บทที่ 16 ซักถาม
ผู้หญิงคนนี้ ยี่ชิง ทะนงตัวเกินไป เซียวเถียนอยากรู้มากว่า ผู้ใดกันที่มีความสามารถมากขนาดนี้ ถึงได้ทำให้ยี่ชิงติดตามเขาได้โดยไร้ชื่อไร้ฐานะจนถึงขั้นยินดีที่จะให้กำเนิดบุตรแก่เขา?
เซียวเถียนถึงขั้นบังเกิดความคิดที่น่าขบขันความคิดหนึ่งอยู่ในใจ หรือว่าจะเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน?
นอกจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแล้ว เขาก็ไม่เห็นชอบว่าจะเป็นคนอื่นเลย
แต่ทันทีที่ความคิดแบบนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นมาก็ถูกตัวเองปฏิเสธว่า ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไหนเลยจะทรงมีเวลาว่างขนาดนั้นเล่า?
ผู้หญิงเหล่านั้นของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ทั้งหวนอ้วนเฟยผอม เขาก็ล้วนแต่กลัวว่าจะจำได้ไม่หมดด้วยซ้ำ
อีกทั้งถอยหลังหมื่นก้าว ถ้าเป็นบุคคลที่มีฐานะสูงส่งจริง ๆ ล้วนไม่จำเป็นต้องเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ได้นี่นา จัดการกับจวนหวายเอินโหวเล็ก ๆ จวนหนึ่งมีอะไรยุ่งยากกัน?
พ่อผู้ให้กำเนิดของ เปาจึคนนั้นคือใครกันแน่? รูปร่างกลมหรือแบน คนยังมีชีวิตอยู่ไหม?
ระหว่างที่เซียวเถียนกำลังใคร่ครวญเป็นร้อย ๆ รอบ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงประตูเรือนหน้าถูกเปิดออก
ถึงแม้ว่าเสียงจะเบามาก แต่ก็ไม่สามารถหลีกหนีจากใบหูที่เฉียบไวของเขาไปได้
หลังจากนั้นก็เป็นเสียงฝีเท้าที่วางได้เบามากของยี่ชิง
เซียวเถียนรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงมีความรู้สึกประหม่าที่ความจริงจะถูกเปิดเผยออกมาแบบนี้ด้วย
ดึกดื่นเที่ยงคืน ยี่ชิงไม่นอน และแอบออกไปข้างนอก นางจะไปพบใครกัน?
ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นพ่อของเปาจึก็ได้
ในเวลานี้ จะต้องมีเรื่องอะไรแน่ ๆ !
เขาจึงลุกขึ้นตาม ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาชั่วครู่ว่า เปาจึก็อยู่บ้านคนเดียว ถ้าเขาตื่นขึ้นมาจะกลัวหรือไม่?
ผู้หญิงคนนี้ช่างน่าชิงชังเกินไปแล้ว แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ไม่สนใจเลย
ระหว่างที่เขากำลังคิดเพ้อเจ้ออยู่ ทันใดนั้นประตูห้องของเขาก็ถูกเคาะขึ้นมาเบาๆ
มาหาเขาหรือ?
ระหว่างที่เซียวเถียนกำลังลังเลใจอยู่นั้น เสียงที่เย็นชาของยี่ชิงก็ดังขึ้นมาว่า “องครักษ์เซียว ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
เซียวเถียนตอบตกลง แล้วลุกขึ้นไปจุดเทียน ใส่เสื้อคลุม แล้วจึงมาเปิดประตู
การแต่งกายของยี่ชิงเหมือนกับตอนกลางวันไม่มีผิด เห็นได้ว่านางไม่ได้พักผ่อนเลย
แสงเทียนสลัว ๆ ทำให้ใบหน้าของนางอ่อนโยนลง และนางพูดว่า “ข้ามีเรื่องเกี่ยวกับแม่ทัพเซียวอยากจะถามเจ้าสักหน่อย”
เซียวเถียนให้นางเข้ามา แล้วทั้งสองคนก็นั่งตรงข้ามกันที่โต๊ะ
“เรื่องอะไร เจ้าว่ามาเลย” ในตอนกลางดึกเช่นนี้ ชายโสดกับหญิงหม้ายอยู่ด้วยกัน เซียวเถียนจึงมีความรู้สึกเขินจนไม่รู้ว่าจะวางมือไม้เอาไว้ที่ไหน
“ฮ่องเต้เปลี่ยนใจแล้วใช่หรือไม่เพคะ?”
