บทที่ 3-1 ผีสาวตำหนักเย็น
"กราบทูลฝ่าบาท จากการตรวจเบื้องต้นพบว่าพระวรกายของฝ่าบาททรงแข็งแรงดี ไม่มีโรคร้ายพ่ะย่ะค่ะ"
เซี่ยเทียนอวี้เมื่อได้ฟังก็ย่นหว่างคิ้วคราหนึ่ง
"จะเป็นไปได้เช่นไรกัน ข้ารู้จักร่างกายของตนเองดียิ่งกว่าใคร ยามนี้ข้ากำลังป่วย เจ้าตรวจผิดหรือไม่ ไหนลองตรวจใหม่อีกทีสิ!"
หมอหลวงลอบกลอกตาไปมาคราหนึ่ง สรุปแล้วเขาหรือฝ่าบาทกันแน่ที่เป็นหมอ แต่ถึงแม้จะไม่พอใจมากเพียงใด หมอหลวงก็ไม่อาจเอ่ยคำโต้แย้งได้ เขาจึงตั้งใจตรวจใหม่อีกรอบ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ทำเอาเซี่ยเทียนอวี้เริ่มรู้สึกว้าวุ่นในใจขึ้นมา
ชายหนุ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก เขาไล่ข้ารับใช้คนอื่นๆ ออกไปจากตำหนักจนหมด เหลือเพียงหมอหลวงและไป๋กงกงที่สามารถอยู่ต่อได้ เมื่อไม่มีคนนอกแล้ว เขาจึงเอ่ยกับหมอหลวงทันที
"หมอหลวงเจ้าจงฟังให้ดี อาการของข้าแปลกมาก วันนี้ข้าถูกสตรีต่ำช้านางหนึ่งกล่าววาจาล่วงเกินบอกว่าจะจับข้าทำสามี เดิมทีข้ารังเกียจนางมาก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดหัวใจของข้าจึงเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งขึ้นมา อีกทั้งในสมองของข้ายังมีเสียงที่น่ากลัวเอ่ยยุยงให้ข้ายอมเป็นผัวนางอยู่ซ้ำๆ ข้าว่าข้าต้องป่วยแน่ หมอหลวง เจ้าจงหาทางรักษาข้าให้ได้ เอาเสียงบ้าๆ นี่ออกไปจากหัวข้าที!"
หมอหลวงที่ได้ยินอย่างนั้นก็อยากล้มตัวลงนอนแล้วยกเท้าขึ้นก่ายหน้าผากตนเองให้มันจบๆ ไปเสีย เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากไป๋กงกง แต่ไป๋กงกงกลับแสร้งหันหน้าหนีไปมองทางอื่น
จะให้ช่วยอย่างไรเล่า ทุกวันนี้เขายังช่วยตัวเองจากฝ่าบาทไม่ได้เลย ไป๋กงกงกล่าวในใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เซี่ยเทียนอวี้ที่เห็นว่าหมอหลวงเงียบไปจึงรีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
"ว่าอย่างไรเจ้ามีวิธีรักษาข้าให้หายหรือไม่"
เซี่ยเทียนอวี้เอ่ยถามอย่างกระตือลือล้น หมอหลวงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ย
"เห็นทียาสมุนไพรคงจะรักษาไม่ได้ ต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งพ่ะย่ะค่ะ"
"วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งอย่างนั้นหรือ ข้าต้องทำเช่นไรเจ้ารีบพูดมา หากข้าหายขาดได้จริงๆ รับรองว่าข้าจะตบรางวัลให้เจ้าอย่างงาม"
เซี่ยเทียนอวี้ดีใจมาก เขาเองก็ไม่ชอบดื่มยาขมมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อได้ยินหมอหลวงบอกว่ามีวิธีอื่นที่ไม่ต้องใช้ยาเขาก็ดีใจมาก
หมอหลวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"วิธีนี้ไม่ยากพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อเอาชนะเสียงประหลาดนั่นไม่ได้ เช่นนั้นก็ทำตามที่ต้องการไปเลย ยอมเป็นผัวนางซะ ให้มันจบเรื่องไปพ่ะย่ะค่ะ!"
เซี่ยเทียนอวี้"......"
บรรยากาศในตำหนักมังกรสวรรค์เงียบงันไปชั่วขณะ เซี่ยเทียนอวี้ที่ตั้งสติได้จึงปรายตามองหมอหลวงด้วยแววตาเย็นเยียบ
"หมอเวร นี่คือวิธีรักษาของเจ้าหรือ ช่างบัดซบนัก!"
"กระหม่อมจนปัญญาแล้วพ่ะย่ะค่ะ นี่มันไม่ใช่โรค แต่เป็นเพราะฝ่าบาทกำลังอยากมีเมียต่างหาก!"
"ไสหัวไป ก่อนที่ข้าจะสั่งประหารเจ้าเก้าชั่วโคตร!"
หมอหลวงตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบเอ่ยร้องขอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ฝ่าบาทโปรดเมตตาด้วย อย่าประหารโคตรพ่อโคตรแม่กระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ!"
เซี่ยเทียนอวี้พยายามระงับสติอารมณ์ ก่อนจะเอ่ย
“ไสหัวไป!”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงรีบกุลีกุจอวิ่งออกไปทันที แต่เพราะเกรงว่าตนเองจะวิ่งช้าเกินไปจนฝ่าบาทมีโทสะขึ้นมาอีกรอบ เขาจึงเปลี่ยนมาตีลังกาแทน
ตีลังกาไวกว่าวิ่ง เช่นนั้นก็ตีลังกาออกไปเถอะ!
ไป๋กงกงที่เห็นอย่างนั้นก็หันมามองเซี่ยเทียนอวี้ด้วยแววตาหนักอกหนักใจพลางครุ่นคิดว่าจะทำเช่นไรให้ฝ่าบาทหายจากพระอาการอารมณ์แปรปรวนดี หรือว่าจะเชิญเสด็จพระองค์ไปเดินเล่นที่อุทยานหลวงเพื่อผ่อนคลายดีนะ
แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก ก็เห็นว่ายามนี้ฝ่าบาทได้ตีลังกาออกไปจากตำหนักมังกรสวรรค์เรียบร้อยแล้ว
ไป๋กงกง"......"
ผู้ใดก็ได้บอกเขาที ว่าเขาต้องเดินหรือตีลังกาตามฝ่าบาทไปดี?
ด้านจิ่งรั่วอิงนั้นยามนี้นางกำลังนั่งขุดมันอยู่ที่ด้านหลังตำหนักเย็น นับว่าโชคดีมากที่ตำหนักเย็นแห่งนี้ยังพอมีของดีให้นางได้กินประทังชีวิตอยู่บ้าง ไม่เพียงหัวมัน หากมีนกบินผ่านมานางก็เอามันมาทำอาหาร ไม่เว้นแม้กระทั่งงู นางไม่คิดเล็กคิดน้อย ยามนี้นางต้องเอาชีวิตรอดไว้ก่อน ของมีค่าและเงินที่ตระกูลจิ่งลอบส่งคนนำมามอบให้นางก็นำไปติดสินบนห้องเครื่องหมดแล้ว นางไม่มีเงินประทังชีวิตแล้ว
นับว่าเป็นเรื่องดีที่เจ้าของร่างเดิมยังมีครอบครัวที่รักใคร่นางจากใจจริง
จิ่งรั่วอิงนำนกที่จับได้มาปรุงเป็นอาหาร นางทำนกย่างเกลือกิน ส่วนงูก็เอามาตุ๋นเป็นน้ำแกง แรกๆ หลิงซีและอันหรานนั่นวิ่งออกไปอาเจียนหลายหน แต่พอเริ่มปลงตกแล้วก็กินได้เหมือนกันกับนาง
หลังจากกินอิ่มแล้ว นางก็ออกมาเดินเล่นรับลมที่หน้าตำหนักเย็น
หลิงซีนำผ้าคลุมเก่าๆ มาคลุมให้จิ่งรั่วอิงเพื่อป้องกันลมหนาว พลางเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
“ได้ยินว่าก่อนหน้านี้คุณชายใหญ่จิ่งรุ่ยมาขอร้องแทนพระสนมแต่กลับถูกฝ่าบาทปฏิเสธไป ยามนี้คงทำได้เพียงรอแม่ทัพใหญ่จิ่งกลับมาจากชายแดนเสียก่อน ฝ่าบาทอาจจะยอมเห็นแก่หน้าท่านแม่ทัพใหญ่ ให้อภัยพระสนมสักหน”
จิ่งรั่วอิงที่ได้ยินเช่นนั้น ในหัวก็ปรากฏภาพครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมขึ้นมา บิดาของนางเป็นแม่ทัพใหญ่ มารดาตายจากไปนานแล้ว บิดาก็ไม่คิดจะแต่งงานใหม่ พี่ชายของนางก็เจริญรอยตามบิดาเป็นนายกองอยู่ในค่ายทหาร ครอบครัวของนางดีกับนางมากจริงๆ พวกเขาตามใจนางทุกอย่าง ทั้งที่รู้ว่านางดื้อดึงจะช่วยเซี่ยซู่อันก่อกบฏพวกเขาก็ไม่เคยกล่าวโทษนาง สุดท้ายแล้วนางกลับเป็นตัวต้นเหตุทำให้ตระกูลจิ่งดับสิ้นทั้งตระกูล
จิ่งรั่วอิงไม่คิดโทษเจ้าของร่างเดิมอีก สตรีผู้นั้นก็เป็นเพียงหญิงวัยเยาว์ไร้เดียงสาที่ยึดมั่นในความรักอย่างเอาเป็นเอาตาย ยอมทุ่มเททุกสิ่งให้ชายคนรัก เพียงแต่ว่านางเลือกรักคนผิดก็เท่านั้น
ในเมื่อนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ต่อไปนางจะลิขิตทางเดินของร่างนี้ใหม่ ไม่ให้ร่างนี้เห็นผิดเป็นชอบอีก
