บทที่ 13 สั่งสอน
เซียวเถียนรู้สึกว่าตัวเองถูกพูดถึงแบบตีวัวกระทบคราดเข้าเสียแล้ว
ใครกันแน่ที่ไม่ใช้สมอง?
"ใช้สมอง นั่นเป็นเรื่องที่ทำหลังจากเกิดเรื่องแล้วทั้งนั้น" เขาพูด "สั่งสอนอย่างจริงใจ" "เรื่องการต่อสู้นี้ จะต้องชนะแน่ๆในเวลานั้นถึงจะสบายใจ"
"ลูกผู้ชายล้างแค้นสิบปีก็ยังไม่สาย"
"นั่นล้วนเป็นคำพูดที่ข้าใช้ปลอบใจตนเองทั้งสิ้น" เซียวเถียนปฏิเสธคำพูดนี้อย่างไม่ใยดี
ถ้าสามารถเอาชนะได้ ใครจะกล้านอนฟืนแข็งกินดีขมได้เล่า?
จะว่าไปแล้ว หลายคนที่นอนฟืนแข็งกินดีขมไปแล้ว สุดท้ายจะมีสักกี่คนที่ประสบความสำเร็จในการแก้แค้น?
เขาเชื่อว่าไม่อาจมีการโกรธกันข้ามคืนและจะต้องแก้แค้นในเวลานั้นได้หรอก
ในที่สุดเปาจึก็ไม่สามารถทนต่อความโอหังของเขาได้ และจึงพูดด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ว่า “ข้าไม่มีวรยุทธ์ และมันยากที่จะเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งด้วยกำลังอันน้อยนิดได้เช่นกัน
“ทำไมจื่อซูไม่สอนเจ้าล่ะ?” เซียวเถียนอยากจะถามคำถามนี้เป็นเวลาหลายวัน
ฝีมือของ จื่อซู ไม่ใช่ฝีมือของคนธรรมดาเลย ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมเสียเปรียบใครของยี่ชิง ทำไมนางถึงได้เก็บอาจารย์ที่ดีเช่นนี้เอาไว้ ไม่ยอมให้ลูกชายของนางฝึกวิทยายุทธ์กับนางด้วยล่ะ?
“เพราะน้าจื่อบอกว่า วรยุทธ์ของนาง มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่สามารถฝึกได้”
เซียวเถียนรู้สึกประหลาดใจ ยังมีวรยุทธ์แบบนี้อยู่หรือ?
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจื่อซูไม่อยากรับลูกศิษย์หรือเป็นเพราะมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ
แต่ในที่สุดเรื่องนี้ก็ไขข้อสงสัยหนึ่งของเขาออกมาได้แล้ว
“เช่นนั้นต้องใช้กลยุทธ์ เจ้ามีกี่คน และอีกฝ่ายมีกี่คน?” เซียวเถียนอดทนกับเปาจึที่อยู่เหนือจินตนาการของตัวเอง
“ข้ามีคนเดียว ส่วนอีกฝ่ายจะมีจำนวนแตกต่างกันออกไปตั้งแต่สามคนห้าคนจนถึงสิบกว่าคน”
เซียวเถียน “......”
กลยุทธ์นก เขาไม่สามารถเอาชนะได้เลย
“ถ้าอย่างนั้นหลังจากที่เจ้าเจอพวกเขาแล้ว ก็ทำได้เพียงถูกทุบตีอย่างเชื่อฟังอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าก็ไม่ได้โง่นะ แค่ซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ แล้วรีบหนีไปซะก็ได้แล้ว” เปาจึพูดด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม หลังจากนั้นในแววตาของเขายังมีความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งอยู่ในนั้นด้วย
เซียวเถียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงถามว่า “ทำไมเจ้าถึงได้สร้างศัตรูอยู่ทั่วทุกที่เลยล่ะ?”