พอยี่ชิงเอ่ยปากขึ้นก็เป็นฮ่องเต้แล้ว ซึ่งมันทำให้ภายในหัวใจของเซียวเถียนสั่นสะท้านไปหมด
เขาเพิ่งจะเอาสองคนนี้มาคิดรวมกัน นางก็มาเลยหรือนี่?
“เปลี่ยนใจอะไร?” เซียวเถียนกำลังจะสงสัยว่ายี่ชิงได้เดินละเมอและพูดความจริงออกมาแล้ว
“ก่อนหน้านี้พูดซะดิบดีขนาดนั้น ว่าจะสร้างสุสานให้แม่ทัพเซียวและจะตามหาลูกชายมารับช่วงไหว้บรรพบุรุษต่อไป เหตุใดตอนนี้จึงเงียบไปแล้วล่ะ?”
ตอนที่ยี่ชิงออกไปสืบข่าวเขาก็ได้ยินเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเซียวจิ้งหานแล้วโดยไม่ต้องสืบอะไรให้เปลืองแรง
ตัวอย่างเช่น ขุนนางกลุ่มหนึ่งร่วมกันลงนามในหนังสือต่อต้านฮ่องเต้เรื่องการจัดการงานศพให้เขา และยังมีคนที่พยายามต่อสู้ด้วยเหตุผลเพื่อเขาด้วย ซึ่งก็คือพ่อของแม่ใหญ่ของนาง อาจารย์ของเซียวจิ้งหาน ตี๋กว๋อกงนั่นเอง
หลายวันมานี้แม่ใหญ่ไม่ได้มาหานางเลย น่าจะเป็นเพราะว่านางตกอยู่ในสภาพที่อึดอัดใจมากเพราะชื่อเสียงหลังเสียชีวิตของเซียวจิ้งหาน
เพียงแต่การที่นางไม่ได้หาใครมายืนยันฐานะของเปาจึนั้น เป็นเพราะว่านางยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้
ถึงอย่างไรเซียวจิ้งหานก็ตายไปแล้ว เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาจะไม่มีความสำคัญอะไรเลยหรือ?
เซียวเถียนเฝ้าสังเกตมองสีหน้าท่าทางของนางอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่กลับมองไม่เห็นความตื่นตระหนกใดใด เขาจึงพูดความจริงขึ้นมาว่า “ข้าก็ไม่แน่ใจ หลังจากที่ข้ามาแล้ว ข้าไม่ได้ติดต่อใครเลย เจ้า กังวลใจแล้วหรือ?”
ยี่ชิงเอียงสายตากวาดไปมองเขา แล้วถามว่า “องครักษ์เซียวคิดว่าข้าไม่ควรกังวลใจอย่างนั้นหรือ?”
“กังวลใจงั้นรึ? กังวลใจว่าเรื่องโกหกที่เจ้าสร้างขึ้นมาจะถูกคนจับได้หรือ?”
“ข้ากังวลใจว่า เพราะไม่ได้อาศัยบารมีของเซียวจิ้งหาน ก็เลยทำให้เขาติดร่างแหไปด้วยเสียแล้ว ข้าคิดว่าความหมายในตอนนี้ของฮ่องเต้ มีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่บอกว่า 'ตายก็ตายไปแล้ว ถึงอย่างไรก็เทียบกับคนเป็นไม่ได้อยู่ดี' อยู่มากทีเดียว” ยี่ชิงพูดอย่างตรงจุดตรงประเด็น
“อย่าได้คาดคะเนพระประสงค์ของฮ่องเต้เลย นี่เป็นโทษประหารชีวิตเชียวนะ”
“ถ้าข้าจะต้องตายเพราะเรื่องนี้ เช่นนั้นก็คงเป็นเจ้านั่นแหล่ะที่ฆ่า คำพูดนี้มีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่รู้” ยี่ชิงพูดอย่างเย็นชา
เซียวเถียน “......”
