บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 กลับบ้านกับนาง

องครักษ์เซียวสะบัดแขนเสื้อ แล้วพูดว่า “พูดจาเหลวไหลทั้งเพ”

อ้าวเฮ้ย ความสามารถไม่มี ยังจะมาเจ้าอารมณ์อีก มีดีแค่หน้าตาดีเท่านั้นแหล่ะ!

ยี่ชิงทำเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา แล้วพูดว่า “องครักษ์เซียวรู้สึกอายและขุ่นเคืองมากก็เลยโกรธจนไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ตัวเองละเลยหน้าที่ใช่ไหม? แอบอ้างว่าเป็นญาติของขุนนาง ข้ายอมรับว่าตัวเองไม่มีความกล้านี้เลย ในเมื่อข้ากล้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าจะต้องมีหลักฐานอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะต้องเสี่ยงอันตรายจึงจะได้มาซึ่งความร่ำรวยและฐานะอันสูงส่งก็ตาม ข้าจะลากลูกชายของข้ามาเสี่ยงอันตรายด้วยไหม?”

องครักษ์เซียวมองไปที่ยี่ชิงโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ และมองด้วยสายตาที่เคร่งขรึมเด็ดขาด

ยังคงเป็นคนที่ไม่ชอบพูดคนหนึ่งล่ะสินะ

ยี่ชิงจึงถามว่า “ก่อนอื่นองครักษ์เซียวลองคิดดูดี ๆ นะ เหรินเหอปีที่ยี่สิบเจ็ด ในวันที่หนึ่งและวันที่สองเดือนตุลาคมสองวันนี้ เจ้าได้อยู่ข้างกายแม่ทัพเซียวหรือไม่?”

ลู่เทียนจั่วตอบว่า “เมื่อสักครู่นี้ข้าก็ได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว นี่ไม่ถือว่าเป็นความลับสุดยอดในกองทัพ ไม่แน่ว่าเจ้าก็แค่ไปได้ยินเรื่องนี้มาเท่านั้นเองก็ได้"

“ท่านแม่” เปาจึดึงชายเสื้อของยี่ชิงไปมา “พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้มาเพื่อแสดงตัวว่าเป็นเครือญาติอะไรอยู่แล้ว พวกเขายังต้องคุมกันและส่งโลงศพของท่านพ่อข้าเข้าไปในเมืองหลวงอีกนะ อย่าเสียเวลาอยู่ตรงนี่เลยเดี๋ยวจะถูกฮ่องเต้ตำหนิได้นะขอรับ เรากลับบ้านกันเถอะ ข้าอยากกินหมูตุ๋นน้ำแดงฝีมือที่ท่านแม่ทำแล้ว”

ในที่สุดฉางหยวนจื้อก็จับจุดบกพร่องได้แล้ว “ยังจะบอกว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านแม่ทัพอยู่อีก กระดูกของท่านแม่ทัพยังไม่เย็น เจ้าจะไปกินเนื้ออะไร?”

เขาไม่ได้กินเนื้อมาหนึ่งเดือนแล้ว ในปากของเขาแทบจะไม่มีรสชาติใดใดแล้ว

เปาจึใช้สายตาที่เย็นชาคู่หนึ่งมองไปที่เขา และพูดคำต่อคำว่า “พ่อของข้ามอบชีวิตให้แก่ข้า แต่เขาไม่เคยเลี้ยงดูข้าเลยแม้แต่วันเดียว ความทุกข์ยากที่ท่านแม่ได้รับ จะมากหรือน้อยก็หนีไม่พ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา ข้ามาส่งเขา ข้าได้พยายามทำดีที่สุดแล้ว! วันนี้ได้พบหน้า ก็ต้องแยกจาก ข้าชื่อยี่ตู่ และข้าจะเป็นอย่างเขาเซียวจิ้งหานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ทุ่มเทสติปัญญาและความสามารถทำงานจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และสละชีพในสนามรบ

ยี่ชิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจและตื้นตันใจมาก

เปาจึไม่เคยบอกกับนางมาก่อนเลย นางไม่รู้เลยว่า เขาจะมีความขุ่นเคืองอย่างสุดซึ้งเช่นนี้ต่อพ่อผู้ให้กำเนิดของเขา

นางชื่นชมไปพลาง ตำหนิไปพลาง

ยี่ชิงปวดหัวแทบจะระเบิดแล้ว

นางกำลังพิจารณาถึงปัจจัยสำคัญของการมีท่าทางที่ดีก่อนทำเรื่องไม่ดี!

