ฮูหยินเพคะ แม่ทัพฟื้นคืนชีพแล้ว

215.0K · ยังไม่จบ
ไฟขาว
102
บท
83.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ยี่ชิงแพทย์หญิงทะลุมิติกลายเป็นบุตรนางสนมที่ถูกเนรเทศออกจากนคร ติดบิดาผู้ให้กำเนิดเป็นตัวถ่วงนำโชคร้าย อีกทั้งยังถูกท่านแม่อนุบังคับให้อภิเษกสมรส จะบรรยายความโศกอนาถได้กระไรอีก? ได้ยินว่าแม่ทัพเซียวจิ้งหาน ถูกขนานนาม“ พญายมราช” ที่ทุกคนต่างเกรงกลัวนั้น สละชีพเพื่อประเทศ ยี่ชิงในที่สุดก็มีที่พึ่งสุดท้าย:“ข้าคือภรรยาของเซียวจิ้งหาน บุตรชายข้าคือเซียวจิ้งหาน” เลี้ยงบุตรน้อย ล่อลวงผู้บ่าวคนงาม แอบอ้างบารมี สยบรอบด้าน ไม่คาดว่าหญิงรับใช้จะลนลานมากล่าวทูล:“ฮูหยิน!แม่ทัพฟื้นคืนชีพแล้วเพคะ” เซียวจิ้งหานกล่าวอย่างเย็นชา:“ฮูหยิน?บุตรชาย?” ยี่ชิง:“ท่านแม่ทัพ โปรดอภัยข้าด้วยเถิด!”

นิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคแม่ทัพนางเอกเก่งพระเอกเก่งรักหวานๆ

บทที่ 1 ผู้มาเยือนในคืนฝนตก

ในตอนกลางดึก ฝนเทกระหน่ำลงมาปานฟ้ารั่ว ฟ้าคะนองและฟ้าแลบโหมกระหน่ำขึ้นพร้อมกัน

“ในซางจวี๋หยิ่นมีผลส้มผลซิ่ง รากหญ้าแขมชะเอม สะระแหน่......”

แสงไฟสลัว ๆ ไฟจากเตาไฟอันอบอุ่น และเสียงของเด็กอันสดใสไพเราะกำลังท่องบทกวีอยู่ ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบที่เด่นชัดกับพายุฝนที่หนาวยะเยือกที่อยู่นอกบ้าน

ยี่ชิงเอนกายลงบนหมอนของเตียงอรหันต์ ในมือกำลังถือตำราแพทย์เล่มหนึ่ง และกำลังฟังอย่างไม่ยี่หระอะไรเลย

มีคำศัพท์ที่ไม่รู้จักมากมาย และหนังสือเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะยากอยู่บ้าง

เมื่อได้ยินเสียงของเปาจึความง่วงก็ค่อยๆกล้ำกรายเข้ามา นางจึงพูดว่า “วันนี้ก็ท่องถึงตรงนี้แหล่ะ”

เปาจึวัยสี่ขวบครึ่งกำลังอยู่ในวัยที่มัวแต่ห่วงเล่น เมื่อได้ยินดังนั้น ภายในดวงตาที่ดำเหมือนหินเฮยเย่าของเขาก็เผยความดีอกดีใจออกมา แล้วเขาก็วิ่งมาอยู่ใกล้ ๆ นางและต้องการให้นางเล่านิทานให้ฟัง

“ปัง ปัง ปัง” ประตูถูกเคาะเสียงดังขึ้นมาอย่างแรง จนเกิดความรู้สึกที่หวาดกลัวเล็กน้อยท่ามกลางค่ำคืนที่ฝนตก

ยี่ชิงนึกว่าจื่อซูสาวใช้ที่ออกไปขายยาได้กลับมาแล้ว นางจึงวางหนังสือลง แล้วสวมรองเท้าไม้ ในขณะที่กำลังถือตะเกียงและถือร่มเพื่อออกไปเปิดประตู

ใครจะไปรู้ว่า หลังจากที่เปิดประตูแล้ว ด้านหลังประตูกลับมีหญิงชราที่ไม่คุ้นเคยคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ ข้างหลังของนางยังมีสาวใช้ที่กำลังถือร่มอยู่ และข้างหลังของพวกนางทั้งสองคนก็ยังมีรถม้าคันหนึ่งตะคุ้ม ๆ อีกด้วย

“คุณหนูรอง” หญิงชรารู้สึกหนาวเป็นอย่างมาก จนสีหน้าเป็นสีเขียวม่วง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่เต็มใจยิ้มว่า “ข้าน้อยคือแม่นมจ้าว จากจวนหวายเอินโหว ข้าได้รับคำสั่งจากฮูหยินให้มารับคุณหนูรองเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะ คุณหนูรองรีบเก็บของ แล้วไปกับข้าน้อยเถอะเจ้าค่ะ!”

ในใจของยี่ชิงสั่นสะท้านไปหมด จวนหวายเอินโหวส่งคนมารับนางเข้าเมืองในคืนนี้เลยหรือนี่?

นางเป็นบุตรสาวของอนุภรรยาที่แม่ใหญ่ไม่ยอมรับ และถูกลงโทษให้ไปอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ชานเมือง ซึ่งนางได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นเวลายี่สิบปีแล้ว

ไม่สิ ต้องพูดว่าแปดปีสิถึงจะถูก

ยี่ชิงตัวจริงพุ่งชนต้นไม้เสียชีวิตไปเมื่อแปดปีก่อนแล้ว ยี่ชิงคนปัจจุบันเป็นหญิงโสดที่ทะลุมิติมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ในชาติก่อนนางเป็นหมอ โชคร้ายที่นางถูกผู้ป่วยที่กระโดดลงจากตึกทับจนเสียชีวิต เมื่อลืมตาขึ้นมานางก็ทะลุมิติมาเสียแล้ว

พ่อผู้ให้กำเนิดของนางเป็นผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน อาศัยอิทธิพลของตระกูลเย่วจึงฝืนใจกลายเป็นหวายเอินโหวไปเสียแล้ว ซึ่งหนุ่มหน้าขาวเช่นนี้ยังไม่ซื่อสัตย์ เขาได้ไปมีสัมพันธ์กับหญิงสาวนอกบ้านจนให้กำเนิดนางขึ้นมา

แม่ใหญ่นำคนบุกไปจนถึงสถานที่ที่พ่อผู้ให้กำเนิดของนางได้ซ่อนอนุภรรยาเอาไว้และเลี้ยงดูเป็นอย่างดี แม่ผู้ให้กำเนิดตื่นตระหนกตกใจมาก พอนางล้มป่วย เจ้าของร่างเดิมก็ถูกขับไสไล่ส่งให้มาอยู่ที่นี่

ยี่ชิงเหล่มองแม่นมจ้าว และพูดว่า “ทำไมเจ้าถึงพาข้าไปในเมืองหลวง? ไปงานศพรึ?”

แม่นมจ้าวคาดไม่ถึงว่านางจะกล้าพูดเช่นนี้อย่างเห็นได้ชัด นางจึงพูดอย่างโกรธเคืองว่า “คุณหนูรอง ท่านพูดแบบนี้ ไม่กลัวโดนฟ้าผ่าหรือ? เติบโตมาในหมู่บ้าน ช่างไม่มีใครอบรมสั่งสอนจริง ๆ !”

“คนที่เกิดมาโดยไม่มีคนอบรมสั่งสอนล้วนแต่ไม่กลัวโดนฟ้าผ่ากันทั้งนั้น แล้วข้าจะไปกลัวอะไร?” ยี่ชิงยิ้มเยาะไม่หยุด “ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ จวนหวายเอินโหวของพวกเจ้า กลับดี ๆ ไม่ไปส่งนะ”

“ท่าน” แม่นมจ้าวตัวสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธ เห็นได้ชัดว่านางคิดไม่ว่านางจะเป็นคนเอาแต่กวนไม่มีเหตุผลย่างนี้ “เกรงว่าท่านจะไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ! ถ้าท่านไม่ต้องการที่จะทำตามข้าก็ต้องใช้วิธีบีบบังคับ อย่างไรวันนี้ท่านก็ต้องกลับไปกับข้าให้ได้ ต่อให้ข้าต้องมัดท่านเอาไว้ ก็ต้องกลับไปรายงาน!”

หลังจากที่ยี่ชิง ได้ยินเสียงกีบม้าดังขึ้นมาท่ามกลางม่านฝน ภายในใจของนางก็สงบลงมาทันใด แล้วหว่างคิ้วของนางก็ปรากฏสีสันที่เฉียบคมอกมา “เช่นนั้นเจ้าก็ลองดูสิ”

ถ้านางเดาไม่ผิด จื่อซูได้กลับมาแล้ว

เมื่ออยู่ต่อหน้าจื่อซูคนสองสามคนนี้ไม่เพียงพอที่จะต่อกรด้วยได้โดยสิ้นเชิง

ในขณะที่กำลังพูดคุย เสียงเด็กที่มีความตื่นเต้นเล็กน้อยเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในห้อง “ท่านแม่ ทำไมท่านยังไม่เข้ามาอีก?”

“เดี๋ยวแม่ก็มาแล้ว เจ้าเชื่อฟังนะ”

เมื่อได้ยินการสนทนานี้ แม่นมจ้าวก็ราวกับถูกฟ้าผ่า “ท่าน ท่านแต่งงานแล้วหรือ?”

ยี่ชิงยิ้มเล็กน้อย “ลูกชายของข้าอายุสี่ขวบครึ่งแล้ว เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”

นางจงใจชี้นำแม่นมจ้าวให้เข้าใจผิด ใครว่าไม่แต่งงานจะไม่สามารถมีลูกได้?

ลูกชายเป็นลูกของนางคนเดียว หึ!

“แม่นมจ้าว” ในเวลานั้นเองสาวใช้ที่ถือร่มอยู่ข้างหลังแม่นมจ้าวก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาแล้ว “นางเคยแต่งงานกับคนอื่นแล้ว นางจะกลับไปแต่งงานแทนคุณหนูใหญ่ได้ยังไงเจ้าคะ?”

“หุบปากซะ!” แม่นมจ้าวพูดด้วยความโมโหเป็นอย่างมาก

อ๋อ ที่แท้พวกเขาก็จะจับนางกลับไปแต่งงานแทนนี่เอง ช่วยมีแนวคิดใหม่ ๆ หน่อยจะได้ไหม?

“เกรงว่าข้าคงช่วยพวกเจ้าไม่ได้แล้วล่ะ” ยี่ชิงพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่เต็มใจยิ้ม “กลับดี ๆ ไม่ไปส่งนะ ไม่ต้องพูดอะไรมาก ลมแรงเกินไป อย่าได้แลบลิ้นเลย”

“พาคนกลับไปก่อนค่อนว่ากันอีกที!” แม่นมจ้าว หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกระทืบเท้าด้วยความโกรธและพูด

เสียงกีบม้าดังจากระยะไกลมาใกล้ จนในที่สุดก็เคลื่อนมาถึงเบื้องหน้าแล้ว

จื่อซูกระโดดลงจากหลังม้า แล้วเหยียบย่ำน้ำโคลนมาจนเสียงดังตูมตาม

ความสูงของนางสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปมาก ในมือของนางกำลังถือตะกร้ายาเปล่า และหลังของนางก็กำลังสะพายดาบหนักที่ดูเก้งก้างหาใดเปรียบอยู่เล่มหนึ่ง

“เจ้าจะพาใครไปรึ?” จื่อซูวางตะกร้ายาลง และยืนอยู่ต่อหน้ายี่ชิงด้วยใบหน้าที่เย็นชา

“เจ้า เจ้าเป็นสามีของนางหรือ?” แม่นมจ้าวมองเพศของจื่อซูผิดไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด

"พุ๊บ”ยี่ชิงหัวเราะขึ้นมา และเอนศีรษะพิงบนไหล่ของนาง โดยไม่รังเกียจที่ร่างกายของจื่อซูเปียกโชกไปทั้งตัว และพูดด้วยน้ำเสียงที่หวานและสนิทสนมว่า “ที่รัก ถ้าท่านกลับมาช้ากว่านี้อีกสักหน่อย ข้าก็คงถูกคนจับมัดลากไปแต่งงานแล้วล่ะ!”

“ข้าจะดูซิว่าใครจะกล้า!” เสียงของ จื่อซูเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็ง ซึ่งมันได้เพิ่มความเย็นยะเยือกเล็กน้อยให้กับคืนฝนตกอันหนาวเหน็บนี้เสียแล้ว

มีเพียงสาวใช้และคนขับที่ขับรถที่อยู่ข้างหลังนางเท่านั้นที่มากับแม่นมจ้าว นางได้ชั่งน้ำหนักดูอย่างรวดเร็วครู่หนึ่ง แล้วรู้สึกว่าตัวเองทั้งสามคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจื่อซู นางจึงตะโกนเสียงดังอยู่ในใจว่าผิดแผนแล้ว แล้วถอยหลังไปสองก้าวในทันทีด้วยจิตใต้สำนึก จนเหยียบไปบนเท้าของสาวใช้เข้า แล้วจึงหันหลังกลับและยื่นมือออกไปตบหนึ่งฉาด “พวกไม่มีทัศนะ”

ยี่ชิงหัวเราะเยาะ แล้วพูดว่า “พวกชอบรังแกผู้อ่อนแอกว่าแต่กลัวผู้แข็งแกร่ง”

แม่นมจ้าวหน้าแดงขึ้นมาทันที แต่พอลองมองไปที่จื่อซู นางก็ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ แล้วหัวสมองของนางก็หมุนวนไปมาอย่างรวดเร็ว นางวางแผนเอาไว้เสียดิบดี คิดไม่ถึงเลยว่าคุณหนูรองจะแต่งงานไปเสียแล้ว

ในสถานการณ์แบบนี้ ยังต้องกลับไปรายงานก่อนค่อยว่ากันอีกที เรื่องนี้ไม่อาจโทษนางได้ ใครจะไปคิดว่าคุณหนูรองจะเหิมเกริมกล้าทำเช่นนี้ได้ล่ะ?