“เจ้าอย่าได้พูดคำพูดที่ไม่มีความสัมพันธ์กับข้าแบบนี้มาโกหกข้า เจ้าพาเปาจึออกไปด้วยทุกวัน เจ้าจะบอกข้าว่า ผู้ชายอกสามศอกคนหนึ่งอย่างเจ้าก็ชอบไปเดินซื้อของอย่างนั้นหรือ?”
เซียวเถียนถูกนางต่อว่าจนไม่รู้จะพูดอย่างไรออกมา เขาจึงพูดได้เพียงว่า “พวกเขายุ่งมากจริง ๆ พรุ่งนี้ลู่เทียนจั่วกำลังมา ไว้เจ้าค่อยไปถามเขาโดยตรงเถอะ”
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีความสัมพันธ์กันจริง ๆ ” ยี่ชิงทำเสียงเหอะขึ้นมาเสียงหนึ่ง
เซียวเถียน “เจ้าหลอกข้าหรือ?”
“ทหารไม่เบื่อหน่ายกลอุบายอยู่แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าอีก” ยี่ชิงลุกขึ้นมาอย่างช้า ๆ “พักผ่อนเร็วหน่อยนะ”
นางกำลังสวมเสื้อกันหนาวสีแดงอ่อนที่ดูเรียบง่าย ท่าการเดินไม่นุ่มนวลดั่งต้นหลิวอ่อนโต้ลมเหมือนบุตรสาวของครอบครัวที่มั่งมีเลย แต่นางมีบุคลิกท่าทางที่องอาจผึ่งผายในตัวเอง
แต่เอวของนางกลับเพรียวบางมาก เซียวเถียนคิดในขณะที่กำลังมองดูแผ่นหลังของนาง
ในวันรุ่งขึ้นคิดไม่ถึงเลยว่าลู่เทียนจั่วจะมาจริง ๆ ยี่ชิง จึงกล่าวทักทายเขาด้วยรอยยิ้มตาหยี ๆ ว่า “แม่นางยี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
อาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัยในการสมรู้ร่วมคิดกันให้การเท็จ เซียวเถียนจึงพูดว่า “พวกเจ้าบอกว่า ข้าพาเปาจึไปฝึกวรยุทธ์ในลานบ้านด้วย แม่ทัพลู่ ทั้งหมดที่แม่นางยี่ถามนั้น เจ้าช่วยอธิบายให้นางฟังอย่างชัดเจนให้มากที่สุดทีสิ ถ้าไม่สามารถพูดได้จริง ๆ ก็ได้โปรดพูดตามความจริงเสีย”
ลู่เทียนจั่ว ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า แล้วทอดสายตาออกไปมองผู้ใหญ่และเด็ก
“แม่นางยี่เชิญถามมาได้เลย”
ยี่ชิง ถามถึงท่าทีของฮ่องเต้ทางด้านนั้นขึ้นมาก่อน
ลู่เทียนจั่วพูดอย่างคลุมเครือว่า “......หัวใจของกษัตริย์ยากเกินคาดเดา แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป ฮ่องเต้กับแม่ทัพเซียวมีความสัมพันธ์อันดีมากต่อกัน นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับขุนนางแล้ว ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่เติบโตมาด้วยกันอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าจะเกิดจากการต่อต้านของบรรดาขุนนางจนพระองค์ไม่สามารถพระราชทานชื่อที่สมควรจะได้รับให้แก่เขาได้ พระองค์ก็ไม่มีวันทำการประหารชีวิตลูกหลานของเขาได้”
“แต่” เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา โดยพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่จริงใจว่า “ถ้าหากมีใครกล้าแอบอ้าง พระพิโรธอันเดือดดาลนั้นของฮ่องเต้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะสามารถแบกรับได้แล้ว”
