บทที่ 19 วางแผนร้าย
ยี่ชิงถูกพาตัวไปจนถึงประตูหลังของลานบ้าน และมีสาวใช้จอมยุทธ์ก้าวไปข้างหน้าและเคาะประตูเบา ๆ ไม่นานหญิงชราที่กำลังสวมเสื้อคลุมสีไม้กฤษณาและมีรอยย่นอยู่เต็มใบหน้าคนหนึ่งก็เดินออกมา
“แล้วเงินล่ะ?” หญิงชราเปิดประตูออกแล้วถาม
ยี่เหวยเวยแสดงสีหน้าที่หงุดหงิดออกมาบนใบหน้า และพยักหน้าไป สาวใช้จึงล้วงเอาธนบัตรใบหนึ่งออกมาจากหน้าอกแล้วยื่นให้กับนาง
หญิงชราส่องแสง แล้วใช้ดวงตาที่ขุ่นมัวของนางมองดูเงินนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยี่ชิงจึงพูดกับ ยี่เหวยเวยอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “ดูเหมือนว่าความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของเจ้าจะธรรมดามากเลยนะ!”
ยี่เหวยเวย ทำเสียงหึหนึ่งครั้ง แล้วพูดว่า “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”
“ข้าหรือ?” ยี่ชิงยิ้มอย่างแจ่มใส “เจ้าต้องการจะมอบงานแต่งดี ๆ ให้ข้าไม่ใช่หรือ? พ่อแม่เจ้ารักเจ้ามากขนาดนั้น การแต่งงานที่จัดให้เจ้าถูกยกมาข้าแล้ว ทำไมข้าจะไม่มีดีใจล่ะ?”
ทันใดนั้นสีหน้าของยี่เหวยเวยก็ดูไม่ได้ขึ้นมาเล็กน้อย
ยี่ชิงถอนหายใจแล้วพูดว่า “เจ้าดูเจ้าสิ เจ้าดูไม่ได้เลย แถมยังไม่อยากยกผลประโยชน์ให้คนอื่นอีก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเจ้าถึงไม่รับไปเองเลยล่ะ? อย่างไรเสียด้วยฐานะที่สูงส่งเช่นนี้ของเจ้า คงจะสามารถเลี้ยงดูผู้ชายสักคนสองคนได้อยู่แล้วล่ะ ถูกต้องหรือไม่?”
“หุบปากนะ!”
ยี่เหวยเวยเองก็ไม่ได้โง่จนฟังการดูถูกเหยียดหยามที่อยู่ในคำพูดของนางไม่ออก นางจึงกัดฟันพูดขึ้นมาด้วยความโกรธ
ยี่ชิงพูดว่า “เจ้าคิดให้ดี ๆ นะ หลังจากที่เดินเข้าประตูบานนี้ไปแล้วเจ้าจะเสียใจภายหลังไม่ได้แล้วนะ แท้จริงแล้วเจ้าอยากจะยกผลประโยชน์ให้ข้าหรือไม่? ถึงเวลานั้นข้าได้กลายเป็นลู่ฮูหยินแล้ว คิดเสียใจภายหลังมันก็สายไปแล้วนะ”
คิดไม่ถึงเลยว่าบนใบหน้าของยี่เหวยเวยจะแสดงสีหน้าที่สับสนเล็กน้อยออกมาจริงๆ
แต่ทว่าในเวลานั้นเองสาวใช้ที่อยู่ข้างหลังนางก็เตือนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “คุณหนู อย่าไปฟังนางนะเจ้าคะ นางก็แค่พยายามจะหลบหนีเท่านั้น อีกอย่าง เรื่องที่ไปตามหาคนที่มีฐานะอื่นมาคนหนึ่ง จะอธิบายไปว่าอย่างไรเจ้าคะ? ไม่ว่าอย่างไรก็ตามตอนนี้สามารถพูดได้ว่า เป็นการแต่งงานระหว่างตระกูลลู่กับตระกูลยี่ จึงไม่นับว่าตระกูลยี่ไม่ทำตามสัญญานี่เจ้าคะ””
ยี่เหวยเวยพูดว่า “โชคดีที่เจ้าเตือนข้า”
ยี่ชิง ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
“เจ้าดูเสร็จแล้วหรือยัง?” ยี่เหวยเวยตะหวาดหญิงชราด้วยความหงุดหงิด
หญิงชราเก็บธนบัตรเอาไว้ในแขนเสื้อ แล้วพึมพำว่า “ทั้งหมดนี้คือการเอาชีวิตคนมาแลกเงิน ข้าจะระมัดระวังหน่อยไม่ได้หรือยังไง? เข้ามาสิ เงียบเสียงหน่อย!”
