บทที่ 8 ความแข็งแกร่งและกล้าหาญ
“เย็นนี้จะกินอะไร?”
“เกี๊ยวน้ำ” ในที่สุดคราวนี้ยี่ชิงก็กลับมาเป็นปกติแล้ว “ข้าจะไปต้มเกี๊ยวนะ!”
เซียวเถียนไม่ได้สนใจนางเลย ดูเหมือนว่านางทำได้เพียงใช้อาหารรสเลิศมาแสดงคำขอโทษเท่านั้นเสียแล้ว
มองออกแต่ก็ไม่ควรพูดออกไป นี่คือกฎเกณ์ในโลกของการเป็นผู้ใหญ่ นางยังคงอ่อนหัดเกินไป
“ปังปังปัง” ประตูถูกเคาะเสียงดังขึ้นมา ยี่ชิงจึงมองออกไป
แต่ที่จริงแล้วเซียวเถียนกับจื่อซูได้ยืนขึ้นมาก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว และพร้อมที่จะรับมือกับผู้มาเยือนอย่างเสร็จสรรพ
“ข้าได้ยินว่า เป็นคนของจวนหวายเอินโหว” จื่อซูพูด
“ไปกันเถอะ ไปดูกันว่าพวกเขาจะทำอะไร” ยี่ชิงเช็ดมือ แล้วถอดผ้ากันเปื้อนที่ทำมาจากผ้าฝ้ายหยาบออก และบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งการเยาะเย้ยออกมา
หลังจากนั้นนางก็เดินไปอยู่ตรงหน้าเซียวเถียนแล้วยื่นมือออกไป “เอามาให้ข้า”
เซียวเถียนมองนางด้วยสายตาที่งุนงง
“ขวานน่ะ” ยี่ชิงแย่งขวานออกจากมือของเขา แล้วเดินไปเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
เซียวเถียน “......”
จื่อซูพูดอย่างแผ่วเบาว่า “นางแข็งแกร่งและกล้าหาญเช่นนี้มาเสมอมา”
“ไม่ใช่ว่านางมีเจ้าอยู่หรอกหรือ?” เซียวเถียนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
ภายในดวงตาของจื่อซูมีความรู้สึกที่ดูเหมือนจนใจและหลงใหลได้ปลื้มแวบผ่านไป และนางก็พูดขึ้นมาว่า “นางชอบแสดงความอ่อนแอก่อน หลังจากนั้นก็รอข้าออกมาแล้วนางค่อยเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจขึ้นมา”
ความชอบที่ไม่ดีแบบนี้ นางไม่เข้าใจเลย แต่ยี่ชิงกลับรู้สึกชอบมัน ดังนั้นนางจึงให้ความร่วมมือ
หลังจากที่ยี่ชิง เปิดประตูแล้ว ก็เห็นแม่นมจ้าวซึ่งนางคุ้นเคยอยู่ข้างนอกกับชายหนุ่มที่อายุน้อยและแข็งแรงหกคนที่นางพามาซึ่งอยู่ข้างหลังนาง นางจึงหัวเราะเยาะเย้ยขึ้นมา แล้วชี้ขวานไปข้างหน้า และพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่เต็มใจยิ้มว่า “จะมาดันทุรังชิงตัวข้าไปอีกแล้วหรือ?”
เพราะพาคนมาด้วย แม่นมจ้าวจึงมีความฮึกเหิมขึ้นมาแล้วไม่น้อยอย่างเห็นได้ชัด และพูดด้วยท่าทางที่พาลพาโลว่า “การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีคำสั่งของพ่อแม่ คำพูดของแม่สื่อคุณหนูรองจัดการเรื่องใหญ่ของชีวิตด้วยตัวเอง จึงถือว่าไม่มีผลอะไร"
“ดังนั้นเจ้าจึงยังต้องการให้ข้ากลับไปแต่งงานแทนกับเจ้าอีกสินะ” ยี่ชิงยังคงทำท่าทางยิ้มเยาะเย้ยแบบนั้นอยู่
“ไม่ได้แต่งงานแทน การแต่งงานนั้นเดิมทีก็คือการแต่งงานของคุณหนูรองอยู่แล้วเจ้าค่ะ” แม่นมจ้าว ยืนยันกระต่ายขาเดียว “ได้มีการแลกเปลี่ยนสมุดผูกดวงแล้ว ถึงคุณหนูรองอยากจะบิดพลิ้วก็บิดพลิ้วไม่ได้แล้วล่ะเจ้าค่ะ”
“อ้อ” ยี่ชิงเผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า “เช่นนั้นก็ให้ยี่เหวยเวยแต่งงานไปสิ! ข้าไม่มีพ่อแม่อยู่แล้วนี่”
แม่นมจ้าวหน้าแดงหน้าดำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธ แล้วชี้มาที่นางและพูดว่า “คุณหนูรอง พูดแบบนี้ ช่างไม่กลัวว่าจะโดนฟ้าฝ่าเลยจริง ๆ!”
ระหว่างที่พูด คิดไม่ถึงเลยว่านางจะต้องการลงมือฉีกร่างของนางให้ขาดออกจากกันให้ได้
ยี่ชิงชี้ขวานไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “โดนฟ้าผ่างั้นรึ? ชีวิตนี้เดิมทีก็ไร้ประโยชน์อยู่แล้ว ในเมื่อชีวิตไม่มีเรื่องน่ายินดีอะไรเลย แล้วทำไมข้าต้องกลัวความตายด้วยเล่า ก่อนตายได้ลากสักห้าหกคนลงหลุมไปด้วย ก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้แล้วล่ะ”
ระหว่างที่พูด คิดไม่ถึงเลยว่าฟ้าจะผ่าลงมาจริง ๆ
แม่นมจ้าวตกใจมากจนความกล้าพังทลายไปหมดแล้ว นางจึงถอยหลังกลับไปเรื่อย ๆ จนเหยียบอากาศโดยไม่ระวัง แล้วกลิ้งลงไปจากบันได
แม้ว่าจะมีขั้นบันไดเพียงเพียงสามขั้น แต่ดูเหมือนนางจะล้มลงแรงมากทีเดียว นางเอามือจับเอวไว้และคร่ำครวญอยู่บนพื้น
ยี่ชิงไม่สนใจนางเลย นางยิ้มหวานให้กับผู้ชายร่างกำยำทั้งหกคนนั้น จนทำให้พวกเขาตกตะลึงในรอยยิ้มนั้น
—— คุณหนูรอง นางช่างสวยงามจริง ๆ
แม่นมจ้าวตบพื้นและพูดอย่างโกรธเคืองว่า “ยังไม่พยุงข้าให้ลุกขึ้นอีก จับนางไว้!”
ยี่ชิงก้มศีรษะลงไปเป่าขี้เลื่อยที่หลงเหลือจากการผ่าฝืนซึ่งอยู่บนขวาน ทำท่าทางเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ และพูดด้วยความหยิ่งยโสว่า "พวกเจ้าควรกลับไปสืบให้ทราบก่อนนะว่า พ่อของลูกชายข้าเป็นใคร!"
“ไม่ว่าจะเป็นใครจวนหวายเอินโหวของพวกเราก็ไม่เกรงกลัวทั้งนั้น เดินไปที่ไหน พวกเจ้าก็เป็นแค่พวกที่ไม่แต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณีนั่นแหล่ะ!” แม่นมจ้าวตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด
“ข้าติดตามเขามา ไม่มีฐานะและชื่อเสียงอะไรจริง ๆ แต่ข้าสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกชายให้เขาได้แล้ว” ยี่ชิงทำท่าทางเหมือนคางคกขึ้นวอ “เขาน่ะ อย่าว่าแต่จวนหวายเอินโหวเลย ต่อให้พวกเจ้าจะกลายเป็นจวนกว๋อกง ก็ล่วงเกินเขาไม่ได้ เจ้าเชื่อหรือไม่?”
