บท
ตั้งค่า

บทที่ 12 ลูกชายถูกรังแกเสียแล้ว

เซียวเถียน พูดว่า “...ถ้าต้องการไส้เนื้อแกะ อย่างน้อยก็สิบสองชิ้น”

หลังจากพูดจบ มุมปากของเขาก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้น เผยรอยยิ้มที่ลุ่มลึกออกมา

“เห็นแก่คำพูดนี้ของเจ้าที่ชนะใจข้า ให้เจ้าได้เปรียบสักครั้งก็ได้ ไปเถอะ กลับเข้าบ้านกัน”

เซียวเถียนปิดประตู ในขณะที่กำลังมองยี่ชิงที่เดินมาถึงประตูห้องครัวแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ถามขึ้นว่า “เจ้า คิดอย่างไรกับแม่ทัพเซียว?”

“คิดอย่างไรรึ?” ยี่ชิงหันหน้าไปมองเขา แสงแดดได้สาดส่องแสงสีทองหนึ่งชั้นไปบนตัวนางแล้ว ทำให้อารมณ์เย็นชาและแข็งกระด้างของนางอ่อนลงแล้ว นางจึงพูดว่า “ขี้เถ้ากระโดงกรรเชียงปลิวหายมลายสิ้น คนตายไปแล้ว อะไร ๆ ล้วนไม่สำคัญแล้ว”

“แล้วตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ล่ะ?” เซียวเถียนถาม

เขายืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์ รูปร่างของเขาสูงและมีความรู้สึกของการกดขี่ แต่มือของเขากลับกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว

“ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่......” ยี่ชิงดูเหมือนจะกำลังดำดิ่งเข้าไปในความทรงจำอันแสนสั้น

เซียวเถียนรู้สึกประหม่ามากจนเหมือนกับว่าเขาสามารถได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเองได้

ที่เขาประหม่า ไม่ใช่เพราะเขาชอบ แต่เป็นเพราะหลายปีมานี้ เขาไม่เคยถามคำถามนี้ออกมามาก่อนเลย แต่ในจิตใต้สำนึกนั้น เขาอยากจะรู้คำตอบมาโดยตลอด

“ทำงานดีมาก” ทันใดนั้นยี่ชิงก็หัวเราะออกมา

เซียวเถียนหน้าแดงหูแดง “เจ้า เจ้าผู้หญิงคนนี้นี่!”

ช่างหมดหนทางเยียวยาจริง ๆ!

แต่ทว่าในเวลาต่อมา หญิงสาวที่หมดหนทางเยียวยาในสายตาของเขา กลับมองไปบนท้องฟ้าที่สูงลิ่ว และพูดคำพูดที่เหมือนกับจะมีความรู้สึกทอดถอนใจอย่างหาที่สุดไม่ได้อยู่ด้วยว่า “บางทีการประเมินที่ยุติธรรมอาจจะมาช้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มา เวลาจะกวาดเถ้าธุลีแห่งเกียรติยศและชื่อเสียงออกไปในที่สุด แล้วเผยให้เห็นแสงสว่างที่แท้จริง”

เซียวเถียนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ราวกับถูกตรึงอยู่กับที่จนไม่สามารถขยับได้

คิดไม่ถึงเลยว่ายี่ชิงจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า “เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่า ความยุติธรรมที่มาช้ายังนับว่าเป็นความยุติธรรมหรือไม่ และเถ้าธุลีนี้เป็นภูเขาลูกหนึ่งในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ชีวิตของเขา สิ้นสุดลงแล้ว”

เซียวเถียนเบ้าตาแดงแล้ว เขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครสามารถเจาะเข้าไปภายในหัวใจของเขาได้โดยตรงขนาดนี้มาก่อนเลยสักคน

แต่ทว่าผู้หญิงคนนั้นกลับหันหลังเดินเข้าไปในครัว แล้วพูดว่า “ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากจะกินซาลาเปาเนื้อแกะหรือ? เข้ามาแล้วสับไส้เนื้อสิ!”

ผู้หญิงที่สว่างสุกใสเป็นอย่างยิ่งเมื่อสักครู่นี้ ชั่วพริบตาเดียวก็กลายเป็นผู้หญิงที่อารมณ์ร้ายและปากจัดไปเสียแล้ว

ในตอนเย็นเปาจึได้ขอร้องให้เซียวเถียนสอนเขาเขียนหนังสือ

ยี่ชิงพูดว่า “ไม่ใช่ว่าเจ้ามีแบบฝึกเขียนลายมืออยู่หรือ?”

“ก็ทั้งหมดนั่นเขียนได้ไม่ดีเท่าท่านเซียวนี่นา”

เซียวเถียนกลับไม่กระมิดกระเมี้ยน และชี้แนะเขาอย่างจริงจัง

ส่วนยี่ชิงก็ไปเก็บกวาดห้องครัวกับจื่อซู

“ช่วงที่ข้าไม่อยู่ในตอนกลางวันเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?” จื่อซูล้างชามไปด้วยถามยี่ชิงไปด้วย

ตอนที่นางล้างชาม ยี่ชิงไม่ได้มองนางเลย

การล้างชามหนึ่งใบสามารถล้างจนทำให้หัวใจวายได้เลย นางเฝ้ามองชามนั้นถูกกระแทก กลิ้งลงมา และลื่นไหลลงมาในท่าทางต่าง ๆ ตาปริบปริบ...หลังจากนั้นมันก็ถูกเซียวเถียนรับเอาไว้ได้ในท่าทางต่าง ๆ

“ไม่มีเรื่องอะไรหรอก ซุนเสี่ยวฮวาเอาเงินมาให้น่ะ แล้วนางก็ถูกข้าด่าจนร้องไห้และวิ่งหนีไปแล้ว”

จื่อซูหัวเราะเยาะ แล้วพูดว่า “กับนางน่ะ เจ้ายังจะยอมเสียน้ำลายอีกนะ”

“นางมาด่าถึงหน้าประตู ถ้าข้าไม่ด่านาง นางก็จะคิดว่าข้าเป็นพระแม่เจ้าจริง ๆ น่ะสิ!” ยี่ชิงพูด “ทำไมจู่ ๆ เจ้าถึงได้คิดจะถามแบบนี้ขึ้นมาเสียแล้วล่ะ?”

“ข้าก็แค่เพิ่งรู้สึกว่าหลังจากที่ข้ากลับมา ทั่วทุกที่ในบ้านหลังนี้จะต้องล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นไอของเรื่องชู้สาวเท่านั้นเอง”

ยี่ชิง “......”

ใครกันที่บอกว่านางปากร้าย?

ลองลากจื่อซูออกมาพูดดูสิ

“เซียวเถียนหน้าตาไม่เลวเลย และข้าก็ไม่รังเกียจที่จะลองทำดูด้วย” ยี่ชิงพูดและยิ้มตาหยี “แต่เขาคนนี้น่ะ มีแต่เซียวจิ้งหานเต็มหัวสมอง ดังนั้นข้าก็เลยช่างมันไปซะเลย”

ช่างจงรักภักดีเกินไปแล้ว แค่เอ่ยถึงเซียวจิ้งหานขึ้นมาก็น้ำตาซึมแล้ว

คนแบบนี้น่ะหรือที่จะสามารถเฝ้าปรารถนาว่าเขาจะมีความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงกับผู้หญิงของเจ้านายได้ แม้ว่านางจะเป็นผู้หญิงที่ความสัมพันธ์กับเขาเพียงชั่วคราวก็ตาม?

“เช่นนั้นข้าคิดว่าเขาคงอยากจะหักลังเจ้านายแล้ว” จื่อซูพูดอย่างเย็นชา “ในคืนนี้เขาพบเจ้าอย่างน้อยสามครั้งเลยนะ”

ยี่ชิง “......บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ อยากจะมองไม่เห็นข้าก็ทำได้ยากอยู่นะ”

จื่อซูทำเสียงฮึดฮัดหนึ่งครั้ง แล้วตั้งใจล้างชามและไม่ไปสนใจนางอีก

เซียวจิ้งหานพบว่า ยี่ชิงไม่ค่อยออกไปไหน เรื่องขายยาและซื้อของล้วนแต่เป็นจื่อซูที่เป็นคนออกไปทำ แม้แต่เปาจึน้อยก็ไม่ค่อยออกไปไหน นอกจากไปเรียนแล้ว อย่างมากที่สุดเขาก็จะไปซื้อนมวัวที่หน้าปากซอย หลังจากนั้นก็อยู่ในบ้านตลอด บ้างก็อ่านหนังสือบ้างก็เล่นคนเดียว

ไก่สิบกว่าตัวที่ยี่ชิงซื้อมา นางจะไม่ให้ใครฆ่าเลยแม้แต่ตัวเดียว แถมยังตั้งชื่อให้พวกมันทุกตัวเพื่อที่จะได้ไม่มีวันจำผิดอย่างเด็ดขาด

แต่ไม่ว่าเซียวจิ้งหานจะมองอย่างไร เขาก็คิดว่าไก่เหล่านั้นล้วนแต่หน้าตาเหมือนกันหมดทุกตัว

ในขณะเปาจึกำลังจ้องมองไก่ เขาก็กำลังจ้องมองเปาจึอยู่ ผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคน มันช่างรู้สึกเบื่อหน่ายเสียจริง ๆ

“ยี่ตู่ พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

“ข้าไม่ไป” เปาจึปฏิเสธอย่างเฉยเมย

“ทำไม?”

ตอนที่ตัวเซียวเถียนเองยังเด็ก นอกจากนอนหลับแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่สามารถอยู่ในบ้านได้เลยแม้เพียงครู่เดียว

ในความทรงจำของเขา เขามักจะเล่นจนหลับไป และไม่รู้ว่าจะกลับบ้านอย่างไร หลังจากที่ตื่นขึ้นมาแล้วเขาก็ล้างหน้า ถือซาลาเปาขนมปังและขนมแป้งทอด แล้ววิ่งออกไปข้างนอก

เปาจึไม่เป็นเหมือนเขาเลยสักนิด

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงความน่าขันของความคิดตัวเองขึ้นมา

เขาไม่ใช่ลูกของเขาเสียหน่อย จะเหมือนเขาได้อย่างไร?

คนใกล้ชาดจะติดสีแดง คนใกล้หมึกจะติดสีดำ หรือว่าเขาก็ถูกยี่ชิงทำให้ไม่น่าเชื่อถือไปเสียแล้ว?

เปาจึมองเข้าไปในห้องสักพักหนึ่ง แล้วจึงพูดเบาๆว่า “หากพวกเขารังแกข้า แม่ของข้าจะกังวลได้”

เซียวจิ้งหานคิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ เขาจึงหลอมเหล็กให้มันเป็นเหล็กกล้าเล็กน้อยด้วยการพูดว่า “สู้ไม่ชนะก็ต้องสู้ เจ้าขี้ขลาดเช่นนี้ได้อย่างไร?”

“ข้าไม่ได้ขี้ขลาดนะ ข้าเพียงแต่กลัวว่าท่านแม่จะเป็นกังวลเท่านั้นเอง”

“เจ้าสามารถสู้จนชนะได้อย่างนั้นหรือ?” เซียวเถียนคิดว่าเขากำลังหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองอยู่

“ต่อให้ไม่สามารถเอาชนะได้ในตอนนั้น แต่ในภายหลังก็มักจะหาทางกลับมาชนะได้เช่นกัน” เปาจึพูด และกำหมัดน้อยของเขาแน่น “มันต้องใช้สมองสักหน่อย”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel