บทที่ 6 เซียวเถียน
ดูเหมือนว่าเปาจึจะมองเห็นความสงสัยของเขาแล้ว เขาจึงเชิดหน้าขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจและพูดว่า “ท่านแม่ของข้าเป็นหมอเทวดา ไม่รู้หนังสือก็เป็นหมอเทวดาได้เช่นกัน”
แล้วองครักษ์เซียวก็ถามคำถามเปาจึด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่สงบเยือกเย็นอีกจำนวนหนึ่ง จึงได้ค้นพบชีวิตประจำวันของสองคนแม่ลูกแล้ว
แท้จริงแล้วนางต้องอาศัยการรักษาโรคในการเลี้ยงดูครอบครัว ผู้หญิงคนเดียว แถมมีลูกหนึ่งคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ตระกูลยี่รู้เรื่องนี้ดี แต่ไม่อาจส่งเงินมาให้พวกนางได้เลย
เพื่อความอยู่รอดนางจึงไม่มีทางอื่นนอกจากต้องทำเช่นนั้น ตราบใดที่ไม่คราชีวิตผู้ใด องครักษ์เซียวก็คิดว่าเขาก็น่าจะสามารถเข้าใจและเห็นอกเห็นใจนางได้เช่นกัน
“เจ้าไม่อยากถามข้าเรื่องแม่ทัพเซียวสักหน่อยหรือ?” องครักษ์เซียวถาม “ข้าสามารถบอกเจ้าได้”
เปาจึส่ายหน้าไปมา “ข้าไม่อยากถาม สิ่งที่ข้าพูดคือสิ่งที่ข้าคิด”
“ได้เวลารับประทานอาหารแล้ว! เปาจึมาจัดชามและตะเกียบเร็ว!” เสียงที่สดใสไพเราะของยี่ชิงดังขึ้น
“มาแล้ว” เปาจึกระโดดลงมาจากเก้าอี้ แล้วเปิดม่านวิ่งออกไป จากนั้นก็กลับมาโผล่ศีรษะเข้ามาพูดกับองครักษ์เซียวว่า “ท่านทำตัวตามสบายเลยนะ จริงสิ ไปล้างมือก่อนเถอะ แม่ของข้าเกลียดคนที่ไม่ล้างมือเวลากินข้าวน่ะ”
องครักษ์เซียวเองก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครเช่นกัน เขาได้ไปหาอ่างในลานแล้วตักน้ำมาล้างมือด้วยตัวเอง ในขณะที่กำลังมองดูเปาจึตัวน้อยจัดวางชามและตะเกียบ ส่วนจื่อซูก็ยกอาหารมาวาง และยี่ชิงก็กำลังถอดผ้ากันเปื้อนออก แล้วจับผมที่ร่วงลงมาจากขมับโดยไม่รู้ตัว
นางแต่งตัวด้วยชุดไว้ทุกข์ แต่กลับยากที่จะซ่อนรูปร่างที่อรชรอ้อนแอ้นและใบหน้าที่สวยงามของนางเอาไว้ได้
นางบอกว่านางอายุยี่สิบปีแล้ว และลูกๆต่างก็อายุสี่ขวบครึ่งแล้ว แต่นางกลับดูเหมือนสาวน้อยอายุสิบสี่หรือสิบห้าปี นางยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางที่สวยงามและปราดเปรียว ยิ่งทำให้คนที่มองเห็นดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาในทันใด
อาหารที่อยู่บนโต๊ะนั้นเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอาหารที่ทำกินเองที่บ้าน องครักษ์เซียวเฝ้ามองดู ราวกับว่าเขาไม่เคยกินอาหารแบบนี้มาก่อน
“เราเป็นครอบครัวเล็ก ๆ อย่าพูดถึงการแบ่งที่นั่งเลย กิน ๆ ไปก่อนเถอะ” ยี่ชิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วตัวเองก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมูตุ๋นน้ำแดงให้เปาจึ
องครักษ์เซียวนั่งลงข้าง ๆ นาง และมีความระมัดระวังตัวอยู่เล็กน้อย
จื่อซูยกบะหมี่ชามหนึ่งมาให้เขา บนบะหมี่มีไข่ดาวต้มสองฟองและผักใบเขียวหนึ่งกำมือวางอยู่ มันดูธรรมดามาก แต่หลังจากที่เขาได้กินเข้าไปกลับพบว่าเส้นบะหมี่นั้นเหนียวนุ่มและน้ำซุปก็สดอร่อยมาก
หมูตุ๋นน้ำแดงเข้าไปละลายในปาก มันทั้งหอมและนุ่ม หลังจากที่องครักษ์เซียวกินทางด้านนี้ของตัวเองจนหมดแล้วเขาก็รู้สึกอายเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าตัวยี่ชิงเองจะไม่ได้กินเลยแม้แต่คำเดียวนะ
“ขอบะหมี่อีกชาม” องครักษ์เซียวพูด
ยี่ชิง “......ไม่มีแล้ว”
บะหมี่ที่นางให้เขา นางได้ใช้ชามลายครามที่ใหญ่ที่สุดในบ้านแล้ว ซึ่งมันแทบจะเหมือนกับอ่างน้ำเลย คนหนึ่งคนกินในปริมาณที่สามคนกินเข้าไปแล้ว ยังต้องการจะกินอีกชามอย่างนั้นหรือ?
เลี้ยงไม่ไหวแล้วนะ!