แม่นมจ้าว ตะลึงกับนาง และนางไม่กล้าพูดซักพัก จิตใจของนางก็ปั่นป่วน สงสัยว่าชายร่างใหญ่คนนี้เป็นใคร
“เขาเป็นใคร? ถ้าเขาเก่งกาจอย่างนั้นจริง ๆ ทำไมเขาถึงเลือกท่านล่ะ?” หลังจากที่ผ่านไปสักพักแม่นมจ้าวจึงถามขึ้นมา
ดวงตาของยี่ชิงแวววาวขึ้นมาราวกับคลื่นน้ำที่ไหลเขยื้อน นัยน์ตาของนางราวกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เผยท่าทางที่สวยหยาดเยิ้มออกมาให้เห็นอย่างบางเบา ราวกับว่าแสงสว่างที่เจิดจ้า จนทำให้ผู้คนไม่สามารถละสายตาจากนางได้
รูปโฉมของนางสวยงามมาก คงจะเหมือนพ่อที่ใช้หน้าตาทำมาหากินของนางคนนั้นกระมัง
มือข้างหนึ่งของนางกำลังถือขวานคม ๆ อยู่ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกลับค่อย ๆ เลื่อนลงมาจากแก้มที่บอบบางและขาวผ่องของนางอย่างช้า ๆ “ใบหน้านี้ของข้า ไม่คู่ควรกับเขาหรือ?”
ครึ่งหนึ่งคือความมุทะลุดุดันและโหดร้าย ครึ่งหนึ่งคือความงามที่แสนเย้ายวน
แม่นมจ้าวกับบรรดาผู้ชายที่อยู่ข้างหลังนางต่างก็ตกตะลึงจนตาค้างไปเสียแล้ว
ไม่ใช่แค่เป็นเพราะความสวยของนาง แต่เป็นเพราะความกล้าหาญของนางด้วย
“นางจิ้งจอก” แม่นมจ้าวประณามออกมาคำหนึ่ง
“อนุญาตให้จวนหวายเอินโหวเท่านั้นที่ได้กินข้าวนุ่ม ๆ แต่ไม่อนุญาตให้ข้าชนะใจผู้อื่นด้วยความงามอย่างนั้นหรือ?” ยี่ชิงเลิกคิ้ว แล้วยิ้มอย่างกำเริบเสิบสานและเยาะเย้ยถากถางจนถึงขีดสุด
“เจ้า......”
“ข้าเป็นอะไรรึ?” ทันใดนั้นใบหน้าของยี่ชิงก็เย็นชาขึ้นมา และสีหน้าก็มืดดำและเคร่งขรึม ซึ่งแตกต่างจากเมื่อสักครู่นี้อย่างสิ้นเชิง “กลับไปบอกหวายเอินโหวว่า ถ้าต้องการให้ข้าแต่งงานแทน ข้าก็จะวางยาพิษให้เจ้าบ่าวให้ตาย ถ้ามันไม่ได้สำเร็จ ข้าก็จะใช้มีดเล่มหนึ่งตอนเขาซะ หลังจากนั้นก็บอกว่าจวนหวายเอินโหวเป็นคนบังคับข้า ถึงเวลานั้นข้าจะดูซิว่า พวกเจ้ายังอยากจะเกี่ยวดองกันด้วยการแต่งงานหรือจะแก้แค้นกันแน่!”
“เจ้า เจ้า......”
“ข้าจะอยู่นี่ และจะอยู่ตลอดไป” ยี่ชิงทิ้งขวานลง ปรบมือไปมา แล้วพูดในขณะที่กำลังชำเลืองมองแม่นมจ้าวว่า “ข้าจะรอให้เจ้ากลับมาอีกครั้งนะ ข้ายังมีข้อความที่จะให้เจ้านำไปบอกแก่ฮูหยินด้วยว่า พยัคฆ์สาวในตระกูลขุนพลผู้แสนดีอย่างนาง แต่งงานกับบุคคลที่ไม่สามารถเอ่ยถึงได้เช่นนี้อย่างหวายเอินโหว ต่อไปในภายหลังยังต้องพึ่งพาบ้านแม่ของนางอยู่มาก! ให้นางกลับไปสืบข่าวที่บ้านแม่ดูนะ ว่าลูกชายของข้าเป็นของใคร!”
คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังพัวพันไปถึงจวนตี๋ด้วยหรือนี่?
แม่นมจ้าวตกใจจนสติแตกไปแล้ว
หลังจากที่ฮูหยินได้ยินมาว่าแม่ทัพเซียวจากไปแล้วก็ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจมาสนใจเรื่องเหล่านี้เล่า? ดังนั้นทั้งหมดนี้จริง ๆ แล้วล้วนเป็นเรื่องที่คุณหนูใหญ่เสี้ยมสอนนางทั้งนั้น
ถ้านางไปล่วงเกินจวนตี๋เข้าแล้วจริง ๆ จะทำอย่างไรดี?
“ยังไม่ต้องรีบแจ้นกลับไปหรอก” ยี่ชิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