นิสัยที่ไม่ยอมแสดงความบ้าระห่ำภายในใจออกมาและดื้อรั้นแบบนี้เหมือนใครกันแน่นะ!

ในขณะที่องครักษ์เซียวกำลังมองสองคนแม่ลูกอยู่นั้น คิ้วของเขาก็เกือบจะขมวดเข้าหากัน

หัวสมองของยี่ชิงหมุนวนไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วนางก็ปรับตัวไปตามสถานการณ์ และคล้อยตามสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยด้วยการพูดขึ้นมาว่า “เปาจึ ในเมื่อเจ้าไม่ยินยอม แม่ก็จะไม่บังคับเจ้า แม่ไม่มีความรู้มากนัก ในเมื่อพ่อของเจ้าตายไปแล้ว เรื่องต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังเขาก็จะยุ่งยากซับซ้อน และอิทธิพลต่าง ๆ ก็จะพัวพันเข้ามา เกรงว่าหลังจากที่แสดงตัวว่าเป็นเครือญาติออกไปแล้ว เจ้ากับแม่ก็จะถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยได้นะ ไม่สู้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบ ๆ ในหมู่บ้านหลี่เจียเช่นนี้จะดีกว่า”

นางไม่เชื่อหรอกว่า เมื่อคนที่มีความจงรักภักดีที่โง่เขลาต่อเซียวจิ้งหานเหล่านี้รู้ว่านี่อาจจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเซียวจิ้งหานแล้ว พวกเขายังจะสามารถเฝ้าดูเปาจึระเหเร่ร่อนอยู่ในหมู่ประชาชนคนใช้แรงงานกันตาปริบ ๆ ได้

ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อย พวกเขาทุกคนต่างก็ไม่อาจจะทอดทิ้งเขาได้

คนที่ยึดมั่นในความเป็นธรรมส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ประกอบอาชีพต่ำต้อย แต่คนที่ไม่มีมโนธรรมและทรยศส่วนใหญ่จะเป็นบัณฑิต

เมื่อพิจารณาถึงเรื่องความภักดีและดื้อรั้นหัวแข็ง ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถเทียบกับบรรดาผู้ชายที่หยาบกระด้างตรงหน้าเหล่านี้ไม่ได้

ยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้า แต่ดันน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นซะงั้น

ลูกชายคนเก่ง พระคุณช่วย! ในใจของยี่ชิง รู้สึกเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง

“จื่อซู เก็บข้าวของ” นางยืนขึ้นมาแล้วเอ่ยปากพูด

“รอเดี๋ยว” ในที่สุดองครักษ์เซียวก็เอ่ยปากพูด ดวงตาสีดำเหมือนสระน้ำลึกที่เย็นเยือก และมีแรงกดดันอันน่าเกรงขามที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดผวาซ้อนอยู่ด้วย

แต่ยี่ชิงกลับกำลังมองดูเขาโดยไม่หลบหลีก

นางเป็นเพียงผู้หญิงที่มีความสูงเท่ากับผู้หญิงทั่วไป นางต้องเงยหน้าขึ้นจึงจะสามารถมองหน้าเขาได้ รู้สึกเมื่อยคอมากจริง ๆ เลยอ่ะ

ส่วนสูงของพวกเขาแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยไม่กลัวว่าจะเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมเลย

“เจ้าจะพิสูจน์อย่างไร ว่าเขาคือเลือดเนื้อเชื้อไขของแม่ทัพเซียว?” องครักษ์เซียวชี้ไปที่เปาจึและถาม

หึหึ ต้องการพิสูจน์ว่า “พ่อของข้าเป็นพ่อของข้าไหม" อย่างนั้นหรือ?

แต่ถึงอย่างไรก็ตามนางได้เตรียมพร้อมเอาไว้ตั้งนานแล้ว ด้วยเหตุนี้นางจึงมองค้อนองครักษ์เซียวแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “อยากรู้ ก็ออกไปหาที่เงียบๆคุยกันเถอะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปหาที่เงียบๆคุยกันเลย” องครักษ์เซียวสาวท้าวพรวดๆเดินออกไปไม่ไกล และยี่ชิงก็ตบไหล่ของเปาจึไปมา แล้ววิ่งตามเขาออกไปอย่างรวดเร็วด้วยก้าวเล็ก ๆ

“ว่ามาได้เลย” องครักษ์เซียวยืนเอามือขัดหลังในขณะที่กำลังมองไปที่ยี่ชิง

แต่ยี่ชิง กลับเปลี่ยนตำแหน่งกับเขาแล้ว โดยนางได้หันหลังให้กับทุกคน แล้วเงยหน้าขึ้นไปมององครักษ์เซียวและพูดว่า “เซียวจิ้งหาน มีปานสีแดงรูปหัวใจรูปหนึ่งอยู่ที่ก้น และเปาจึก็มีปานที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ อยู่ในตำแหน่งเดียวกันด้วย”

นางได้ทำการพูดจริงและเท็จผสมปนเปกัน นางจะไม่มีทางทำให้เขามองออกได้อย่างเด็ดขาด

แต่นางจำเป็นต้องหันหลังให้เปาจึแล้วพูดออกมา เพราะเจ้าตัวเล็กมีทักษะพิเศษที่สามารถแยกแยะรูปปากได้

แม้ว่าเขาอาจจะแยกแยะคำพูดยาว ๆ เช่นนี้ไม่ได้ แต่ก็ต้องเผื่อเอาไว้ อย่างไรเสียเจ้าตัวเล็กก็ยังเป็นคนที่ตรงไปตรงมามาก และเขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางเลย

ร่างกายขององครักษ์เซียวดูเหมือนจะเคลื่อนไหวแล้วเล็กน้อย แต่เขากลับไม่ได้ส่งเสียงใดใด และริมฝีปากของเขาได้เม้มแน่นขึ้นกว่าเดิมแล้ว

ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีจริง ๆ ถ้าหากไม่ใช่คนของเซียวจิ้งหาน วันข้างหน้าถ้าเกิดนางเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาแล้ว นางก็จะสามารถพิจารณาหาผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาแบบนี้สักคนได้จริง ๆ

ดูเหมือนว่าองครักษ์เซียวจะรู้สึกได้ถึงดวงตาที่เร่าร้อนของนางแล้ว ทันใดนั้นเขาก็เหลือบมองมาที่นาง จนทำให้ยี่ชิงตัวสั่นขึ้นมาด้วยความตกใจ

“องครักษ์เซียวยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกหรือ?” ยี่ชิงยิ้มให้เขาอย่างกวน ๆ

นางคิดว่าหน้าตาของตัวเองก็ยังถือว่าไม่ทำให้มหาชนผิดหวังอยู่นะ แต่ทำไมองครักษ์เซียวถึงได้มีท่าทีจงเกลียดจงชังนางเช่นนี้ล่ะ?

ผู้ชายคนนี้เนี่ย ถึงแม้ว่าเขาจะหน้าตาดีเป็นสำคัญก็ตาม แต่ถ้าเขาตาบอดก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว

เขาชื่นชมความงามของนางไม่ได้ ช่างน่าเสียดายดวงตาที่สวยงามขนาดนั้นคู่หนึ่งจริง ๆ

องครักษ์เซียวเดินไปกระซิบสองสามคำกับคนอื่น ๆ อีกสองคนโดยที่ไม่สนใจนางเลย

ยี่ชิงค่อย ๆ ก้าวไปอย่างช้า ๆ ก้มหน้าลงและแสร้งทำเป็นว่าจัดเสื้อผ้าให้เปาจึแล้วถามว่า “พวกเขาพูดอะไรกัน?”

องครักษ์เซียวกำลังใช้มือป้องปากเอาไว้ ดังนั้นเปาจึจึงมองไม่เห็นรูปปากของเขา

“ลู่เทียนจั่วผู้นั้นพูดว่า 'เช่นนั้นไม่ใช่จะบอกว่า มันเป็นเรื่องเท็จอย่างแน่นอนใช่ไหม?' ฉางหยวนจื้อพูดว่า 'จัดการกับนางไปเลยก็สิ้นเรื่อง' ขอรับ......”

ผ่านไปครู่หนึ่ง หลังจากที่องครักษ์เซียวพูดอะไรบางอย่าง เปาจึก็พูดอีกครั้งว่า “ลู่เทียนจั่วพูดว่า 'ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็ลองมาดูกันก่อนว่าเบื้องหลังของนางแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ แต่ใครจะไปล่ะ?' ฉางหยวนจื้อพูดว่า 'ถ้าไม่อย่างนั้นเจ้าก็ไปเลยสิ อย่างไรเจ้าก็ไม่สะดวกที่จะกลับไปเมืองหลวงและจะอยู่ที่นี่ต่อพอดีเลยนี่'"

คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะสงสัยว่ามีคนอยู่เบื้องหลังนาง? เหอะ ๆ ปล่อยให้เขาตรวจสอบไปเลย! ยี่ชิงรู้สึกมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก

ว่าแต่ลู่เทียนจั่วไม่สะดวกที่จะกลับเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ? ทำไมเขาถึงไม่สะดวกล่ะ?

“พวกเจ้ากลับไปกันก่อน ข้าจะทิ้งคนผู้หนึ่งเอาไว้ให้อยู่คุ้มครองพวกเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นรอให้ข้าไปในเมืองหลวงและได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ก่อนค่อยว่ากันอีกที” ในที่สุดลู่เทียนจั่วก็หยุดกระซิบกับพวกเขา แล้วเดินมาพูด

เรียกว่าเป็นการคุ้มครอง แต่จริง ๆ แล้วเป็นการปกครองต่างหาก นี่คือแผนการ นางเข้าใจแล้ว!

ยี่ชิง ยอมรับมันด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับเสนอเงื่อนไขของตัวเองออกมาว่า “คนผู้นี้ปกป้องคุ้มครองพวกเรา เช่นนั้นเขาก็ต้องอาศัยอยู่ในบ้านของข้าน่ะสิ! แล้วข้าจะคิดคำนวณค่าอาหารและที่พักอย่างไร?”

กินฟรีดื่มฟรี นางจึงไม่อาจเมินเฉยได้ ถ้าเรื่องนี้สำเร็จแล้วก็ยังนับว่าทำได้ แต่ถ้าไม่สำเร็จนางจะต้องแถมเงินให้ด้วยอย่างนั้นหรือ?

และลู่เทียนจั่วก็เป็นคนที่ตัวเป็นคนแต่นิสัยเหมือนสุนัข หากอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน มันก็ไม่นับว่าขวางหูขวางตามากเท่าไหร่

ลู่เทียนจั่วล้วงเอาเงินเหรียญหนึ่งออกจากแขนเสื้อแล้วโยนมา แต่กลับถูกจื่อซูจับเอาไว้ได้อด้วยสายตาและมือที่ว่องไว

“ได้ แล้วใครจะไปกับข้าล่ะ?” ยี่ชิงพูดอย่างตรงไปตรงมา หลังจากที่ได้รับเงินมาแล้วนางก็ดำเนินการเลย โดยแสร้งทำเป็นว่านางไม่รู้อะไรเลย แล้วจึงเอ่ยปากถาม

“ข้าเอง” องครักษ์เซียวพูดขึ้นมาอย่างช้า ๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel