บทที่ 20 ทำการแสดงครบชุด
ในขณะที่ยี่ชิงกำลังมองดูท่าทางของเขานางก็อดยิ้มไม่ได้ และพูดหยอกล้อเขาว่า “องครักษ์เซียวช่างไร้เดียงสาจริง ๆ คงไม่ใช่ว่าเจ้าไม่เคยมีผู้หญิงมาก่อนกระมัง”
เซียวเถียนอดไม่ได้ที่จะพูดจาถากถางกลับไปว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ยี่ชิงกะพริบตาปริบ ๆ แล้วพูดว่า “ข้าเองก็ไม่ใช่คนที่ผ่านศึกมานับร้อยเช่นกัน ข้าเพียงแต่โจมตีไปครั้งเดียวก็เข้าเป้าเลยเท่านั้นเอง”
เซียวเถียนยอมซูฮกให้กับนางแล้ว
เวลาผู้หญิงคนนี้พูดเรื่องไร้สาระขึ้นมา ช่างเป็นผู้โดดเดี่ยวที่แสวงหาความพ่ายแพ้เสียจริง ๆ
“เจ้าขึ้นมาเร็ว ๆ หน่อย การแสดงดี ๆ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว” ยี่ชิงกลิ้งเข้าไปข้างในด้วยความหงุดหงิด ทำให้เกิดสถานที่ถ่ายทำแห่งหนึ่งขึ้น “รีบขึ้นมาเร็วๆ สิ ข้าไม่สามารถทำเรื่องต่ำช้าและเกินขอบเขตได้หรอกนะ”
เซียวเถียนขมวดคิ้วที่โค้งเรียวเหมือนดาบเล็กน้อย “ข้าจะกลับไปรับเปาจึ”
“ไม่ได้” ยี่ชิงพูด “ถ้าข้ายังไม่ได้ระบายความแค้นนี้ออกมาแล้ว อย่าแม้แต่จะคิดกลับไป"
เซียวเถียนหันหลังกลับและต้องการจะออกไป แต่เขากลับไม่ระวังจนถูกนางใช้แรงคว้าแขนเสื้อเอาไว้ได้ หลังจากนั้นก็สกัดไปที่จุดใดจุดหนึ่งบนแขนของเขา เขาก็เลยรู้สึกหมดแรง หลังจากนั้นก็ถูกนางดึงจนล้มลงมา ทับอยู่บนร่างกายของนาง.....
ดวงตาทั้งสี่ประสานกัน ใขณะที่กำลังมองดูใบหน้าที่ขยายใหญ่ขึ้นของอีกฝ่าย ยี่ชิงก็หัวเราะ "พุ๊บ” ขึ้นมาหนึ่งเสียง แต่เซียวเถียนกลับหน้าแดงเหมือนก้นลิง และต่อว่านางด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า “เจ้ายัยผู้หญิงคนนี้หนิ”
“ช่วยข้าก่อน ข้าต้องการจะแสดงอะไรดี ๆ ให้ยี่เหวยเวยได้ดู” ยี่ชิงเยียดแขนทั้งสองข้างออกไปโอบรอบคอของเขา “ซาลาเปาไส้เนื้อสองมื้อ ก็พอกินได้”
“ยี่เหวยเวยรึ?” เซียวเถียนขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก
“ใช่แล้ว มิฉะนั้นเจ้าคิดว่าเป็นเพราะลู่เทียนซุนชอบข้า ไม่อยากแต่งงานกับใครนอกจากข้า ดังนั้นก็เลยต้องการที่จะวางแผนเช่นนี้กับข้าอย่างนั้นหรือ?” ยี่ชิงหัวเราะเยาะ
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองนั้นใกล้กันเกินไป เซียวเถียนจึงสามารถสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลที่อยู่ภายใต้ร่างกายของนาง และลมหายใจที่พ่นออกมาดั่งดอกกล้วยไม้ของนาง ซึ่งมันได้ปะทะอยู่บนใบหน้าของเขาด้วยความอบอุ่นอีกด้วย
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” เขาหันหน้าออกไปมองที่โต๊ะแล้วพูด
หารู้ไม่ ว่าการที่ทำเช่นนี้ได้เป็นแสดงติ่งหูที่แดงก่ำของเขาออกมาต่อหน้ายี่ชิงแล้ว
ยี่ชิง “......”
ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงได้ขี้อายง่ายขนาดนี้นะ? ในใจรู้สึกว่าอยากจะพูดจาเกี้ยวพาราสีสักหน่อยอย่างอธิบายไม่ถูก นี่มันรสนิยมที่เลวร้ายอะไรกันเนี่ย?
นางอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เซียวเถียน พวกเรามาหารือกันดีไหม? ถึงจะไม่เคยกินเนื้อหมู แต่เจ้าก็น่าจะเคยเห็นหมูวิ่งมาบ้าง ท่าทางนี้ของเจ้า แกล้งทำได้ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ใช่หรือไม่? ถ้าเราไม่ให้ความร่วมมือกันดีดี ยี่เหวยเวยจะหลงกลเราได้อย่างไร?”
เซียวเถียนรู้สึกเสียใจที่เพิกเฉยต่อนางมากเกินไปเสียแล้ว ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นนั้น กลับเขาไม่ได้เตรียมป้องกันการพลิกตัวของยี่ชิงเลย คิดไม่ถึงเลยว่านางจะพลิกตัวกลับไปกดทับเขาไว้และยึดครองตำแหน่งที่อยู่ด้านบนไปเสียแล้ว
“เจ้าผู้หญิงคนนี้ เจ้ามียางอายบ้างหรือไม่?” เซียวเถียนต่อว่านาง
“เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้แล้ว” ยี่ชิงยิ้มระรื่น แล้วใช้สองมือดึงผ้าห่มมาจากด้านหลัง คลุมพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้อย่างแน่นหนา หลังจากนั้นก็ใช้เท้าทั้งสองข้างถีบผ้าห่มเป็นระยะ ทำท่าทางให้ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพลิกฟ้าคว้าฝนอยู่
แค่นี้ก็เสร็จแล้วหรือ?
ไม่มีแล้ว
สิ่งที่ตามมาทีหลังนี้จึงจะเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ยี่ชิงยิ้มเล็กน้อย ทันใดนั้นก็มีเสียงบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้เอ่อล้นออกมาจากปาก
ถ้าบอกว่านี่คือกระแสน้ำขึ้นสูง นั่นก็ไม่เป็นไร แต่ทว่านี่มันไม่ใช่
แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้ดวงตาของเซียวเถียนต้องกลอกกลิ้งไปมาก็คือ ยี่ชิงเพียงผู้เดียว นางเลียนแบบเสียงชายหญิงที่มีความรักอันลึกซึ้งต่อกันจนไม่อาจควบคุมได้ของพวกเขาทั้งสองคนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ถึงขนาดที่ว่า แม้แต่เสียง “ป้าบป้าบ”ก็ยังรวมอยู่ในนั้นด้วย!
ผู้หญิงคนนี้ กำลังขัดต่อกฎของสวรรค์แล้ว! นี่ก็คือความคิดทั้งหมดที่อยู่ในหัวของเซียวเถียน
ในขณะเดียวกันการเปล่งเสียงที่ชวนให้ผู้ชนคิดเพ้อเจ้ออย่างลม ๆ แล้ง ๆ เหล่านี้ก็มีปัญหา คิดไม่ถึงเลยว่ายี่ชิงจะต้องเผชิญหน้ากับรอยยิ้มกวนบาทาเจ้าที่อยู่บนใบหน้าของเขาตลอดกระบวนการ นางจึงพูดประหนึ่งว่าไร้ซึ่งเสียงพูดว่า “ข้าเก่งมากใช่หรือไม่?”