“ไม่ใช่ว่าข้าไปหาเรื่องพวกเขานะ เป็นเพราะ เพราะ...” บนใบหน้าของเปาจึแสดงสีหน้าแห่งความเศร้าเสียใจด้วยความเจ็บแค้นออกมา และหมัดเล็ก ๆ ของเขาก็กำแน่นขณะกำลังพูดว่า “เป็นเพราะว่าพวกเขาหาว่าข้าไม่มีพ่อ และพากันหัวเราะเยาะข้ากันหมดเลย”
เซียวเถียนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือออกมาแยกกำปั้นเล็ก ๆ ของเขาออกอย่างช้า ๆ
เขาเคลื่อนไหวเร็วมาก แต่ฝ่ามือของ เปาจึกลับยังคงมีรอยกดของเล็บสีแดง ๆ หลงเหลืออยู่
กระทั่งเปาจึยังได้รับความน้อยใจมากมายขนาดนี้ แล้วยี่ชิงล่ะ?
เซียวเถียนรู้สึกกลัดกลุ้มอยู่ในใจ เขาจึงกุมมือเปาจึแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าออกไปเล่น”
“ไม่ ท่านเซียวท่านสอนวรยุทธ์ให้ข้าเถอะ”
การหาปลาให้เขากินไม่เท่ากับการสอนวิธีหาปลาให้เขา แทนที่จะให้เขาต่อสู้เพื่อตัวเอง สอนวรยุทธ์ของตัวเองให้เขาจะดีกว่า
“เรื่องฝึกวรยุทธ์หลังจากที่กลับมาค่อยว่ากันทีหลัง พวกเราออกไปสั่งสอนเด็กเลวพวกนั้นก่อนกันดีกว่า” เซียวเถียนพูด
เปาจึลังเลใจเล็กน้อย
“เจ้าหนูน้อย ทำไมเจ้ายังมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังอยู่อีก” เซียวเถียนยิ้มในขณะที่กำลังบีบใบหน้าเล็ก ๆ ที่มีเนื้อของเขาไปมา
เปาจึเบือนหน้าหนี แล้วพูดว่า “ข้าเกรงว่าคนอื่นจะต่อว่าท่าน ว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก”
เซียวเถียนหัวเราะดังลั่น แล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่ถือสาอะไรเช่นกัน ให้พวกเขาไปพาผู้ใหญ่มารังแกข้าเลย ตราบใดที่พวกเขาสามารถเอาชนะข้าได้”
ในขณะที่กำลังพูดอย่างนั้น เขาก็กำหมัดขึ้น แล้วกวัดแกว่งไปมาต่อหน้าเปาจึ
หมัดของเขาช่างใหญ่มากจริง ๆ เลยอ่ะ
เปาจึอดไม่ได้ที่จะยื่นหมัดเล็ก ๆ ของตัวเองออกมา แล้วเอาแตะหลังมือค้ำกันกับเขา
หนึ่งคนหยาบหนึ่งคนละเอียดอ่อน หนึ่งคนสีดำหนึ่งคนสีขาว หนึ่งคนแข็งหนึ่งคนอ่อน......
เซียวเถียนรู้สึกราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่าออกมาจากจุดที่พวกเขาทั้งสองคนสัมผัสกัน แล้วแหวกว่ายออกมาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
บางทีนี่อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้สัมผัสกับเด็กเป็นครั้งแรกกระมัง และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขามีเด็กมาใกล้ชิดกับเขาด้วย
“ไป!” เซียวเถียนพูดเหมือนกับแม่ทัพที่อยากจะออกไปต่อสู้อย่างน่าเกรงขามและสง่างาม
เมื่อเปาจึถูกเอาจับมือเอาไว้ มือเล็ก ๆ ที่กำแน่นแต่เดิม ก็ค่อย ๆ คลายออกและได้แบออกมาในมือใหญ่ ๆ อันอบอุ่นของเขา
บางทีความรู้สึกของการมีพ่อน่าจะเป็นเช่นนี้เองสินะ
“ท่านเซียวท่านรอเดี๋ยว ข้าจะล่อพวกเขาออกมาก่อน”
เซียวเถียนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงปล่อยมือในทันที แล้วพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มว่า “ไปกันเถอะ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในขณะที่กำลังมองดูพวกเด็กน้อยที่ถูกขู่ให้กลัวจนเยี่ยวเล็ดเยี่ยวลาด เซียวเถียนก็พูดด้วยใบหน้าที่เย็นชาว่า “ถ้ามีครั้งหน้าอีก ข้าจะตัดขาของพวกเจ้าทิ้งซะ!”
