บทที่ 3-2 ผีสาวตำหนักเย็น
ในขณะที่จิ่งรั่วอิงกำลังคิดสิ่งใดไปเรื่อยเปื่อยก็ได้ยินเสียงหวานใสของสตรีสองนางดังขึ้นไม่ไกล
“อุ๊ยตายเจ้าดูสิมู่ผิน นั่นมิใช่จิ่งกุ้ยเหรินที่คิดปีนเตียงฝ่าบาทจนถูกลดขึ้นและไล่มาอยู่ตำหนักเย็นหรอกหรือ”
“จริงด้วย ตายแล้ว สภาพดูไม่จืดเลย ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกสมเพช มิสู้พวกเราเข้าไปสมน้ำหน้า ไม่สิ เข้าไปปลอบประโลมนางสักหน่อยดีหรือไม่พี่หญิง”
จิ่งรั่วอิงเงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนจะพบว่าสตรีสองนางนี้คือพระสนมที่เข้าวังหลวงมาพร้อมกับเจ้าของร่างเดิม คนหนึ่งมีนามว่ามู่ลี่เป็นบุตรสาวเสนาบดีกรมพระคลัง อีกคนหนึ่งมีนามว่าเวินเมี่ยว เป็นบุตรสาวของเจ้ากรมอาลักษณ์เวิน
พวกนางมาที่นี่ทำไมกัน?
จิ่งรั่วอิงจ้องมองมู่ลี่และเวินเมี่ยวด้วยแววตาเรียบเฉย สตรีสองคนนี้เมื่อเข้ามาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง แกล้งยกเท้าเตะโต๊ะตั่งในเรือนของนางให้ล้มลงบ้าง แกล้งผลักสาวใช้ของนางบ้าง นี่มันมาหาเรื่องกันชัดๆ
จิ่งรั่วอิงรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที สตรีสองนางนี้เหมือนพวกนางร้ายในนิยายเลย อีกทั้งยังใช้วิธีปัญญาอ่อนพวกนี้มาหาเรื่องนางอีกด้วย
“หากพวกเจ้าจะมาหาเรื่องก็เชิญกลับไปเถอะ ข้าไม่มีเวลามาทะเลาะกับคนโง่หรอก”
เวินเมี่ยวและมู่ลี่เมื่อได้ยินจิ่งรั่วอิงเอ่ยเช่นนั้นก็รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา เวินเมี่ยวก้าวเดินเข้ามาหาจิ่งรั่วอิงก่อนจะยกมือขึ้นตบหน้าจิ่งรั่วอิงอย่างแรง หลิงซีและอันหรานตกใจมากแต่กลับไม่กล้าปริปาก หากนับกันตามฐานะยศศักดิ์แล้ว เวินเมี่ยวมีตำแหน่งสูงกว่าเจ้านายของพวกนาง
“เป็นแค่กุ้ยเหรินที่ถูกลดขั้น บังอาจกล้ามาต่อว่าข้าหรือ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้หลาบจำเอง”
จิ่งรั่วอิงถูกตบจนหน้าชาก็เริ่มมีโทสะ นางบ้าสองคนนี่ อยู่ดีๆ ก็มาหาเรื่องนาง สงสัยคงเบื่อจะมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง
ไม่ได้สิ หากตบหน้าสองคนนี้นางก็จะมีความผิดด้วย ต้องใช้แผนการใหม่
จิ่งรั่วอิงยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะกระโดดเข้าหาเวินเมี่ยวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้มือหยิกก้นของเวินเมี่ยวอย่างแรง
“อ๊า!อย่าหยิกก้นข้านะ เจ้าหยุดหยิกสิ มู่ลี่รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า!”
เวินเมี่ยวแหกปากร้องไม่เป็นภาษา แรงหยิกจากมือของจิ่งรั่วอิงไม่เบาเลย มู่ลี่เห็นอย่างนั้นก็คิดจะเข้ามาช่วยแต่จิ่งรั่วอิงมือไวนัก นางยื่นมือมาหยิกที่หัวนมของมู่ลี่อย่างแรง ไม่เพียงหยิก นางยังดึงติดมือมาอีกด้วย มู่ลี่ถูกหยิกจนเจ็บระบมตาเหลือกค้างทันที
“อย่าหยิก อย่าดึง อ๊า เสียว อร๊าย!”