เซียวเถียนรู้สึกโกรธขึ้นมาเสียแล้ว
เพราะว่า—ร่างกายของเขามีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไปอย่างตรงไปตรงมาเสียแล้ว นี่ทำให้เขารู้สึกละอายใจมาก
แต่ยี่ชิงกลับไม่ได้สังเกตเห็นเลย นางยังคงแสดงการพากย์เสียงอยู่ และเลิกคิ้วขึ้นอย่างภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
ขณะที่เซียวเถียนคิดจะกัดฟันผลักนางไปด้านข้าง ประตูก็ถูกถีบออกเสียง “ปัง” หลังจากนั้นเสียงที่ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังของยี่เหวยเวยก็ดังขึ้นมาว่า
“ดีจริง พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันน่ะ!”
เซียวเถียนทำสีหน้าชีวิตไร้ความหมาย แล้วยกมือขึ้นมาปล่อยม่านเตียงลงในทันทีด้วยจิตใต้สำนึก และตำหนิยี่ชิงเสียงดังว่า “เจ้าทำเสียงหนวกหูพอแล้วหรือยัง!”
เขานึกว่าว่าเสียงของเขาจะสามารถทำให้ยี่เหวยเวยตระหนักได้ว่านางเข้าใจผิดพวกเขาแล้ว แต่ยี่เหวยเวยนั้นไม่เคยพูดกับลู่เทียนซุนเลย ดังนั้นนางจึงไม่ตระหนักใดใดเลย แต่นางกลับรีบก้าวไปข้างหน้าและเปิดม่านเตียงออกแทน
ในที่สุดเซียวเถียนก็ผลักยี่ชิงลงไปได้แล้ว แล้วตัวเองก็พยายามจับผ้าห่มเอาไว้แน่นเพื่อปกปิดปฏิกิริยาที่ไหนสักแห่งเอาไว้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาโกรธหรือว่าอายกันแน่
ยี่ชิงสวมเสื้อผ้าอย่างช้า ๆ และพูดกับยี่เหวยเวยที่กำลังตกตะลึงอ้าปากค้างอยู่เมื่อพบว่าได้เปลี่ยนคนไปเสียแล้วว่า “เป็นอะไรไป? ผ่านไปไม่นานก็ไม่รู้จักกันเสียแล้วหรือ?”
แล้วนางก็มองไปที่เซียวเถียนที่รู้สึกอับอายมากจนอยากจะขุดลงไปในรอยแยกของพื้นดินและพูดว่า “คราวหน้าน่ะ ก็ปิดหน้าเอาไว้เลย ถ้าเจ้าปิดหน้าเอาไว้ ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเจ้าเป็นใคร เจ้าปิดร่างกายเอาไว้จะไปมีประโยชน์อะไร?”
“เป็นไปได้อย่างไร? เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร? ลู่เทียนซุนล่ะ? แล้วเขาเป็นใครกันน่ะเนี่ย?” นางถามด้วยท่าทางที่ไม่อยากจะเชื่อ
หลังจากที่ยี่ชิงรัดเข็มขัดเสร็จแล้ว นางก็พูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่เต็มใจยิ้มว่า “แล้วลู่เทียนซุนคือใครรึ? นี่เจ้าพาใครมาที่นี่แล้วอย่างนั้นรึ?”
ยังมีผู้คนมากมายอยู่ข้างหลังยี่เหวยเวย และในนั้นก็มีสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ดูเหมืนว่าจะไม่มีฐานะที่ต่ำต้อยเลยคนหนึ่งอยู่ด้วย
ในเวลานั้นเองสตรีผู้สูงศักดิ์คนนั้นก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า “เหวยเวย เจ้าบอกว่าลูกชายของข้ากำลังมั่วโลกีย์กับใครอยู่มิใช่หรือ? ไปพาตัวลูกชายของข้าออกมาก่อน”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้ก็มีความโกรธเกรี้ยวที่ไม่อาจควบคุมได้อยู่ด้วย ซึ่งสถานะของผู้ที่มานั้นถ้าเอ่ยชื่อขึ้นมาก็จะทราบเลยเช่นกัน
“มั่วโลกีย์อย่างนั้นรึ?” ยี่ชิงหัวเราะเยาะ แล้วพูดขึ้นมาในขณะที่กำลังมองดูยี่เหวยเวยที่กำลังทำอะไรไม่ถูกว่า “ข้ากับองครักษ์เซียวมั่วโลกีย์กัน เกี่ยวอะไรกับเจ้า! โอ้ ข้ารู้แล้ว ได้ยินมาว่าเจ้ากำลังจะแต่งงานแล้ว เจ้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้วิธีเข้าหออย่างนั้นหรือ? จุ๊จุ๊จุ๊ ช่างน่าสนใจจริง ๆ ข้าหน้าแดงแทนจวนหวายเอินโหวไปหมดแล้ว!”
