บทที่ 7 จุดราคี
พอยกแขนเสื้อขึ้น ยี่ชิงจึงพบว่าบนชุดไว้ทุกข์นั้นถูกย้อมด้วยคราบหมึกไปเสียแล้ว
ไม่สามารถสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวได้จริง ๆ
“ข้าจะกลับไปเปลี่ยนชุด!”
ผ่านไปสักครู่หนึ่งยี่ชิงสวมเสื้อนวมสองชั้นสีชมพูลูกท้อธรรมดา ๆ และท่อนล่างก็สวมกระโปรงผ้าแพรต่วนสีขาวเดินออกมา แล้วนั่งบนตั่งเล็ก ๆ และพลิกตรวจดูสมุนไพรอยู่ในลานบ้าน
“เจ้ายังไม่ได้พูดเลยว่า ในปีนั้นเจ้าไปทำอะไรที่เมืองลี่?” เซียวเถียนถามขึ้นมาขณะที่กำลังยืนมองยี่ชิงอยู่หน้าประตูห้องปีกตะวันตก
เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง และยังเป็น "ข้อพิสูจน์" ที่มีน้ำหนักอีกด้วย ดังนั้นยี่ชิงจึงสารภาพออกมาว่า “เจ้ารู้จักอ๋องฉีไหม?”
“รู้จัก”
อ๋องฉีฉู่หนิง เป็นพระอนุชาองค์ที่เจ็ดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ในปีนั้นเสด็จแม่ของเขาเป็นพระสนมที่อดีตฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด นางมาจากตระกูลที่เรืองอำนาจ เพียงแต่น่าเสียดายที่นางร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดและต้องพักฟื้นอยู่ที่ชานเมืองมาโดยตลอด
ใครจะรู้เล่าว่าตอนที่ฮ่องเต้ยึดบัลลังก์ ชายผู้นี้ก้าวออกไปข้างหน้าอย่างองอาจห้าวหาญ สนับสนุนฮ่องเต้ และช่วยให้ฮ่องเต้ประสบความสำเร็จในการขึ้นครองบัลลังก์
และฮ่องเต้ก็ไม่ตระหนี่ พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นอ๋องฉี และอนุญาตให้เขาอยู่ในเมืองหลวงได้ และโปรดปรานเขาเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนว่าเซียวเถียนก็รู้ดีเช่นกัน
“ตอนนั้นข้าไม่รู้ฐานะของเขา ได้ยินแค่ว่าสุขภาพร่างกายของเขาไม่ดี เขาจึงได้ตามหาหมอที่มีชื่อเสียง มันก็เลยเป็นการเสริมให้ข้ากล้าที่จะไป” ยี่ชิงพูด
“ช่างกล้าหาญมากเกินไปแล้ว”
“ไม่กล้าหาญให้มาก แล้วข้าจะต้องรอความตายอย่างนั้นหรือ?” ยี่ชิงพูด “ตอนที่ข้ามาที่หมู่บ้านข้าอายุสิบสองปี เด็กสาวอายุสิบสอง หน้าตาก็ยังนับว่าพอใช้ได้ มีสายตากี่คู่กันที่คอยจับจ้องมาที่ข้า?”
ดังนั้นในตอนนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายแล้ว นางจึงไปเปิดเผยรายชื่อในการขอการรักษาพยาบาลออกมาตรง ๆ
“ในใบสั่งยาของอ๋องฉีขาดวัตถุดิบยาเพียงอย่างเดียว และจำเป็นต้องเฝ้ารอตอนที่มันกำลังออกดอก ระยะเวลาออกดอกไม่นานกว่าดอกถานฮวาเติบโตมากนัก ดังนั้นข้าจึงไปที่เมืองลี่”
หลังจากนั้นนางก็ทำมันได้แล้ว และได้รับเงินรางวัลหนึ่งพันตำลึงจากอ๋องฉี
ฉู่หนิง......เมื่อคิดถึงคนคนนี้ขึ้นมา มุมปากของยี่ชิงก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
มีทั้งด้านดีงามและชั่วร้าย ความชั่วร้ายสับปลับนั้นยากที่จะคาดเดาได้ แต่ยี่ชิงกลับไม่เกลียดเขาเลย
ฉู่หนิงอยากจะรับนางเข้ามา แต่หลังจากที่ถูกยี่ชิงปฏิเสธเขาก็ไม่บันดาลโทสะ และพูดโดยไม่ยั้งคิดว่าไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องอยู่กับเขาอยู่ดี เมื่อเห็นนางยิ้มกริ่มได้ตามเดิมแล้ว เขาก็ยังให้คนมาดูแลนางและช่วยนางรักษาความลับอีกด้วย
ดังนั้นยี่ชิงจึงคิดว่า ถ้าถูกเปิดเผยในวันนี้ นางคงทำได้เพียงต้องไปเป็นนางสนมของฉู่หนิงเท่านั้น
ฉู่หนิงเป็นหนึ่งในทางหนีทีไล่ของนาง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทางที่ที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ถึงกับว่าเป็นเหวลึกที่สุดจะหยั่งถึงเช่นกัน
คิดไม่ถึงเลยว่า ปฏิกิริยาแรกของเซียวเถียนจะเป็นการที่เขาถามขึ้นมาว่า “เจ้าเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์ได้อย่างไร?”
ดูสิ ๆ ๆ มาแล้วสินะ
ยี่ชิงมีความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อน ดังนั้นนางจึงไม่กังวลใจ และพูดอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “แต่ก่อนแต่ไรท่านแม่ของข้าเอาแต่บังคับข้าอย่างเดียว แม้ว่าภายนอกข้าจะเชื่อฟังนาง แต่ภายในกลับดื้อรั้นหัวแข็ง ดังนั้นข้าจึงมักจะออกไปเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวๆประตู พอสบโอกาสก็แอบหนีออกไปเลย ต่อมาข้าก็ได้ช่วยชีวิตขอทานเฒ่าคนหนึ่งเอาไว้โดยบังเอิญ ข้าก็เลยเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์จำนวนหนึ่งจากเขา”
ขอทานเฒ่า เจ้าไปตามหาซะเลยสิ ถ้าหาเจอก็ถือว่าเจ้าชนะแล้ว
แต่เซียวเถียนกลับไม่มีข้อสงสัยใดใด และพูดว่า “ดูเหมือนว่าความใจกล้าของเจ้าจะมีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาสินะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าและแม่ทัพเซียวล่ะ?”
“มันก็ไม่มีอะไรพิเศษขนาดนั้นหรอก” ยี่ชิงพูด “ข้ากำลังรอดอกไม้บาน แล้วเขาก็มา หลังจากนั้นข้าก็ช่วยชีวิตเขา แต่เขากลับล่วงเกินข้า ก็แค่นั้นเอง”
“เป็นไปไม่ได้!” เซียวเถียนพูดอย่างเฉียบขาด และใบหน้าของเขาก็บึ้งตึงขึ้นมาแล้ว
“เขาไม่ได้ตั้งใจน่ะ ตอนนั้นเจตจำนงของเขาไม่ชัดเจนมากนัก บางทีเขาอาจจะมองข้าเป็นคนอื่นก็ได้”
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ข้างกายแม่ทัพเซียวไม่มีผู้หญิงคนไหนเลย”
ยี่ชิงตกตะลึง
ในโลกนี้ยังมีผู้ชายที่ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนใดแบบนี้อยู่ด้วยหรือ?
เซียวจิ้งหานอายุมากกว่านางสองสามปีเองนะ
“แม้แต่นางบำเรอก็ไม่มีเลยหรือ?”
“ไม่มี” เซียวเถียนกัดฟันพูด
ดูเหมือนว่าไอดอลของเขาจะถูกดูหมิ่นเข้าแล้ว เขาจึงฮึกเหิมขึ้นมาเป็นอย่างมาก
แต่หนุ่มรูปงามก็คือหนุ่มรูปงาม ตอนที่เขาโกรธก็ยังดูดีเลยอ่ะ
ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง ยี่ชิงก็อยากจะถามเขามากว่า ทำไมผิวหน้าของคนอื่นถึงดำอย่างกับถ่าน แต่ผิวหน้าของเซียวเถียนกลับขาวผ่องเช่นนี้ล่ะ? เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะป้องกันตัวเองจากแสงแดดได้ นั่นก็แสดงว่าเขาตากแดดไม่ดำเลย ซึ่งมันทำให้ผู้คนรู้สึกอิจฉามากจริง ๆ
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากหัวสมองของเขา
ไม่มีผู้หญิง? องครักษ์ประจำตัวสุดหล่อคนหนึ่ง
คุณพระ นางได้ค้นพบเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออะไรเสียแล้วเนี่ย? ยี่ชิง เอามือปปิดปากตัวเองเอาไว้
มันต้องเป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน
แล้วผู้ชายที่ไม่ทำสงครามคนหนึ่งไปทำอะไรในกองทัพล่ะ? คอยปรนนิบัติรับใช้เซียวจิ้งหาน!
เป็นแค่องครักษ์คนหนึ่ง แต่ลู่เทียนจั่วกับฉางหยวนจื้อล้วนปฏิบัติต่อเขาอย่างทรงเกียรติภูมิเป็นพิเศษ และมีการปรึกษาหารือกัน.....อีกทั้งเรื่องของเปาจึก็ต้องได้รับการยืนยันจากตัวเขาเองด้วยเช่นกัน
ตอนที่เขาปรากฏตัวในครั้งแรก ใบหน้าของเขาก็หม่นหมองมาก และไม่มีความปิติยินดีอะไรเลย ซึ่งนี่มันไม่ถูกต้อง
และเซียวจิ้งหานยังเป็นพวกนิยมผู้ชายด้วยกันอีก ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ความลับอะไรเช่นกัน
“ผิดแล้ว ๆ” พอยี่ชิงได้สติ นางก็พนมมือไหว้ และพูดกับเซียวเถียนอย่างจริงใจว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ขอโทษด้วยนะ ข้าไม่ควรพูดถึงแม่ทัพเซียวแบบนี้เลย”
พวกเขามีความรักที่มั่นคงหนักแน่นมากกว่าทองเสียอีก ข้าเข้าใจได้ ข้าเข้าใจ ว่ารักแท้ยิ่งใหญ่ที่สุด
เซียวเถียนมองดูนางด้วยความสงสัย แล้วจึงถามว่า “เจ้ากำลังพูดถึงอะไร?”
“ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจจริง ๆ” ยี่ชิงพยักหน้าซ้ำไปซ้ำมา แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นมา “ข้ารู้ว่ามันอาจเป็นเรื่องที่เจ้ายากจะยอมรับได้ แต่เปาจึเป็นลูกของแม่ทัพเซียวจริง ๆนะ”
“ข้ายากจะยอมรับอะไร?” เซียวเถียนสงสัยว่าตัวเองได้ทำอะไรผิดพลาดไปแล้วหรือเปล่า
“ข้าเข้าใจความไม่สบายใจของเจ้า บางทีในเวลานั้นแม่ทัพเซียวอาจจะคิดว่าข้าเป็นเจ้าไปแล้วก็ได้นะ......”
การตอบสนองของเซียวเถียนใช้เวลานานมากจึงจะมีการตอบสนองกลับมา ผิวหน้าอันขาวผ่องของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงในชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วพูดว่า “กำเริบนัก!”
หลังจากนั้นก็กระแทกประตูแล้วเดินออกไป
ยี่ชิง “......”
“ทำไมเจ้าถึงได้ไปยั่วยุเขาเสียแล้วล่ะ?” จื่อซูกลับมาในตอนเย็นและพูดในขณะที่กำลังมองดูเซียวเถียนที่กำลังช่วยผ่าฟืนอยู่ที่มุมกำแพงด้วยสีหน้าที่เขียวปัด
“เฮ้ เขาเป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะ”
เห็นได้ชัดว่าเขาโกรธและอับอายมากที่ถูกเปิดโปง เมื่อเห็นว่าตัวเองตัดฟืนอยู่ก็ยังมาช่วยงาน
จื่อซูเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของยี่ชิงครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “เจ้าป่วยไปแล้วหรือ?”
“ข้าไม่สามารถพูดได้” ยี่ชิงยังคงตอบไม่ตรงคำถาม
นางสาบานว่าถึงแม้ตัวจะตายก็ต้องปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างเซียวจิ้งหานกับเซียวเถียนเอาไว้ แล้วผนึกมันเอาไว้ในหัวใจ
ถึงอย่างไรการที่พ่อผู้ให้กำเนิดของ เปาจึก็มี “จุดราคี” หากแต่มันไม่ใช่เรื่องดีอะไร
เรื่องที่ทำให้คนอื่นเสียหายและทำให้ตัวเองเสียหาย นางจึงไม่อาจทำได้!
