บท
ตั้งค่า

ครอบครัวของเรา

หนึ่งเดือนผ่านไป

ชีวิตประจำวันของมธุรายังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เธอทำงานตรงเวลา ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เปิดใจให้ใครเป็นพิเศษ และไม่ได้คิดถึงเรื่องความรักมากไปกว่างานตรงหน้า เพราะสำหรับเธอในเวลานี้ งานคือสิ่งสำคัญที่สุด

มธุราทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงาน เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อส่งเสียมลลนาให้อยู่ในเส้นทางการศึกษาได้อย่างไม่สะดุด ความรักทั้งหมดที่เธอมี จึงถูกมอบให้กับน้องสาวเพียงคนเดียว

ด้วยภาระและความรับผิดชอบที่แบกรับอยู่บนบ่า หัวใจของมธุรายังไม่พร้อมจะเปิดรับใครเข้ามาในชีวิต และยังไม่คิดจะเผลอใจให้กับความรู้สึกใด ๆ ในตอนนี้เลย

แต่สำหรับนที ความรู้สึกที่เขามีต่อมธุรากลับค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นในทุกวัน บางวัน…หลังเลิกงาน เขาอาสามาส่งเธอถึงบ้านเหมือนเคย ถึงไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ทว่าเกิดบ่อยพอจะกลายเป็นความเคยชินที่ทั้งสองต่างรับรู้

เขาไม่เคยพูดอะไรเกินเลย ไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ มีเพียงความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มอบให้เธออย่างสม่ำเสมอ ราวกับความหวังดีธรรมดา ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งที่เขาเลือกเก็บงำเอาไว้ในใจ

ส่วนมลลนา น้องสาวของเธอที่มาฝึกงานอยู่ในบริษัทเดียวกัน ก็สามารถปรับตัวกับการทำงานได้ดี ไม่มีปัญหาใด ๆ ให้ต้องกังวล แม้มธุราจะรับปากกับน้องสาวไว้แล้วว่าจะทำเหมือนเป็นคนไม่รู้จักกัน

คำสัญญานั้นไม่ได้เกิดจากความห่างเหิน หากแต่เกิดจากความอึดอัดใจของมลลนา ที่ยังไม่กล้าเผชิญสายตาของคนอื่นกับความจริงว่า พี่สาวของตนทำงานเป็นแม่บ้านในบริษัทเดียวกัน

มธุรารับรู้ความรู้สึกนั้นดี และเลือกจะยอมเจ็บอยู่เงียบ ๆ เพื่อรักษาความสบายใจของน้องสาวเอาไว้

“พรุ่งนี้วันหยุด…มัทมีธุระที่ไหนหรือเปล่า”

นทีถามในขณะที่เขามาส่งมธุราที่บ้านในช่วงเย็นวันศุกร์ หลังจากเธอลงจากรถและถอดหมวกกันน็อคคืนให้เขา

มธุราหันไปมองชายหนุ่มเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ

“ไม่มีค่ะ พี่นะมีอะไรหรือเปล่าคะ”

นทีชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ดวงตาคมเข้มสบกับสายตาของหญิงสาวตรงหน้าอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่แฝงความตั้งใจ

“พี่อยากชวนมัทออกไปกินข้าวข้างนอกด้วยกัน”

มธุรานิ่งไปเล็กน้อยกับคำชวนนั้น ไม่ใช่เพราะหวั่นไหว แต่เพราะไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างสุภาพ

“ได้ค่ะพี่นะ พรุ่งนี้มัทว่างพอดี”

คำตอบนั้นทำให้นทีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้มโดยไม่รู้ตัว เป็นรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด

“จริงเหรอ ดีเลย งั้นพี่มารับมัทตอนเที่ยงดีไหม”

“ได้ค่ะ” มธุราพยักหน้าเบา ๆ น้ำเสียงเรียบ ๆ เป็นธรรมชาติ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น

นทีหัวเราะเบา ๆ อย่างโล่งใจ

“งั้นตกลงตามนั้นนะ พักผ่อนเยอะ ๆ ล่ะ”

“ค่ะ พี่นะขับรถกลับดี ๆ นะคะ”

นทีสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะขี่ออกไปจากหน้าบ้านด้วยหัวใจที่เบากว่าทุกวันเล็กน้อย ขณะที่มธุราก็หันกลับเข้าบ้าน โดยไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า มื้ออาหารธรรมดาในวันหยุดวันนั้น…อาจเป็นก้าวเล็ก ๆ ของใครบางคนที่ตั้งใจเดินเข้ามาในชีวิตของเธอ