“เจ้า!” ยี่เหวยเวยหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว และทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้านี้ทำให้นางรู้สึกสับสนวุ่นวายไม่หยุดเลย
สตรีสูงศักดิ์คนนั้นพูดอย่างโกรธเคืองว่า “ถึงซุนเอ๋อร์ของข้าจะขาไม่ดี แต่พวกเราก็ไม่เคยโกหกจวนหวายเอินโหวเลย ถ้าไม่ใช่เพราะข้ากับแม่ของเจ้ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ของเจ้าเป็นคนริเริ่มที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เจ้าคิดว่าข้าจะยินดีให้การแต่งงานในครั้งนี้เกิดขึ้นหรือ? เจ้าไม่ชอบซุนเอ๋อร์ของข้า และข้าก็ยังไม่เคยชอบเจ้าเลยเช่นกัน!”
“เช่นนั้นก็ถอนหมั้นเลยสิเจ้าคะ!” ยี่เหวยเวยพูดเสียงดังขึ้นมา
เรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ขอเพียงแค่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการถอนหมั้นได้สำเร็จ แม้ว่ากลับไปแล้วจะถูกแม่ดุด่า นางก็จะกัดฟันยอมรับมัน
“ตกลง ถอนหมั้น!” สตรีผู้สูงศักดิ์คนนั้นพูดคำต่อคำ “ข้าจะไปถามแม่ของเจ้าดูก่อน เจ้าพาคนบุกรุกเข้ามาที่คฤหาสน์ตระกูลลู่ของข้า และคิดจะวางกับดักลูกชายของข้า บัญชีในครั้งนี้จะคิดอย่างไร!”
หลังจากที่พูดจบ สตรีผู้สูงศักดิ์ก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกไปด้วยความโกรธ และสาวใช้ที่อยู่ข้างหลังนางก็ทยอยเดินตามออกไปเช่นกัน
ในขณะที่ยี่เหวยเวยกำลังมองดูยี่ชิงอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อกัดนางสองสามคำว่า “เป็นเจ้า เจ้าเป็นคนวางเล่ห์กลนี้ใช่หรือไม่?”
“เป็นข้าเอง”ยี่ชิงพูดด้วยรอยยิ้มที่มีอยู่เต็มใบหน้าและอารมณ์ดีมาก “ทำไม อนุญาตให้เจ้าวางแผนกับข้า ไม่อนุญาตให้ข้าตอบโต้กลับอย่างนั้นหรือ? ถ้าจะให้ข้าพูดนะ กล้าทำกล้ารับ ในเมื่อไม่ชอบ เช่นนั้นก็ต่อต้านการแต่งงาน หนีการแต่งงาน และจะต้องกระทำการอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาด้วย ถูกต้องหรือไม่?”
“เจ้า!” ยี่เหวยเวยยกแส้ขึ้นมา
“เซียวเถียน!” ยี่ชิงตะโกน “เจ้ายังจะแกล้งตายอยู่หรือ?”
พอสิ้นเสียงพูด และมือขนาดใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากในแขนเสื้อ แล้วจับแส้ที่ยี่เหวยเวยตวัดมาอย่างแม่นยำและมีพลัง
“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการสักหน่อย” ยี่ชิงพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่เต็มใจยิ้ม “นี่คือเซียวเถียน ชู้รักของข้า องครักษ์ของท่านน้าที่ล่วงลับไปแล้ว ใช่แล้ว เจ้าคงรู้สินะ ว่าข้าได้ให้กำเนิดลูกชายคนหนึ่งแก่น้าของเจ้า ตามความอาวุโสแล้ว เจ้าต้องเรียกข้าว่าน้าสะใภ้นะ หลานสาวที่น่ารัก!”