จิ่งรั่วอิงยิ่งหยิกยิ่งมันมือจึงหยิกไม่ยั้ง ส่วนหลิงซีและอันหรานก็ช่วยจิ่งรั่วอิงรับมือกับนางกำนัลของเวินเมี่ยวและมู่ลี่ไม่ให้เข้ามาช่วยเจ้านายของพวกมันได้
ในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงของไป๋กงกงดังขึ้นมา
“ฝ่าบาทตีลังกาเสด็จแล้ว!”
ห๊ะ! เซี่ยเทียนอวี้ตีลังกามาหรือ?
เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเจอฮ่องเต้ตีลังกาเสด็จ
มาได้จังหวะพอดีเลย!
จิ่งรั่วอิงที่ได้ยินอย่างนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำ นางผละออกจากเวินเมี่ยวและมู่ลี่ก่อนจะยกมือขึ้นตบหน้าตนเองจนบวมแดง จากนั้นก็ลากสองคนนี้ให้ขึ้นมาคล่อมบนตัวนาง ก่อนจะแหกปากร้องไห้เสียงดังลั่น จัดฉากว่าตนถูกเวินเมี่ยวและมู่ลี่รุมทำร้าย
“ฮือ พระสนมทั้งสอง เหตุใดต้องมารังแกข้าด้วย ข้าทำสิ่งใดผิดกัน ฮือ!”
เวินเมี่ยวและมู่ลี่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก พวกนางไม่คิดเลยว่าจิ่งรั่วอิงจะเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้ เดิมทีพวกนางคิดจะเอ่ยวาจาแก้ตัวแต่เพราะเมื่อครู่เพิ่งถูกหยิกมายังรู้สึกเจ็บอยู่มากจึงไม่มีแรงร้องท้วง
เซี่ยเทียนอวี้ที่ตีลังกามาถึงตำหนักเย็น พลันขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากในตำหนักเย็น
“เกิดเรื่องใดขึ้น ไป๋กงกงเจ้ารีบเข้าไปดูสิ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋กงกงยังไม่ทันเข้าไปดู ก็พบว่ามีสตรีนางหนึ่งวิ่งออกมาด้วยสภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก เสื้อผ้าของนางหลุดร่วง ผมเพ้าหลุดรุ่ย ใบหน้าบวมช้ำเหมือนหัวสุกร มุมปากก็มีโลหิตไหลซึมออกมา เหมือนกับวิญญาณที่วิ่งออกมาหมายจะกระชากจิตใจคนเสียอย่างนั้น
“ฝ่าบาท โปรดช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ!”
เซี่ยเทียนอวี้มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาตื่นตระหนกก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น
“ฉิบหายแล้ว ผีตำหนักเย็นอาละวาด ไป๋กงกงเจ้าอยู่รับหน้าผีไปก่อน ข้าจะไปแล้ว”
เอ่ยจบเขาก็รีบวิ่งหนีจากไปทันที แต่ทว่าเมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าผีสาวตนนั้นกำลังวิ่งตามเขามาไม่หยุด
“ฝ่าบาท!”
“เรียกฝ่าบาทหาบิดาเจ้าหรือ!”
จิ่งรั่วอิงที่วิ่งตามเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบขึ้นมาแล้ว นางไม่เข้าใจว่าเซี่ยเทียนอวี้จะวิ่งหนีนางทำไมกัน ฮ่องเต้บัดซบนี่!
ไวกว่าความคิดนางรีบออกแรงวิ่งให้เร็วยิ่งขึ้น ก่อนจะตะครุบตัวเขาเอาไว้ได้ทัน ทำให้คนทั้งสองล้มลงไปนอนกองกับพื้นทันที เมื่อเซี่ยเทียนอวี้เพ่งมองให้ดีดี ก็จำได้ทันทีว่าผีสาวตรงหน้าคือจิ่งรั่วอิงนั่นเอง
“จิ่งรั่วอิง?”
“เพคะ หม่อมฉันเอง พระองค์จะวิ่งหนีหาบิดาหรือเพคะ อย่าเพิ่งวิ่ง มาช่วยหม่อมฉันก่อน หม่อมฉันถูกทำร้ายเพคะ”
“ใครทำร้ายเจ้า?”
“เวินเมี่ยวกับมู่ลี่เพคะ!”
