ตอนที่ 4 ชีวิตใหม่
ตอนที่ 4
ชีวิตใหม่
“คุณหนูแย่แล้วเจ้าค่ะ” แม่นมต้วนผินฟางพูดได้เพียงเท่านั้น สองสามีภรรยาตระกูลจ้าวก็รีบผุดลุกและวิ่งตรงไปยังเรือนของจ้าวเยว่เล่อ เมื่อไปถึงหมอสวีก็ส่ายหน้าไปมาด้วยความจนปัญญา
“ลูกข้าเป็นเยี่ยงไรท่านหมอ” ฮูหยินจ้าวถามขึ้นด้วยท่าทางตกใจ นางไม่อยากจะคิดว่าการส่ายหน้าของท่านหมอสวีนั้นจะหมายถึงบุตรสาวของนางทนพิษบาดแผลจากโรคฝีดาษไม่ไหวอีกแล้ว
“คุณหนูจ้าวเสียแล้ว”
“อ้ายๆๆๆ”เมื่อหมอสวีพูดดังนั้น หนิงเฟิงจึงกรีดร้องออกมาสุดเสียงแล้วเป็นลมล้มพับไป จ้าวเหลียงชางรีบประคองผู้เป็นภรรยาที่หมดสติไปอยู่ตรงหน้าพร้อมร้องไห้กอดภรรยาเหมือนคนสิ้นหวัง
“เยว่เล่อของพ่อ เหตุใดเจ้าจึงโชคร้ายเยี่ยงนี้” เสียงร่ำไห้ในจวนตระกูลจ้าวนั้นดังระงม จ้าวเยว่เล่อถือได้ว่าเป็นคุณหนูที่งดงามสะสวย กิริยามารยาทเพียบพร้อม แต่กลับต้องโชคร้ายเสียชีวิตเพียงอายุได้ 19 หนาว ยังไม่ทันที่จะได้แต่งออกเรือนเลยด้วยซ้ำกลับติดโรคระบาดตอนไปออกโรงทาน นางช่างเป็นคนดีที่ฟ้าไม่คุ้มครอง
“เยว่เล่อ” มือเรียวยกขึ้นไขว่คว้าเมื่อเห็นบุตรสาวนั้นหันหลังเดินห่างออกไปไกล ฮูหยินจ้าวลืมตาขึ้นมาก็กลับพบกับความจริงที่ทำให้นางตกใจจนสลบไปนั่นคือความจริง นางได้แต่ร้องไห้วิ่งมานั่งมองโลงศพของบุตรสาวปานประหนึ่งว่าจะขาดใจ
“ท่านพี่ ลูกของเรา...ฮึก!” นางพูดขึ้นด้วยเสียงสะอึกสะอื้น ร่างบางระหงเดินเข้ามาในห้องที่วางโลงศพของพี่สาวต่างมารดา
“หักห้ามใจเถิดน้องหญิงตอนนี้เรามีเรื่องที่จะต้องทำ” จ้าวเหลียงชาง ผู้เป็นสามีดูเหมือนจะเข้มแข็งกว่าฮูหยินของตน นางหันไปมองหน้าของผู้เป็นสามีแล้วส่ายหน้าด้วยน้ำตานองหน้า
“ข้าจะหักห้ามใจได้อย่างไรในเมื่อบุตรสาวของข้านั้นจากไปก่อนข้าเสียอีก นางยังวัยเยาว์รูปโฉมงดงามทั้งกิริยามารยาทดีพร้อม นางควรที่จะได้แต่งออกเรือนไปกับบุรุษดี ๆ สักคนแต่เหตุใด เหตุใดกัน นางจึงมีจุดจบเยี่ยงนี้” พูดแล้วฮูหยินจ้าวก็ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนคนไร้สติ
เหลียงชางเห็นว่าภรรยาของตนนั้นสติของนางคงแตกกระเจิงจนไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอันใดแล้ว เขาจึงหันไปมองหน้าบุตรสาวที่ตนเลี้ยงอย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไว้ที่เรือนหลังโดยไม่คิดที่จะใส่ใจนางเลยด้วยซ้ำแต่มาปีนี้ฟางเซียนก็อายุมากขึ้น อีกทั้งใบหน้าของนางก็โดดเด่นไม่แพ้เยว่เล่อ
เหตุใดเขาจึงไม่เคยมองบุตรสาวที่ถูกทิ้งอยู่ที่ก้นครัวชัด ๆ เลยสักครั้ง มารู้ตัวอีกทีนางก็เป็นสาวสะพรั่งเสียแล้ว
“ฟางเซียน” เขาเอ่ยชื่อบุตรสาวที่เกิดจากบ่าวรับใช้ที่เขาไม่ได้ยินดีให้นางเกิดมาด้วยซ้ำ
