3
“เออ... แก! ถามอะไรหน่อยสิ” ฉันขยับท่านั่ง และปรับน้ำเสียงให้เป็นงานเป็นการขึ้น มองยัยโมรีกระดกเหล้าในแก้ว ก่อนปรายตามามองฉันแล้วจึงเอ่ยถาม
“อะไรอะ?”
“มือเบสวงแกน่ะ ชื่ออะไรเหรอ?”
“ฮั่นแน่! คนนี้เองเหรอที่ทำแม่สาวเนื้อหอมนกน่ะ?” ยัยโหดหันมาล้อฉันอย่างคนรู้ทัน
“เออ...!” ฉันรับคำ ยอมรับก็ได้ว่าคราวนี้ ‘นก’ ของจริง “แล้วตกลงแกจะบอกได้ยังว่าเขาชื่ออะไร?”
“พี่เขาชื่อเวหา” โมรีบอกสั้นๆ
“เวหาเหรอ?” ฉันทวนด้วยน้ำเสียงกระหยิ่ม พร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นที่เรียวปากที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีสดของฉัน ฉันกัดปากล่างตัวเองอย่างเคยชินเมื่อกำลังใช้ความคิด
“อย่าบอกนะว่าเธอคิดจะจีบพี่เขาจริงๆ?” โมรีถามขึ้น น้ำเสียงยัยนี่ดูเป็นกังวลนิดๆ คงไม่ใช่เพราะเพื่อนของฉันก็แอบชอบอีตาเวหานั่นอยู่เหมือนกันนะ?
“ทำไมล่ะ?” และด้วยวิสัยที่ไม่ชอบเก็บอะไรค้างคาใจเอาไว้ให้ต้องมานั่งหงุดหงิด ฉันจึงถามออกไปตรงๆ เพราะคติอีกอย่างของฉันคือ จะไม่ยุ่งกับผู้ชายของเพื่อน แม้ว่าเพื่อนจะแค่แอบชอบเขาก็ตาม “แกชอบเขาเหรอ?”
“เฮ้ย! บ้าแล้ว! แกก็รู้ว่าฉันน่ะเหม็นขี้หน้าผู้ชายทุกคนเข้าไส้...”
“ยกเว้นพ่อกับพี่ชายแก” ฉันต่อให้ ไม่รู้ยัยโมรีมีปมอะไรนักหนาถึงได้ไม่ค่อยถูกชะตากับเพศตรงข้ามนัก แต่ก็ไม่เคยถาม เพราะคิดว่านั่นคือเรื่องส่วนตัว
“ใช่!” อีกฝ่ายยกนิ้วชี้ชี้มาที่ฉันราวกับจะยืนยันว่าที่ฉันพูดมาน่ะมันถูกเผง ก่อนที่ฉันจะตั้งใจฟังเมื่อโมรีขยับปากจะอธิบายต่อ “ฉันว่าพี่เวหาเขาเย็นชาไปอะ คือ... ไม่รู้ดิ ฉันเคยเห็นผู้หญิงเข้ามาจีบเขาหลายคนแล้วนะ แต่พี่เขาก็ชอบทำตัวเย็นชาจนผู้หญิงที่มาจีบล่าถอยไปหมด โดยเฉพาะผู้หญิงลักษณะท่าทางอย่างแกน่ะ พี่เขาดูจะเกลียดเข้าไส้จนเกือบๆ จะทำร้ายร่างกายเลยว่ะ ฉันกลัวว่าพี่เขาจะทำร้ายแก”
“ไม่น่าทันแล้วล่ะ” ฉันเปรยเบาๆ เพราะนายนั่นเล่นบีบคอฉันแล้วผลักฉันจนหลังกระแทกกำแพง แม้จะไม่เต็มแรง แต่ก็จุกเหมือนกัน
“แกว่าไงนะ? พี่เขาทำร้ายแกงั้นเหรอ? เดี๋ยวฉันจะไปจัดการ!” ยัยนี่แม้จะปากเสียไปหน่อย แต่กับเพื่อนนี่ทุ่มให้เต็มร้อยเลยล่ะ พอฉันพูดเหมือนกับว่าฉันถูกอีตานั่นทำร้าย โมรีก็ตั้งท่าจะลุกไปเอาเรื่องเขาเลย
“เดี๋ยวแก!” ฉันคว้าข้อมือของเพื่อนเอาไว้ ก่อนฉุดให้อีกฝ่ายนั่งลงที่เดิม “แกจะไปไหนเนี่ย?”
“ก็จะไปเอาเรื่องไอ้เวหาไง! มาทำร้ายเพื่อนฉันอย่างนี้ได้ไงวะ!?” ท่าจะกรึ่มได้ที่แล้วแน่ๆ เลยยัยโหดเนี่ย ฉันไม่ได้อยากจะให้ยัยนี่ไปเอาคืนให้สักหน่อย เรื่องนี้ฉันจะจัดการเองด้วยวิธีการของฉัน!
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ฉันยิ้มเพื่อขอบคุณในความหวังดีของเพื่อน ก่อนที่จะทอดสายตาออกไปไกลเมื่อเอ่ยตั้งปณิธาน “คอยดูนะ... ฉันจะทำให้นายนั่นคุกเข่าขอความรักจากฉันให้ได้”
“ไหวเหรอวะ?” โมรีถามอย่างไม่แน่ใจนัก คงเพราะเล่นดนตรีด้วยกันมาสักพักหนึ่งแล้วล่ะมั้ง เลยทำให้ยัยโหดพอจะรู้ว่าการเดิมพันครั้งนี้โอกาสที่ฉันจะชนะเท่ากับศูนย์
“คนอย่างจิลลา ภควัติ ถ้าลองตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จ” ฉันบอกอย่างมุ่งมั่น เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ฉันอยากจะเอาชนะ เป็นคนแรกที่ฉันมุ่งมั่นที่จะครอบครองหัวใจ “แล้วพอได้มาแล้ว ฉันจะเฉดหัวเขาทิ้งอย่างไม่ใยดีเหมือนที่เขาทำกับฉันเลย!”
“เล่นอะไรน่ะ... ระวังไว้ด้วยก็ดีนะแก เรื่องหัวใจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ” โมรีเตือนฉันด้วยความหวังดี แต่ตอนนี้ความอยากเอาชนะมันบังตาจนฉันไม่ยอมฟังแล้วล่ะ “คนอย่างฉันต้องเป็นคนคุมเกม ไม่ใช่ให้เขาคุม!”
“เออๆ ถ้าอีตานั่นทำร้ายเธอเมื่อไหร่ก็บอกฉันเลยนะ” ยัยปิศาจหน้ายักษ์ยื่นมือมากุมหลังมือฉันไว้อย่างให้กำลังใจ และคงต้องการให้ฉันรับรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะยังมียัยโมรีอยู่เป็นเพื่อน “ฉันจะช่วยเอาคืนให้สาสม”
“ขอบใจ” ฉันยิ้มอย่างซาบซึ้ง มีเพียงไม่กี่คนในชีวิตที่เข้าหาฉันด้วยความจริงใจ เพื่อนๆ คนอื่นๆ แม้แต่คนที่มางานเลี้ยงวันเกิดฉันในวันนี้ คบฉันก็เพราะเงิน... และชื่อเสียง ถ้าลองขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนกับจิลลา ภควัติ ลูกสาวคนกลางของตระกูลภควัติแล้วล่ะก็... การเข้ากลุ่มกับพวกไฮโซไฮซ้อก็ไม่ใช่เรื่องลำบาก เหมือนกับว่าฉันเป็นใบเบิกทางให้พวกเขาได้เข้าสังคมไฮโซนั่นแหละ แต่ฉันไม่แคร์หรอก เพราะฉันมีเพื่อนที่จริงใจอยู่นี่แล้วตั้งสองคน คือยัยโมรี แล้วก็ครองขวัญ
จริงสิ! นี่ฉันนั่งเม้าท์จนลืมยัยแม่ชีไปเลยเหรอเนี่ย?
“แล้วนี่ยัยขวัญทำไมหายไปนานจัง?”
“นั่นน่ะสิ” โมรีเองก็เริ่มนึกได้เหมือนกันว่าเพื่อนอีกคนของเราชักจะหายไปนานเกินไปแล้ว “ป่านนี้คงไม่เมาจนวิ่งไล่ปล้ำกอดชาวบ้านหรอกนะ?”
“ไปตามหากันดีกว่า” ฉันเสนอ ก่อนที่จะลุกขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางมีจะนำไปสู่ห้องน้ำ แล้วก็พบว่าตอนนี้คนที่พวกเราเป็นห่วงกำลังอยู่ในอ้อมแขนของหนุ่มหล่อ ที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีเพราะเคยเห็นหน้าผ่านสื่อและเคยเจอกันในงานเลี้ยงบางงาน
“นั่นคุณจะพาเพื่อนฉันไปไหนน่ะ?!” ยัยโมรีร้องถามอย่างพร้อมจะเอาเรื่อง ก่อนถลาไปข้างหน้าแล้วตวาดออกคำสั่ง “ปล่อยเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้นะ!”
“เห็นทีคงจะไม่ได้ เพราะผมต้องพาเธอกลับบ้าน” ฉันจำได้... เขาคือภาม ชลทรัพย์ ลูกชายคนโตของธนวัติ ชลทรัพย์ นักธุรกิจใหญ่คนหนึ่งของเอเชีย เขาตอบกลับมานิ่งๆ แต่หนักแน่น
“ไม่ต้อง! ฉันดูแลเพื่อนของฉันเองได้!” กระนั้น... เพื่อนขาโหดของฉันก็ยังไม่ยอม ร้อนถึงฉันต้องดึงแขนเอาไว้ก่อนที่โมรีจะถลาไปหาเรื่องคนตัวสูงหน้าตาคมคาย ยัยนั่นจึงหันมาตวาดใส่ฉันทันที “แล้วนี่แกจะดึงฉันไว้ทำซากอะไรวะไอ้จิล?”
“ผมเป็นเจ้านายของเธอ ทีนี้คุณจะหลีกทางให้ผมได้หรือยัง?” เหมือนภามจะพยายามใจเย็นอย่างเต็มที่ คงเพราะไม่อยากมีเรื่องชกต่อยกับผู้หญิง เดี๋ยวจะถูกตราหน้าว่าเป็นหน้าตัวเมียเอาได้
ไม่รอให้ใครได้คัดค้านอะไรอีก ร่างสูงก็เดินเลี่ยงไปอีกทางโดยไม่สนใจอะไรอีกเลย ส่วนสภาพของยัยครองขวัญตอนนี้ก็หลับคอพับคออ่อนซุกหน้ากับอกกว้างๆ ของหนุ่มไทยหล่อคมเข้ม จนสาวๆ หลายคนเขม่นมองอย่างอิจฉา
“เฮ้! เดี๋ยวสิ!” ยัยโมรีไม่ยอมง่ายๆ จะตามผมมา แต่โดนฉันรั้งแขนเอาไว้เลยเดินตามภามไปไม่ได้ ยัยโหดหันมาต่อว่าฉันอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ยอมช่วยเพื่อน “ปล่อยนะไอ้จิล! แกจะให้ไอ้นั่นพายัยขวัญไปงั้นเหรอ?”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า! เชื่อฉัน!” ฉันย้ำ แต่ก็คงหยุดภามไม่ได้เพราะเขาเดินหายไปกับฝูงชนเสียแล้ว ยัยโมรีตวัดสายตาวับๆ มามองฉันราวกับว่าฉันรู้เห็นเป็นใจกับผู้ชายคนนั้น “นั่นน่ะ... ภาม ชลทรัพย์ ลูกนักธุรกิจใหญ่ ถึงเขาจะเป็นเพลย์บอย แต่เชื่อฉันเถอะว่าเขาคงไม่นึกพิศวาสเพื่อนเราหรอก”
“ของอย่างนี้ไว้ใจได้ที่ไหนกัน?” โมรีหันมาบ่น ดูเหมือนยัยนี่จะมีปมกับผู้ชายอย่างร้ายกาจชนิดที่ฉันคงช่วยแก้ปมไม่ออก
“เออ... น่ะ!” ฉันขี้เกียจอธิบายอะไรมากมาย ทำไมฉันจะไม่เห็นความเป็นห่วงในดวงตาของภามที่ทอดมองยัยแม่ชีที่หลับซุกอกล่ะ ปกติเท่าที่ได้ยินกิตติศัพท์เขามา เขาไม่ใช่คนที่จะมาทำอะไรอย่างนี้ให้กับผู้หญิง นี่แสดงว่า... อย่างน้อยเขาก็ต้องนึกชอบยัยครองขวัญบ้างล่ะ ไม่งั้นคงไม่ตามมาอย่างเป็นห่วงอย่างนั้นหรอก
แล้วมันก็ไม่แปลกที่ฉันจะพยายามทำตัวเป็นกามเทพให้เพื่อนได้ครองคู่กับผู้ชายหล่อลากไส้อย่างภามนี่นา!