แล้วพวกเด็กน้อยก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ใช้อำนาจบาตรใหญ่ไปรังแกคนอื่นดีหรือไม่?” เซียวเถียนย่อตัวลงถามเปาจึ
เปาจึตอบว่า “ดูเหมือนว่าทำเช่นนี้จะไม่ดีเท่าไหร่เลย แต่ข้าก็มีความสุขมาก”
“มีความสุขก็ดีแล้ว ไปเถอะ กลับไปสอนวรยุทธ์ให้เจ้ากัน ไปเดี๋ยวนี้เลย!”
“ตกลง”เปาจึยิ้มจนคิ้วและตาของเขาโค้งงอ นี่เป็นครั้งแรกที่ เซียวเถียนเห็นเขาหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
“ไปเถอะ!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของ เปาจึ เซียวเถียนได้ใช้มือทั้งสองข้างยกเปาจึขึ้น วางไว้บนไหล่ของเขาอย่างมั่นคง แล้วเดินย้อนกลับไปที่บ้านด้วยก้าวยาว ๆ
เปาจึรู้สึกได้ว่าน่องของตัวเองถูกมือใหญ่ ๆ ของเขาจับเอาไว้แน่น ในขณะที่กำลังนั่งอยู่บนแขนที่แข็งแรงและทรงพลังของเขาและมองดูความสูงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาก็แสยะปาก แล้วยิ้มขึ้นมา
ยี่ชิงออกมาจากภายในบ้านของครอบครัวหนึ่งที่อยู่ด้านหลังพวกเขา ขณะที่กำลังมองไปที่แผ่นหลังของทั้งสองคนอยู่นั้น นางก็ยกมุมปากขึ้นมาเล็กน้อย
หนังหน้าช่างหนาจริง ๆ ไปขู่ให้เด็ก ๆ กลัว ขนาดนางยังไม่ได้ทำอย่างนั้นเลยนะ
แต่ความรู้สึกนี้ มันช่างดีมากจริง ๆ
“ถ้าต่อจากนี้ไปเจ้าถูกใครรังแก เจ้าจะต้องไม่อดทนเก็บมันเอาไว้กับตัวนะ เจ้าต้องการบอกแม่ของเจ้านะรู้ไหม?” เซียวเถียนชี้แนะเปาจึ “แม่ของเจ้าเก่งมาก ถ้าเจ้าไม่บอกนาง เมื่อนางรู้แล้วนางจะเป็นกังวลได้นะ”
ยี่ชิงสามารถมีชีวิตอยู่อย่างสุขกายสบายใจมาได้ตั้งหลายปีขนาดนี้ แม้ว่าอาจจะมีความทุกข์ยากที่ไม่อาจให้ใครรู้ แต่แน่นอนว่านางก็เป็นตัวละครที่เก่งกาจมากคนหนึ่งเช่นกัน
“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดว่าเจ้าเป็นเด็กผู้ชาย มันเสียหน้ามาก แต่เจ้ายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ รอให้เจ้าโตขึ้นก่อน เจ้าถึงจะสามารถปกป้องแม่ของเจ้าได้”
“อืม”
เสียงที่ชายหนุ่มและเด็กชายกำลังคุยกันได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งซอยอันเงียบสงบแล้ว
“ท่านเซียว ขอบคุณนะ ท่านเป็นคนดีมากเลย”
“เจ้าก็เป็นเด็กดีและฉลาดมาก ฉลาดกว่าเด็กทุกคนที่ข้าเคยพบมาเช่นกัน”