องครักษ์เซียวรู้สึกอายเล็กน้อย
“เจ้าก็ถูไถไปก่อนนะ ในหม้อยังมีหมูตุ๋นน้ำแดงอยู่ เจ้ากินเนื้อสักชามทดแทนได้ไหม?” ยี่ชิงเจรจาด้วยอารมณ์ที่ดี
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เขาก็ได้ให้เงินมาแล้ว ถ้าเขาขอรับประทานอาหารให้อิ่มท้องมันก็ไม่ได้มากเกินไปอะไร
แต่นางขี้เกียจเกินกว่าจะไปทำ ดังนั้นนางก็เลยต้องอารมณ์ดี
องครักษ์เซียวคิดในใจว่า ช่างสอดคล้องกับความคิดของข้ามาก
“เช่นนั้นก็เอาแบบนี้เถอะ” เขาพยายามแข็งใจพูด
ยี่ชิงเติมหมูตุ๋นน้ำแดงที่เหลือทั้งหมดลงในชามของเขา และพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า “โคตรเลี่ยนเลย”
ผลสุดท้ายหลังจากที่องครักษ์เซียวกินเสร็จแล้วเขาก็ยังไม่หายอยาก
ยี่ชิงตกตะลึง และเปาจึก็ตะลึงเช่นกัน
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ผู้ชายคนหนึ่งจะกินได้มากถึงขนาดนี้
องครักษ์เซียวจึงพูดกับเปาจึว่า “ตอนที่ข้าอยู่ในกองทัพ ข้าสามารถกินข้าวได้มื้อละแปดชามเชียวนะ”
เปาจึเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาต่อเขาในทันที
ยี่ชิงเอามือกุมหน้าผาก ลูกชาย เจ้าจะไปเลื่อมใสคนที่ไม่เป็นโล้เป็นพายอย่างนั้นทำไม?
จื่อซูเอาชามไปล้าง หลังจากนั้นก็พาเปาจึไปเรียนหนังสือ
“ไปไหนกัน?”
“ในหมู่บ้านข้าง ๆ มีชายชราท่านหนึ่ง เขามีวิชาความรู้มาก เปาจึจะไปขอคำแนะนำและวิชาความรู้จากเขาทุก ๆ สิบวันในวันที่สอง สิบสอง และยี่สิบสอง” ยี่ชิงพูด
ตอนที่นางพูดเช่นนี้ นางกำลังวาดสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็น “ยันต์ผีวาด” ให้กับองครักษ์เซียวอยู่ที่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือของห้องปีกตะวันตก
ยี่ชิงกำลังคิดอยู่ในใจว่าจะย้ายโต๊ะออกไป แต่เมื่อคิดว่าองครักษ์เซียวน่าจะพักอยู่ที่นี่สองสามวันอีกครั้ง มันจะไม่คุ้มกับงานด่วนได้
นางกำลังคิดสูตรยาใหม่ ๆ อยู่ ความจำที่ดีไม่สู้ปลายพู่กันที่ยุ่งเหยิง นางจำได้เองก็พอแล้ว
“จริงสิ องครักษ์เซียว เจ้าชื่ออะไรรึ?” ทันใดนั้นยี่ชิงก็จำคำถามนี้ขึ้นมา “เจ้าเป็นญาติห่าง ๆ ของแม่ทัพเซียว หรือเจ้าได้ทำคุณงามความดีแล้วได้รับพระราชทานนามสกุล?”
องครักษ์เซียวหยิบพู่กันออกมาจากราวแขวนพู่กัน “ปั๊ก——" เขาได้หักมันเสียแล้ว
ยี่ชิง “......”
นั่นเป็นเงินสามสิบเหวินเลยนะ! ฟังจากเสียงที่ดังขึ้นมาแสดงว่ามันไม่เหลือแล้วใช่หรือไม่?
นางอดไม่ได้ที่จะถมึงตาจ้องมอง “สามสิบเหวิน!”
ในขณะที่องครักษ์เซียวกำลังมองดูท่าทางที่โมโหมากของนาง เขาก็พูดว่า “มิน่าล่ะมันถึงได้คุณภาพต่ำเช่นนี้"
“ใครที่จะมาแต่งงานกับเจ้าในอนาคตคงน่าสังเวชใจ ที่จะต้องถูกเจ้าหักเอวเสียแล้ว” ยี่ชิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วยื่นพู่กันที่อยู่ในมือให้เขา “ใช้อย่างระมัดระวังหน่อย!”
องครักษ์เซียวหน้าแดงแล้วแดงอีกด้วยความโกรธ แต่ยี่ชิงกลับไม่รู้ว่าตัวเองได้พูดคำที่สบประมาทเหยียดหยามเขาออกมาแล้ว
องครักษ์เซียวจึงหยิบพู่กันไปเขียนคำสองสามคำลงบนกระดาษ
“นี่คือชื่อของข้า” เขาผลักกระดาษให้ไปอยู่ตรงหน้ายี่ชิง
ยี่ชิงวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบสักครู่หนึ่ง ทันใดนั้นนางก็รู้สึกประหลาดใจ คิดไม่ถึงเลยว่านางจะรู้จักคำเหล่านี้ สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้หนังสือคนหนึ่งแล้ว นี่ไม่ใช่วาสนาตอะไรเลย!
“เซียวอะไรรึ?”
“เซียวเถียน!” องครักษ์เซียวพูดอย่างเย็นชา
เขาคิดว่าเขาสามารถระงับอารมณ์ได้มาก แต่เมื่อเขาได้พบกับผู้หญิงเช่นนี้ เขาไม่สามารถอดทนได้จริง ๆ