เมื่อมธุราเดินเข้ามาในตัวบ้าน กลิ่นอาหารอุ่น ๆ ก็ลอยมาแตะจมูกทันที ความเหนื่อยล้าจากทั้งวันเหมือนจะคลายลงเล็กน้อย

“กลับมาแล้วเหรอมัท แม่ทำกับข้าวเสร็จพอดีเลย”

เสียงของวราพรดังมาจากในครัว น้ำเสียงเป็นกันเองเหมือนทุกวัน

มธุราถอดรองเท้า วางกระเป๋าลงข้างตู้ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ ครัว

“ค่ะแม่ วันนี้แม่ทำอะไรกินบ้างคะ”

“ก็แกงจืดเต้าหู้หมูสับ แล้วก็ผัดผักบุ้ง ยัยมลบอกอยากกินอะไรเบา ๆ” วราพรตอบพลางตักแกงใส่ถ้วย

มธุราพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ

“กำลังดีเลยค่ะ มัทก็หิวพอดี”

เธอช่วยหยิบจานชามมาจัดโต๊ะอย่างเคยชิน ภาพชีวิตเรียบง่ายวนซ้ำแบบนี้ คือความสบายใจเพียงไม่กี่อย่างที่เธอมี

“วันนี้เลิกงานช้าหรือเปล่า” วราพรถามเหมือนนึกขึ้นได้

“ไม่ค่ะ พอดีรถติดนิดหน่อนค่ะ” มธุราตอบเรียบ ๆ ไม่ได้เล่าอะไรเพิ่มเติม

วราพรเหลือบมองลูกเลี้ยงนิดหนึ่ง เหมือนจะอยากถามอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็แค่ยิ้ม

“ไปล้างมือแล้วมากินข้าวเถอะ เดี๋ยวเย็นหมด”

“ค่ะ”

มธุราหันไปล้างมือ ก่อนจะกลับมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร ความคิดของเธอยังคงเรียบง่าย ไม่ได้วนเวียนถึงคำชวนของนทีมากนัก สำหรับเธอ มื้อข้าววันพรุ่งนี้ก็เป็นเพียงการออกไปกินข้าวธรรมดา ๆ กับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเท่านั้น…อย่างน้อยก็ในความเข้าใจของเธอเอง

“พี่มัทกลับมาแล้วเหรอคะ”

เสียงใส ๆ ดังมาจากบันได มลลนาเดินลงมาจากชั้นสอง ชุดลำลองกับรอยยิ้มสดใสทำให้บรรยากาศในบ้านดูมีชีวิตขึ้นทันที

“จ้ะ” มธุราหันไปยิ้มให้ “ยิ้มแบบนี้ มีอะไรหรือเปล่ามล”

มลลนาส่ายหน้าเบา ๆ แต่รอยยิ้มกลับกว้างขึ้นเล็กน้อย

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรซักหน่อย”

คำตอบนั้นดูธรรมดาเกินไปจนมธุรามองน้องสาวอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในแววตาใส ๆ คู่นั้น แต่เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ

“ไปล้างมือเถอะ มากินข้าวพร้อมกัน” มธุราบอกเสียงอ่อน

“ค่า~” มลลนารับคำ ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว

ไม่นานนัก อาหารเย็นก็ถูกจัดวางเต็มโต๊ะ กลิ่นกับข้าวฝีมือวราพรทำให้บรรยากาศในบ้านอบอุ่นขึ้น มื้ออาหารผ่านไปอย่างเรียบง่าย มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานและบทสนทนาสั้น ๆ ธรรมดา ๆ หลังจากทุกคนกินอิ่มและช่วยกันเก็บโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

มลลนานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองทั้งแม่และพี่สาว สีหน้าจริงจังกว่าที่เคย

“แม่…พี่มัท” เธอเอ่ยเสียงเบาแต่ชัด “มลมีอะไรจะบอกค่ะ”

“มีอะไรเหรอยัยมล ดูยิ้มไม่หุบเลยนะ” วราพรเอ่ยแซว น้ำเสียงเป็นกันเอง ดวงตาฉายแววเอ็นดู

มลลนาก้มหน้านิดหนึ่ง คล้ายจะกลั้นรอยยิ้ม แต่ก็ไม่สำเร็จ แก้มใสขึ้นสีจาง ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“คือ…มลเพิ่งไปสารภาพรักกับใครคนหนึ่งมาค่ะ”

คำพูดนั้นทำให้มธุรานิ่งไปชั่วขณะ เธอหันไปมองน้องสาวอย่างแปลกใจ ขณะที่วราพรเลิกคิ้วสูงขึ้นทันที

“ต๊าย จริงเหรอ” วราพรยิ้มกว้าง สีหน้าฉายแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “แล้วเขาเป็นใครล่ะ บอกแม่กับพี่มาสิ เป็นคนที่พวกเรารู้จักกันหรือเปล่า”

มลลนายิ้มกว้างกว่าเดิม ดวงตาเป็นประกาย เธอเหลือบมองพี่สาวแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสดใส

“พี่มัทรู้จักดีเลยล่ะค่ะ”

คำพูดนั้นทำให้มธุราขมวดคิ้วเล็กน้อย ความงุนงงฉายชัดบนใบหน้า

“พี่รู้จักเขาด้วยเหรอ…มล”

มลลนาพยักหน้าเบา ๆ รอยยิ้มยังไม่จาง

“รู้จักสิคะ รู้จักดีด้วย”

“ยัยมล เล่นตัวไปได้” วราพรหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู “บอกแม่กับพี่มาได้แล้ว ว่าเป็นใคร”

มลลนาสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับตั้งใจจะประกาศข่าวสำคัญ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

“คุณปรเมศวร์ค่ะ…รองประธานบริษัทแลนด์เทอรี่ กรุ๊ป”

คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางโต๊ะอาหาร

มธุรานิ่งค้างไปทันที มือที่จับช้อนอยู่ชะงักกลางอากาศ ดวงตาเบิกขึ้นอย่างไม่อาจซ่อนความตกใจได้ หัวใจที่เคยสงบนิ่งกลับเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ชื่อของชายหนุ่มคนเดิม…ชื่อเดียวกับเจ้านายที่เธอพบหน้าแทบทุกวัน

“คะ…ใครนะ” เสียงของมธุราแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว

วราพรเองก็อ้าปากค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ “คุณปรเมศวร์ รองประธานน่ะเหรอ มล…ลูกพูดจริงหรือเปล่า”

ใบหน้าของวราพรเต็มไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเธอรู้จักชื่อของปรเมศวร์ดีอยู่แล้ว มลลนาเคยเล่าให้เเม่อย่างเธอฟังว่าเธอไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยเลขาของรองประธานบริษัท ทำให้เรื่องนี้ฟังดูสมเหตุสมผล…แต่ก็ยังไม่น่าเชื่อสำหรับผู้เป็นแม่อยู่ดี

มลลนาพยักหน้าอย่างมั่นใจ รอยยิ้มสดใสยังคงประดับอยู่บนใบหน้า

“จริงค่ะ มลพึ่งไปสารภาพรักกับเขาวันนี้เอง คุณปรเมศวร์ดีกับมลมากนะคะ แม่”

คำพูดนั้นทำให้มธุราสะดุ้งเล็กน้อย เธอไม่คิดเลยว่าน้องสาวจะกล้าพูดเรื่องนี้ออกมาตรง ๆ ต่อหน้าแม่ และยิ่งทำให้เธอต้องเก็บอาการตกใจไว้ใต้รอยยิ้มเรียบเฉย

“แล้วคุณปรเมศวร์ เขาว่าอย่างไรบ้างลูก” วราพรถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“เขาก็ยิ้มค่ะ แต่เขายังไม่ได้พูดอะไร” มลลนาตอบอย่างซื่อ ๆ

มธุราฟังแล้วอดถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้ ก่อนจะเตือนน้องสาวอย่างเป็นห่วง “พี่ว่ามลอย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า พี่ได้ยินมาว่าคุณปรเมศวร์เขาเจ้าชู้นะมล”

มลลนาหัวเราะเบา ๆ พร้อมกับยักไหล่แบบไม่เกรงกลัว

“มลไม่กลัวหรอกค่ะ พี่มัท คนหล่อ ๆ รวย ๆ อย่างคุณปรเมศวร์ ถึงจะเจ้าชู้ ก็เป็นเครื่องธรรมดา มลยอมได้ค่ะ”

“ลูกพูดอะไรแบบนั้นล่ะลูก เราเป็นผู้หญิงนะ” วราพรเอ่ยขึ้นด้วยเสียงตักเตือนเบา ๆ แต่แฝงความเป็นห่วง

“มลพูดถูกแล้วค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ รอฟังข่าวดีว่าจะมีลูกเขยรวย ๆ ดีกว่าค่ะ” มลลนาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

วราพรถอนหายใจเบา ๆ พลางยิ้มบาง ๆ ให้ลูกสาว “เอาล่ะ ๆ ก็ได้…แม่ก็รอฟังข่าวดีเหมือนกันนะ แต่ขอให้ระวังตัวหน่อย อย่าใจร้อนนักล่ะลูก”

มธุรานั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ยังคงทำหน้านิ่ง แต่ในใจกลับอดอมยิ้มไม่ได้กับความมั่นใจและความร่าเริงของน้องสาว เธอรู้ดีว่ามลลนาจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่สำหรับมธุราแล้ว การเห็นน้องมีความสุขแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“มลอิ่มแล้วค่ะ ขอตัวขึ้นห้องก่อนนะคะ” มลลนาพูดพร้อมยิ้ม ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องนอนของเธอที่ชั้นสองทันที

วราพรมองตามมลลนาลูกสาวคนเล็กที่ขึ้นบันไดไป พลางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันมาถามมธุราที่นั่งอยู่ที่เดิม

“คุณปรเมศวร์เขาเป็นคนอย่างไรเหรอมัท บอกแม่มาสิ ทำไมน้องเราถึงต้องห้ามน้อง”

มธุรากระพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะตอบตรงไปตรงมา

“เขา…เป็นคนเจ้าชู้ค่ะ แม่ และที่สำคัญ คบกับใครก็ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำค่ะ คนที่บริษัทก็รู้กันเกือบหมดแล้ว”

วราพรสูดหายใจเฮือกเล็ก ๆ แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อ๋อ…แบบนี้นี่เอง มัทก็เลยห้ามน้องไม่ให้คบหับเขาใช่มั้ย”

มธุราพยักหน้ารับช้า ๆ “ใช่ค่ะแม่ มัทไม่อยากให้น้องเสียใจ”

“เข้าใจแล้ว” วราพรกล่าวเสียงเบา แววตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คลี่รอยยิ้มออกมาอย่างช้า ๆ

“แต่ว่านะมัท… ถึงเขาจะเจ้าชู้ แต่เขาก็เป็นถึงรองประธานบริษัทเลยนะ”

มธุรานิ่งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าแม่เลี้ยงจะเปลี่ยนท่าทีได้เร็วขนาดนี้

“นั่นแหละ” วราพรยิ้มกว้างขึ้น “ถ้าเป็นคนอื่น แม่คงห้ามเหมือนที่มัทห้าม แต่นี่คือ คุณปรเมศวร์ นะมัท ตำแหน่งขนาดนั้น! ถ้ายัยมลได้แต่งงานกับคนระดับนี้ ชีวิตพวกเราจะพลอยสบายไปด้วย”

“แต่แม่คะ มัทว่า...”

“ไม่ต้องว่าอะไรทั้งนั้นล่ะ” วราพรตัดบททันควัน น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงความพยายามในการควบคุมอารมณ์ “มัทไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเลย แม่รู้นะว่ามัทหวังดีกับน้อง แต่เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา ถ้ามลคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ชีวิตของครอบครัวเราก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล”

วราพรโน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

“แม่อยากจะขอร้องมัท ให้มัทช่วยน้องให้สมหวังได้มั้ยลูก”

มธุราเงยหน้าขึ้นมองแม่เลี้ยงด้วยความงุนงงอย่างที่สุด “แม่คะ มัทจะไปช่วยน้องได้อย่างไรคะ”

“มัทช่วยไปขอร้องให้คุณปรเมศวร์รับรักกับยัยมลที” วราพรกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ ราวกับว่าการขอร้องเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายดายและสมเหตุสมผล

มธุราเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนพูดไม่ออก “แม่ มัทจะทำแบบนั้นได้อย่างไรค่ะ มัทเป็นแค่แม่บ้าน จะให้ไปขอร้องท่านรองประธานเรื่องความรักได้อย่างไร”

“ก็เพราะเป็นแม่บ้านไงมัท!” วราพรพูดเสียงหนัก “มัททำงานอยู่ที่นั้นนานแล้ว เขาน่าจะรู้จักมัทดี มัทแค่หาจังหวะเข้าไปพูดกับเขาดี ๆ”

“แต่เรื่องความรัก มันบังคับกันไม่ได้นะคะแม่” มธุราพยายามอธิบายด้วยความอดทน “แล้วถ้าเขาปฏิเสธ หรือถ้าเขารู้สึกไม่ดีกับมัทล่ะคะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel