บทที่ 1.4
เวลาสามเดือนจะว่าเร็วก็เร็วมาก แต่หญิงสาวย่อมรู้ดีว่ามันผ่านไปแต่ละวันไม่ง่ายเลย กระท่อมไม้ไผ่สะอาดสะอ้าน หลังบ้านรั้วล้อมรอบจรดประตูอีกฟาก ด้านในมีสวนผัก เล้าไก่ โรงเก็บฟืนเต็มเปี่ยมเพื่อรอรับหน้าหนาว
ข้าวสารนางยังมีเหลืออยู่ แต่คงต้องหาซื้อมาเพิ่มอีก เนื้อตากแห้งมีแล้ว ผักดองก็ใช้ผักในสวนทำ เต้าหู้เมื่อวานเพิ่งได้แบ่งมาจากชุยฮูหยินที่เป็นฮูหยินของหัวหน้าหมู่บ้าน
ผ้านวมเย็บเสร็จแล้ว ห้องนอนก็ปิดกันลมทุกด้าน เตาผิงก็ได้มาใหม่แล้วถึงสองอัน ตอนนี้กระท่อมไม้ไผ่จึงค่อยดูเหมือนบ้านขึ้นมา
เงินที่ฝังเอาไว้ถูกขุดขึ้นมาแล้วเปลี่ยนมาฝังใต้ถุนบ้านแทน หญิงสาวยังไม่ได้ดึงเงินเดิมมาใช้ แทบไม่ได้แตะต้อง ทั้งนี้ก็เพราะชาวบ้านที่นี่หากมีสิ่งใดก็นำออกมาแลกกันไปมา นับว่าหายากที่จะได้เห็นผู้คนที่มีน้ำใจต่อกันเช่นนี้
“อาจารย์เล่อเล่อข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”
“อาจารย์ข้าก็มาแล้ว”
หนึ่งในหน้าที่หลักของหญิงสาวก็คือ... ช่วยชาวบ้านดูแลเด็กๆ ที่พ่อแม่ไม่อยู่ บางบ้านเข้าป่าไปล่าสัตว์ บางบ้านลงไปท้องไร่เพื่อทำงาน บางคนเข้าเมืองไปรับจ้าง บางคนถึงกับไปค้างไม่ได้ไปแล้วกลับ
เด็กที่นี่กลางวันต้องมีคนดูแล ยิ่งยากนักจะได้เรียนเขียนอ่าน เพราะสามัญชนยากนักจะมีโอกาส ตอนหญิงสาวเสนอตัวสอนเขียนอ่านให้เด็กๆ ชาวบ้านดีใจมากบอกว่าเป็นเรื่องดี
หนึ่งในสมบัติของซูเหยียนเล่อที่นำติดตัวมามาก นั่นก็คือตำราของบิดา พู่กัน หมึก กระดาษ หีบสามใบล้วนเต็มไปด้วยของเหล่านี้ ดังนั้นหญิงสาวจึงคิดว่าหากให้ดีก็ต้องใช้ประโยชน์
แม้ไม่ใช่บุตรสาวของท่านปราชญ์ซูตัวจริง แต่หญิงสาวก็อ่านออกเขียนได้ ความรู้ก็อยู่ในตำราเหล่านั้น อ่านทบทวนจากนั้นสอนต่อ ไม่ง่ายแต่ก็ไม่นับว่ายากจนเกินไป
เพราะเช่นนี้หญิงสาวจึงเป็นที่รักของชาวบ้าน แถมเรื่องการดูแลเด็กๆ ก็ทำให้นางได้รับในสิ่งที่นางต้องการตอบแทน
อย่างเช่น...ฟืนที่ถูกเติมเต็มโรงเก็บฟืน
อย่างเช่น...ข้าวสารสำหรับหน้าหนาว
อย่างเช่น...แม่ไก่ที่กำลังกกไข่อยู่ในเล้า
อย่างเช่น...เต้าหู้ของชุยฮูหยิน
ชีวิตจะทำให้มันยากก็นับว่ายาก แต่หากมองว่ามันง่ายก็ใช้ชีวิตไปแบบวันต่อวัน ยิ่งผู้คนรอบข้างไม่มีความซับซ้อน ก็จงอยู่ให้กลมกลืนกับผู้คนเหล่านั้น นี่เป็นสิ่งที่หญิงสาวได้เรียนรู้ในหลายๆ เดือนมานี้
อากาศเริ่มหนาวเหน็บเป็นสัญญาณว่าหิมะกำลังจะตก ซูเหยียนเล่อส่งบรรดาเด็กๆ กลับบ้านเสร็จก็แต่งตัวให้รัดกุมจากนั้นคว้ามีดกับตะกร้าแบกขึ้นหลัง
นางอยากขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่สักท่อนมาทำราวตากผ้า อันที่มีนางใช้ตากด้านนอก แต่ช่วงหิมะตกจะต้องตากในลานกระท่อม ดังนั้นนางอยากทำอันใหม่ขึ้นมา
มองเห็นเนินเขาดูเหมือนไม่ไกล แต่พอเดินเข้าจริงกลับทำเอาหญิงสาวถึงกับเหนื่อยหอบ ป่าไผ่นี้อยู่ไม่ไกล... ที่บอกไม่ไกลนั่นเพราะความคุ้นชิน สำหรับนาง...มันไกลมาก!!!
ชาวบ้านเดินสวนกับนางสองสามคน หญิงสาวทักทายส่งเสียงทักทาย พวกเขาบอกให้นางระวังรีบไปรีบกลับ เนื่องจากอากาศเย็นมากอีกไม่นานหิมะน่าจะตกแล้ว
ซูเหยียนเล่อรีบเดินจากนั้นตัดไม้ไผ่ที่ต้องการ นางผูกเชือกสำหรับลากไม้ไผ่ลงเขา แต่...หางตากลับเหลือบไปเห็นท่อนขาของคนผู้หนึ่งยื่นออกมาจากพุ่มของดอกหงฮวา
นางตกใจคิดว่าเป็นคนในหมู่บ้านจึงปราดเข้าไป “ท่านน้าเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ!”
เขา...หน้าตาไม่คุ้นสักนิด เสื้อผ้าที่สวมก็เป็นขนสัตว์ตัดเย็บขึ้น รองเท้าหนังกวางมัดข้อเท้า ผมยาวมัดรวบเป็นหางม้า เชือกที่แขวนคอมีเขี้ยวสัตว์ชนิดหนึ่ง ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล
ซูเหยียนเล่อปัดเส้นผมออกจากเสี้ยวหน้าของเขา มองใบหน้าหล่อเหลาแม้ในยามที่ไม่ได้สติ “อื้อหือ...หล่อนะเนี่ย ถ้าอยู่ที่โลกนู้นจะแนะนำให้ไปเป็นดาราเลย”
คิ้วเข้ม ดวงตาปิดสนิทไม่ได้สติ จมูกโด่งคมสัน ริมฝีปากบาง แนวกรามคมกริบ ลำคอมีร่องรอยคล้ายเล็บของสตรีที่จิกข่วน?! หรือบางทีนางอาจคิดมากเกินไป... อาจเป็นรอยสัตว์ที่ข่วนเขาเข้า
“นี่...ท่านยังไม่ตายกระมัง”
