดียวกลับทำให้งานง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นหลายเท่า เธอออกแรงดันฝากล่องอยู่สองสามครั้ง กว่าฝาจะเปิดขึ้นได้ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ แต่ทันทีที่ฝากล่องดีดออก
เพล้ง!
กล่องยาในมือหลุดร่วงลงกระแทกพื้นอย่างแรงเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องเงียบ ๆ ของรองประธารผู้บริหาร
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอได้แต่ด่าตัวเองในใจ
ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้นะมัท... ตายแน่…
เธอค่อย ๆ ย่อกายลงเพื่อจะเก็บของ แต่ยังไม่ทันได้นั่งจนสุด เสียงทุ้มเย็นชาที่ไม่อาจจับอารมณ์ได้ว่ากำลังเหนื่อย เบื่อ หรือหงุดหงิด ดังขึ้นจากด้านหลังโต๊ะทำงาน
“คุณนี่มันซุ่มซ่ามจริง ๆ เลยนะ”
คำพูดนั้นทำให้มธุรานิ่งค้าง ราวกับสาเหตุของเสียงดังเมื่อครู่คือความผิดที่ใหญ่โตเกินอภัย ดวงตาเธอสั่นระริก ไม่กล้าหันกลับไปมอง
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก้าวเข้ามาใกล้ จนเธอรู้สึกได้ถึงเงาของชายร่างสูงที่ทอดทับลงบนตัวเธอ
ปรเมศวร์หยุดยืนอยู่ข้างหลัง ก่อนจะก้มตัวลงอย่างไม่รีบร้อน มือใหญ่หยิบกล่องยาที่หล่นกระจัดกระจายขึ้นมาราวกับสิ่งที่เธอทำมัน น่ารำคาญ มากกว่า น่าเห็นใจ
มธุรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายปนวิตก
แววตาเขานั้นนิ่ง และอ่านไม่ออกเหมือนเดิม
“ยืนเฉยทำไม” เขาพูดเสียงต่ำ “ไปนั่งที่โซฟา เดี๋ยวผมทำเเแผลให้”