หนิงเฟิงได้ยินชื่อนั้นนางก็หยุดร้องไห้แต่ยังคงสะอื้นอยู่ไม่หยุด นางหันไปมองด้านหลังของตนเองก็เจอใบหน้าของสตรีนางหนึ่ง ลูกสาวของแม่นางที่นางเกลียดชังมาตลอดไม่เคยชอบใจแม้แต่ได้ยินเสียงชื่อของนางก็อยากจะอาเจียนใส่
“เจ้ามาทำไม” นางถามขึ้นด้วยท่าทางโกรธจัด
“เดี๋ยวก่อนฮูหยิน” เหลียงชางจับที่ต้นแขนของฮูหยินของเขาเอาไว้
“นางคือทางเดียวที่เราจะรอด”
“ไม่นะเจ้าคะท่านพี่” เหตุใดบุตรสาวอนุจึงจะได้ดีไปกว่าบุตรสาวของนาง แล้วเหตุใดบุตรสาวของนางจึงอายุสั้นเยี่ยงนี้เพราะเหตุใดกัน นางมองใบหน้าของฟางเซียนด้วยความเคียดแค้นใจแต่ผู้เป็นสามีกลับทอดถอนใจ ทั้ง ๆ ที่นางไม่เห็นด้วยแต่เมื่อมองดูดี ๆ หากว่านางไม่ยอมให้ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่รู้ว่าฮูหยินรองฉินผู้นั้นจะทำอันใดกับตระกูลจ้าวของนางบ้าง เมื่อหลานชายของตนเองนั้นมีอำนาจเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ นางก็มาบีบบังคับให้เยว่เล่อแต่งงานออกเรือนทั้งที่ป่วยตอนนี้เยว่เล่อก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว หนิงเฟิงจึงต้องกลืนก้อนสะอื้นลงไปถึงแม้ว่านางจะไม่ยินยอมก็คงขัดอะไรไม่ได้
“เอาล่ะ เราออกไปคุยกันข้างนอก” เหลียงชางลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก ฟางเซียนจึงขยับลุกขึ้นเดินตามไปเช่นกันแต่แล้วหนิงเฟิงที่ร้อนรุ่มอยู่ในใจกลับลุกขึ้นฉุดกระชากฟางเซียนจากทางด้านหลังแล้วตบหน้านางเพื่อระบายโทสะ
“เพลี๊ยะ!” เหลียงชางตกใจเป็นอย่างมาก เขาหันกลับไปมองหน้าฮูหยินจ้าวที่กระทำการบุ่มบ่ามเช่นนี้ นางไม่รู้ว่าเรื่องใดสำคัญเรื่องใดไม่สำคัญในเวลานี้
“ฮูหยิน เหตุใดเจ้าต้องทำเยี่ยงนั้น”
“ก็ข้าเกลียดนาง ข้าเกลียดแม่นางเป็นเพียงบ่าวชั้นต่ำ นางผู้นั้นช่างกล้ามามอมยาสามีข้าแล้วปีนขึ้นเตียง มิเยี่ยงนั้นนางจะได้เกิดมาได้อย่างไร” ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกแค้นใจที่ผู้เป็นสามีนั้นพลั้งหลงเล่ห์ของสาวใช้ที่มักใหญ่ใฝ่สูงจนคลอดฟางเซียนออกมาแต่ยังดีที่สามีของนางนั้นไม่ได้มีใจรักให้นางบ่าวต่ำช้าผู้นั้น มิเยี่ยงนั้นนางคงอกแตกตาย
“ฮูหยิน เจ้ากำลังเสียใจอยู่เรื่องอื่นข้าจัดการเอง” เมื่อผู้เป็นสามีพูดเยี่ยงนั้น นางได้แต่พยักหน้าและหันหน้ากลับไปนั่งเฝ้าโลงศพของบุตรสาวพร้อมกับปล่อยโฮร้องไห้ออกมา
ฟางเซียนกุมใบหน้าของตัวเอง นางลุกขึ้นพร้อมน้ำตาคลอเบ้าไม่ใช่ว่านางนั้นเจ็บเพราะโดนฮูหยินจ้าวตบแต่นางกลับรู้สึกดีใจที่บิดานางนั้นเรียกชื่อนางในรอบหลายปี
“ท่านพ่อ”
“เจ้าไม่ต้องมาเรียกข้าว่าพ่อ” เหลียงชางพูดขึ้นทั้งที่ไม่อยากหันหน้าไปมองบุตรสาวของสตรีที่น่าเกลียดชังเป็นที่สุด ด้วยตอนนั้นช่วงฉลองเทศกาลปีใหม่ เขาดื่มจนเมามายและถูกแม่ของนางวางยาปลุกกำหนัดแล้วพาเข้าห้อง หลังจากนั้นเขาจึงรู้ว่าคนที่เขามีอะไรด้วยนั้นไม่ใช่ฮูหยินของตนจนทำให้เขาโมโห เขาสั่งโบยนางและเอาไปโยนไว้ในห้องเก็บฟืนแต่นางกลับรอดชีวิตมาได้อีกทั้งยังท้องฟางเซียนอีก หลังจากนั้นไม่กี่ปีแม่ของฟางเซียนก็จากโลกไปและทิ้งฟางเซียนอยู่คนเดียว