ยังไม่มีคนรับใช้คนใดกล้าพูดกับนางอย่างเย่อหยิ่งขนาดนี้มาก่อนเลยนะ!
สีหน้าของยี่เหวยเวยก็กำลังจะเกิดโทสะขึ้นมา แต่กลับถูกสาวใช้ที่อยู่ข้างหลังนางโน้มน้าวเอาไว้ “คุณหนู ธุระของเราสำคัญกว่านะเจ้าคะ”
ยี่เหวยเวย จึงทำเสียงหึอย่างเย็นชาและพูดกับหญิงชราว่า “ยังไม่นำทางไปอีก!”
หญิงชรานำทางคนสองสามคนไปจนถึงหน้าห้องห้องหนึ่ง แล้วพูดว่า “อยู่ข้างใน มีเพียงทหารองครักษ์สองคนเท่านั้น ถูกข้าวางยาสลบจนหลับไปแล้ว ตอนนี้มีเพียงคุณชายอยู่ข้างในตามลำพัง พวกเจ้าเร็วๆหน่อยแล้วกัน”
สิ้นเสียงพูด หญิงชราก็วิ่งไปแล้ว ยี่เหวยเวยถีบประตูห้องออก ผลักยี่ชิงเข้าไปข้างใน แล้วเอาแขนทั้งสองข้างกอดอกและพูดอย่างเย็นชาว่า “ถอดเสื้อผ้าซะ!”
บนเตียงมีผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาไม่เลวเลยในความคิดของยี่ชิงกำลังนอนอยู่ เขามีคิ้วยาวและขนตายาว สันจมูกโด่งมาก ผิวขาวหมดจด และแม้แต่ความโค้งของริมฝีปากก็ไร้ที่ติ ช่างทำให้รู้สึกสบายตาสบายใจจริง ๆ
“เป็นเขาเองหรือ?”
“พูดไร้สาระให้มันน้อย ๆ หน่อย” ยี่เหวยเวยพูดด้วยความหงุดหงิด “ข้าให้เจ้าถอดเจ้าก็ถอดไป อย่าได้คิดที่จะถ่วงเวลา”
“ข้าถ่วงเวลาอะไร?”ยี่ชิงยิ้มเล็กน้อย แล้วเอื้อมมือออกไปปลดกระดุมเม็ดแรกของตัวเองออก
“คุณหนู ยาเจ้าค่ะ” สาวใช้ที่อยู่ข้างหลังยี่เหวยเวยเตือนอีกครั้ง
ยี่ชิงเหลือบมองไปทางนาง แล้วพูดว่า “ช่างเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์จริง ๆ”
ยี่เหวยเวยขมวดคิ้วและเอื้อมมือไปหยิบขวดยาลายครามสีขาวขวดหนึ่งจากในมือของสาวใช้ เทยาออกมาเม็ดหนึ่ง แล้วยัดเข้าไปในปากของยี่ชิง โดยไม่พูดอะไร
และยี่ชิงก็ให้ความร่วมมือเช่นกัน นางกลืนมันลงไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นนางถอดเสื้อผ้าและเข้าไปในผ้าห่มแล้ว ยี่เหวยเวยจึงพาคนออกไป
ในขณะที่กำลังฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เดินจากไปไกล ยี่ชิงก็พูดขึ้นมาอย่างช้า ๆ ว่า “เจ้ายังจะแกล้งหลับไปอีกนานแค่ไหน?”
ลู่เทียนซุนลืมตาขึ้นมา แล้วพินิจพิเคราะห์ผู้หญิงที่นอนเคียงหมอนว่า ตาใสฟันขาว สายตาแหลมคม ช่างเป็นผู้หญิงที่เลือดร้อนคนหนึ่งจริง ๆ
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าตื่นอยู่?”
“ข้าเดาน่ะ” ยี่ชิงพูด “อย่างไรเสียถ้าสถานการณ์ที่ไม่ดีเช่นนี้ก็รับมือไม่ไหว เหตุใดถึงยังประกาศตัวว่าเป็นคนที่ 'คำนวณแผนการไม่เคยพลาด'อย่างไม่อายได้อีกล่ะ?”
ในขณะที่ลู่เทียนซุนกำลังมองดูต้นคอที่ขาวผ่องของนางอยู่นั้น เขาก็ยิ้มเล็กนอยพร้อมกับแก้ไขคำพูดของนางว่า “ไม่ใช่การประกาศตัว แต่เป็นคำชมที่เกินจริงของปุถุชนต่างหาก”
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน” ยี่ชิงพูดด้วยความหงุดหงิด “เจ้ายังไม่ได้เรียกคนของเจ้าเข้ามาอีกรึ? จะรอจนกระทั่งนิสัยอันป่าเถื่อนของข้ากำเริบขึ้นมาเล่นงานเจ้าจริง ๆ หรือ?”
ลู่เทียนซุนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็มุมปากยกขึ้น และเผยเส้นโค้งขนาดใหญ่ออกมา “เจ้าเป็นผู้หญิงจากหอโคมเขียวหอนางโลมไหนรึ? น่าสนใจจริง ๆ”
หอโคมเขียวรึ? เจ้าน่ะสิมาจากหอโคมเขียว และทั้งครอบครัวของเจ้าก็มาจากหอโคมเขียวทุกคน
ยี่ชิงมองเขาด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยและพูดว่า “ข้าน่าสนใจ แล้วเจ้าล่ะมีประโยชน์ไหม?”
ลู่เทียนซุนตกตะลึงอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็อดที่จะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
“แม่นางห่มผ้าห่มให้เรียบร้อย ข้าจะให้คนเข้ามาแล้ว”
มันช่างยากเย็นเหลือเกินที่จะได้เจอคนที่น่าสนใจสักคนลู่เทียนซุนไม่มีความคิดที่จะดูถูกนางเลย แต่เขากลับให้เกียรตินางมากเสียด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นไม่นาน คนของ ลู่เทียนซุนก็เข้ามา ก้มศีรษะคำนับเขาและพูดว่า “คุณชาย”
“บอกให้คนของเจ้าหยิบเสื้อผ้าของข้ามาก่อน” ยี่ชิงพูด
ลู่เทียนซุนพยักหน้าไปมา แล้วพยุงร่างกายส่วนบนของตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่ง
องครักษ์ของเขาหอบเสื้อผ้าที่แขวนอยู่บนฉากกันลมของ ยี่ชิงมา
ยี่ชิงพูดว่า “รบกวนเจ้าแล้ว วางไว้หัวเตียงก็ได้ ลู่เทียนซุน เจ้ายังไม่ออกไปอีกหรือ?”
ลู่เทียนซุนให้ทหารอุ้มเขาลงไปนั่งในรถเข็นที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นางวางแผนจะทำอย่างไรต่อไป?”
“เจ้าออกไปก็พอ” ยี่ชิงพูด “อีกไม่นานยี่เหวยเวยก็จะพาคนมาจับการลักลอบเป็นชู้กัน ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เจ้าต้องหนีก่อน ถูกต้องหรือไม่?”
ลู่เทียนซุนประสานมือทำความเคารพของและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ที่แม่นางพูดนั้นมีเหตุผล เช่นนั้นข้าก็จะออกไปก่อน แล้วเรามาดูกันว่า ยี่เหวยเวยคิดจะทำอะไร”
หลังจากที่พวกเขาออกไปแล้ว ยี่ชิงก็ด่าออกไปหนึ่งประโยค นี่จึงจะสามารถระงับเปลวไฟกองนั้นที่ลุกโชนภายในร่างกายได้ นางล้วงยาหนึ่งเม็ดออกมาจากในกระเป๋าและกัดฟันอมเอาไว้อย่างยากลำบาก จากนั้นกลิ่นอายที่เผ็ดร้อนและฉุนกลุ่มหนึ่งก็ได้กระจายไปทั่วภายในปากของนาง
นี่ไม่ใช่ยาแก้พิษครอบจักรวาล แต่ก็สามารถรักษาให้เห็นผลได้เช่นกัน
หลังจากที่นางหลับตาลงสักครู่หนึ่งแล้ว ก็ลุกขึ้นมานั่งและสวมเสื้อผ้าอย่างช้า ๆ แต่สิ่งที่นางคิดอยู่ในหัวสมองกลับเป็นเรื่องที่ว่าอีกประเดี๋ยวนางจะคุยกับลู่เทียนซุนให้เขารับเปาจึเป็นลูกศิษย์ได้อย่างไร
นางยังไม่ทันสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าที่เร่งด่วนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นมานอกประตู ยี่ชิงจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมแล้วนอนลงไปในทันที
“ยี่ชิง? ยี่ชิงเจ้าอยู่ที่ไหน?”
เป็นเซียวเถียนเองหรือนี่ ? !
ยี่ชิงจึงพูดว่า “ข้าอยู่ในนี้ เข้ามาเลย”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูด ประตูก็ถูกถีบจนเปิดออกมาอย่างแรง แล้วใบหน้าที่งดงามมากจนทำให้ผู้หญิงทุกคนล้วนแต่ต้องอิจฉานั้นก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้ายี่ชิง
เพียงแต่ตอนนี้เซียวเถียนกำลังหายใจหอบอย่างหนัก หน้าผากและปลายจมูกล้วนมีเหงื่อออกไปหมด และเขาก็มีท่าทางกระเซอะกระเซิงเล็กน้อย
“เจ้าเป็นอะไรไปเสียแล้ว?” เซียวเถียนรีบพุ่งตัวไปอยู่หน้าเตียง หลังจากนั้นในขณะที่เขากำลังมองดูเสื้อผ้าที่นางสวมไม่ทันเสร็จซึ่งอยู่ข้างเตียง หน้าของเขาก็แดงขึ้นมาในชั่วพริบตา
เขาจึงหันหลังกลับไป สูดหายใจเข้าลึกๆสองสามเฮือก แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “เกิดอะไรขึ้น? เจ้าถูกใครลักพาตัวมาที่นี่อย่างนั้นหรือ? เจ้า......ต้องการให้ข้าช่วยไหม?”
เขาสงสัยว่านางถูกคนมัดอยู่และไม่ได้สวมเสื้อผ้า
ยี่ชิงกลอกลูกตาครู่หนึ่ง ความคิดใหม่ความคิดหนึ่งก็ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
ไม่ใช่ว่ายี่เหวยเวยต้องการจะวางแผนร้ายกับนางหรอกหรือ?
เช่นนั้นนางก็จะทำให้นางประหลาดใจซะเลย!
“ต้องการ เจ้าหันมาสิ” ยี่ชิงพูด
เซียวเถียนหันหลังกลับ แล้วสายตาก็จ้องมองปลายรองเท้าของตัวเองอย่างเรียบร้อยและไม่กล้ามองนาง
แต่ยี่ชิง กลับเอื้อมมือออกมาดึงแขนเสื้อของตัวเอง แล้วพูดว่า “มาช่วยข้าหน่อย ขึ้นมาบนเตียงก่อน”
ใบหน้าของเซียวเถียนแดงขึ้นถึงต้นคอ