“คุณหนูรอง ท่านดำเนินการแต่งงานเองโดยที่ไม่บอกพ่อแม่ เรื่องนี้มันจะไม่จบหรอกนะ!”

“เกิดมาโดยไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน ข้าก็ไม่คิดที่จะปล่อยเรื่องนี้ไปเช่นกัน พวกเราไปเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์เลยเถอะ!”

เมื่อได้ยินว่านางจะยื่นคำร้องต่อฮ่องเต้ สีหน้าของแม่นมจ้าวก็ซีดเซียวไปหมด และนางก็ไม่กล้าพูดคำพูดที่ดุร้ายออกมีกเช่นกัน ดังนั้นนางจึงเดินจากไปอย่างหงอยเหงาเศร้าซึม

ยี่ชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่ารถม้าวิ่งออกไปท่ามกลางม่านฝน นางจึงพูดกับจื่อซูด้วยรอยยิ้มที่กรุ่มกริ่มว่า “สามีกลับมาได้ทันเวลาจริง ๆ เลย”

จื่อซูเบ้ปากไปมา แล้วพูดว่า "เจ้าไปยื่นคำร้องต่อฮ่องเต้ บุตรร้องเรียนบิดา จะโดนเฆี่ยนด้วยแส้หนึ่งร้อยครั้งเลยนะ”

ยี่ชิง “.......หึ! ข้าก็แค่ลองขู่ขวัญกลัวบ่าวเจ้าเล่ห์คนนั้นดูเท่านั้นเองไม่ใช่หรือไง? รีบเข้าบ้านหน่อย ข้าหนาวจะตายอยู่แล้ว!”

ในปากของนางพูดคำที่ทำให้นางเสียหายแบบนั้นได้อย่างไร? ถ้าไม่แค้นเคืองประโยคสุดท้ายเลยคืนนี้นางจะต้องนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ ๆ

หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน เปาจึก็รีบวิ่งเข้ามา และสายตาที่มองจื่อซูก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา “น้าจื่อ ท่านกลับมาแล้วก็ดี เช่นนี้คนเลวก็ไม่สามารถจับท่านแม่ของข้าไปได้แล้ว!”

“ท่านแม่ของเจ้าเป็นแมว นางมีเก้าชีวิต ถึงจะไม่มีข้าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนางได้เช่นกัน” จื่อซูมีท่าทีที่อ่อนโยนมากต่อเปาจึ นางลูบศีรษะของเขาไปมา แล้วหยิบกลเก้าห่วงออกมาจากหน้าอกของนางยื่นให้เขา “ข้าซื้อมาให้เจ้า พรุ่งนี้ค่อยเล่นนะ รีบไปนอนเถอะ”

เปาจึขอบคุณนางอย่างเชื่อฟัง แล้วตัวเองก็ปีนขึ้นไปบนที่นอนและผล็อยหลับไปในขณะที่กำลังถือกลเก้าห่วงอยู่

ยี่ชิงเทซุปไก่ที่เหลืออยู่ในหม้อให้จื่อซู จื่อซู เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่หลังฉากกำบังลมไปพลางและพูดไปพลางว่า “ข้าขายไปแล้วทั้งหมดเป็นเงินสองตำลึงและสามร้อยเหรียญเงิน ข้าใช้ไปแล้วสามร้อยเหรียญเงิน และของที่ซื้อทุกอย่างล้วนอยู่ในตะกร้ายา ส่วนเงินข้าก็เก็บเอาไว้แล้วด้วย”

“ดี” ยี่ชิงรู้สึกวางใจต่อนางมาก “ทำไมเจ้าถึงกลับมาช้าขนาดนี้ล่ะ? เจ้าไปหลบฝนมาหรือ? เช่นนั้นไม่สู้เจ้าพักที่โรงเตี๊ยมสักหนึ่งวัน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาจะดีกว่านะ”

“ที่ข้ากลับมาช้า ก็เป็นเพราะเซียวจิ้งหานเสียชีวิตแล้ว ข้ามันแต่สืบข่าว ก็เลยเสียเวลาไปบ้าง”

ชามที่อยู่ในมือของยี่ชิงตกลงไปบนพื้นเสียงดัง “เพล้ง” จนแตกเป็นเสี่ยง ๆ ไปเสียแล้ว