ฟางเซียนจึงได้หัวหน้าแม่ครัวช่วยป้อนนม พอโตขึ้นมาก็ให้ทำหน้าที่เหมือนบ่าวรับใช้ในบ้าน โดยที่เหลียงชางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ายังมีบุตรสาวผู้นี้อยู่ ฟางเซียนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองผู้เป็นบิดา
“ข้าจะให้ชีวิตใหม่กับเจ้า เจ้าจะรับหรือไม่”
“ชีวิตใหม่เยี่ยงนั้นหรือเจ้าคะ” นางไม่เข้าใจในสิ่งที่บิดากำลังพูด นางหันกลับไปมองโลงศพของพี่สาวที่อยู่ในห้องโถงกว้าง
“พรุ่งนี้เกี้ยวจะมารับตัวเจ้าสาวที่จะแต่งเข้าตระกูลฉิน บัดนี้พี่สาวเจ้าได้ป่วยตายกะทันหันก็เหลือเพียงแค่เจ้าที่เป็นบุตรสาวของข้า”
“เยี่ยงนั้นจะไม่เป็นการหลอกลวงหรือเจ้าคะ” เหลียงชางที่ได้ยินความคิดของบุตรสาว เขาตวัดฝ่ามือลงบนใบหน้าของฟางเซียนทำให้นางล้มลงไปกองกับพื้น
“เพลี๊ยะ!”
“จะหลอกลวงได้อย่างไร ในเมื่อในตัวของเจ้าก็มีสายเลือดของข้าไหลเวียนอยู่” มือเรียวขาวของฟางเซียนยกขึ้นมาลูบแก้มของตัวเองด้วยความเผลอเรอไปชั่วขณะ นางไม่นึกเลยว่าบิดานั้นจะลงไม้ลงมือกับนางถึงเพียงนี้แต่คงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดในเมื่อนางไม่ใช่บุตรที่เขาต้องการให้เกิดมา ฟางเซียนได้แต่ข่มอารมณ์เอาไว้เพราะหากนางไม่ยอมแต่งออกเรือน ตระกูลจ้าวคงจะลำบากไปมากกว่านี้
“เอาล่ะ คืนนี้เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อมพรุ่งนี้เช้าเกี้ยวจะมารับ”
“เจ้าค่ะ” นางพูดเพียงแค่นั้นน้ำตาก็ไหลริน นางกำลังจะหมุนตัวเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน”
“เจ้าค่ะ” นางหันกลับมายืนก้มหน้านิ่งฟังผู้เป็นบิดาที่กำลังจะพูดเรื่องสำคัญ
“หากไปแล้วเจ้ากับข้าก็ถือได้ว่าตัดขาดกันไม่ต้องกลับมาที่จวนอีก ส่วนสินสมรสพวกนั้นก็ถือว่าเป็นสมบัติของจวน เจ้าอย่าได้หยิบเอาไปสักชิ้นเดียวเพราะสินสมรสนั้นถือได้ว่าเป็นของพี่สาวของเจ้าและเป็นข้าวแดงแกงร้อนที่ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่เล็กจนโต” นางยืนฟังผู้เป็นบิดาพูดจนจบ แต่นางไม่แม้แต่จะตอบอะไร เมื่อเห็นว่าบุตรสาวแสนชังเข้าใจสิ่งที่เขาพูดจบแล้ว เหลียงชางจึงหมุนตัวกลับเข้าไปหาฮูหยินของตนที่นั่งเฝ้าโลงศพของบุตรสาวสุดที่รัก
ฟางเซียนเดินกลับไปที่เรือนด้านหลังโรงครัวใบหน้าเรียวเล็กเงยหน้ามองดูดวงจันทราที่ลอยเด่นเป็นสง่าอยู่บนท้องฟ้าด้วยความเศร้าหม่น
“เหตุใดพวกท่านจึงให้ข้าเกิดมา มีบ้านแต่กลับไม่ใช่บ้าน มีบิดาก็เหมือนไม่มี” น้ำใส ๆ เอ่ออาบแก้ม มือเรียวเอื้อมปิดหน้าต่างพร้อมเอนตัวนอน พอรู้ตัวอีกทีลู่จูก็เดินมาปลุกเสียแล้ว
