ตอนที่ 3 สู่ขอคุณหนูจ้าว
ตอนที่ 3
สู่ขอคุณหนูจ้าว
“ทุกอย่างไม่ได้ง่ายปานนั้น มีหรือนางจะยอมปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างอย่างง่ายดาย นางวางแผนกุมอำนาจในจวนฉินนี้มาหลายปี เจ้าก็รู้ว่านางฟางผู้นี้โหดเหี้ยมอำมหิตเยี่ยงไร ข้าแอบฟังในสิ่งที่นางฟางกับลี่จ้งพูดกันจึงได้รู้แผนการว่านางจะให้นายท่านฉินแต่งงานเพื่อที่จะสืบทอดทายาทตระกูลฉิน แต่จะให้นายท่านฉินพาฮูหยินที่มาจากตระกูลจ้าวนั้นไปอยู่ที่ชายแดนด้วยและให้ส่งบุตรธิดากลับมาให้นางเลี้ยง” พ่อบ้านหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“นางจะเลี้ยงเยี่ยงนั้นหรือ” อันอันถามด้วยความตกใจ
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
“ข้าคิดว่าไม่” อันอันพูดขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง พ่อบ้านหลงถึงกับถอนหายใจยาว
“เอาเถิด อย่างน้อยนางก็ยังเปิดโอกาสให้นายท่านฉินได้แต่งงานมีทายาทก็ถือว่าเป็นเรื่องดี หลังจากนั้นเราค่อยแอบส่งข่าวให้นายท่านฉินรู้ แล้วก็รอบคอยให้นายท่านฉินกลับมาจัดการกับนาง”
“แล้วเหตุใดเราไม่เล่าเรื่องทุกอย่างให้นายท่านฉินฟังในตอนนี้เลยเล่า" อันอันถามขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าอยากตายเยี่ยงนั้นหรือ เจ้าก็รู้แม้แต่ข้าหากนายท่านฉินไม่ได้เรียกข้าก็เข้าใกล้นายท่านฉินไม่ได้ เพราะว่าคนในจวนนี้ก็เป็นคนของนางเกือบหมดแล้ว หากใครกล้าเป็นปฏิปักษ์กับนางเจ้าก็เห็นว่าจุดจบเป็นเยี่ยงไร” อันอันเงียบไปทันที เมื่อนางนึกถึงพี่สาวของนางอย่างลู่จือที่รู้ทันแผนการของเจียลี่ ลูจือรู้ว่าลี่จ้งนั้นแอบใส่ยาพิษลงไปในอาหารของฮูหยินใหญ่ฉิน มารดาของฉินจื่อหานทีละน้อย
ลู่จือกำลังจะนำเรื่องนี้ไปบอกแก่ฮูหยินฉินคนก่อนก็ถูกฆ่าปิดปากไปเสียก่อน หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงไม่กล้ามีใครปริปากหรือทำอะไรบุ่มบ่าม
“เอาล่ะ ๆ เวลานี้ไม่ใช่เวลามาโทษกัน ข้าจะรีบไปทำงานธุระของข้าก่อน ส่วนเจ้าอย่าทำตัวให้เป็นพิรุธ หากไม่มีเหตุอันใดอย่าเที่ยวเข้าใกล้นายท่านฉินเป็นอันขาด หากมิสำเร็จเจ้าก็จะตายก่อนที่จะได้ส่งเสียงเสียอีก”
“ข้ารู้ ข้ารู้ ท่านวางใจเถิด” เมื่อทั้งสองต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ อันอันก็ได้แต่ทำหน้าที่ตามของตนในเรือนพลางสอดส่องและฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่บ่าวรับใช้คนอื่นพูดคุยกัน
ณ จวนตระกูลจ้าว
“นายท่านจ้าวขอรับมีแขกจากตระกูลฉินมาขอรับ” จ้าวเหลียงชางได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งโหยงขึ้นมา ตระกูลฉินไม่ได้ไปมาหาสู่กันนานหลายปีแล้วตั้งแต่ที่แม่ทัพใหญ่ฉินห่าวอู๋เสียชีวิตในสนามรบต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันมาเป็นเวลานาน เหตุใดตระกูลฉินจึงมาหาหรือว่าจะมาคุยเรื่องแต่งงาน
“เหตุใดตระกูลฉินจึงมาหาเราได้” เหลียงชางหันไปถามฮูหยินจ้าว หนิงเฟิงหันมองหน้าผู้เป็นสามีและส่ายหน้าไปมาพลางหันไปมองบุตรสาวที่นอนล้มป่วยเพราะโรคฝีดาษ ทั้งสองรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินทางไปยังห้องโถง เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถงก็เห็นสะใภ้รองตระกูลฉินกำลังนั่งส่งยิ้มมาให้ทั้งสองคน
“ขอโทษด้วยฮูหยินรองฉิน พอดีว่าบุตรสาวของข้าเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย” เจียลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอียงคอถามด้วยแสร้งไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
“ไม่เป็นไร ๆ วันนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีของเราทั้งสองตระกูล” นางพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มละมุน
“เรื่องดีเยี่ยงนั้นหรือ” เหลียงชางพูดขึ้นด้วยความร้อนใจเรื่องนี้คงไม่พ้นการแต่งงานเป็นแน่
“ใช่แล้ว นายท่านจ้าว ที่ข้ามาวันนี้ ข้ามาส่งสินสมรสให้นะเจ้าคะ เพราะว่าท่านพี่ห่าวอู๋กับท่านก็ได้คุยกันไว้ในตอนที่พวกท่านยังหนุ่มว่าหากได้บุตรสาวและบุตรชายก็จะให้แต่งงานกัน วันนี้หลานชายของข้าก็ออกจากการไว้ทุกข์แล้ว ตระกูลฉินของข้าก็มีแค่จื่อหานตอนนี้ก็เป็นนายท่านฉินแล้ว อายุอานามก็ปาไป 25 หนาวแล้ว ข้าจึงเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมจึงมาสู่ขอบุตรสาวของท่านเจ้าค่ะ” นางยื่นเทียบสมรสให้กับเหลียงชางทันที
จ้าวเหลียงชางนั้นมีใบหน้าเป็นกังวลไม่ใช่น้อย เขาเอื้อมมือสั่น ๆ ออกไปรับหนังสือสมรสจากเจียลี่
“หรือว่าท่านไม่พึงใจที่จะให้ทั้งสองตระกูลดองกันหรือเจ้าคะ” นางพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองขึ้นมาหลังจากที่เห็นท่าทางของเหลียงชางดูท่าจะปฏิเสธนาง หากว่าเหลียงชางปฏิเสธตอนนี้แผนการของนางก็ล่มไม่เป็นท่า
“คือว่า...” เหลียงชางพูดเพียงแค่นั้น เจียลี่ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้และจ้องหน้าเหลียงชางด้วยความไม่พอใจ บัดนี้หลานชายของนางนั้นเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ฉินได้รับการไว้วางใจจากฝ่าบาทเป็นอย่างมากจึงให้เขาประจำการอยู่เมืองอู่เหมิน
“หากว่าท่านไม่ได้เต็มใจจะเป็นดองกับตระกูลฉินเยี่ยงนั้น เราก็เป็นศัตรูกันเถิด” นางพูดเพียงแค่นั้น ฮูหยินจ้าวก็มีท่าทางตื่นกลัวรีบกระตุกแขนของสามี เหลียงชางรีบยกมือขึ้นโบกไปมาทันที
“ไม่ใช่เยี่ยงนั้น ท่านอย่าได้เข้าใจผิดเรื่องการแต่งงานข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร ในเมื่อข้ารับปากกับท่านห่าวอู๋ไปแล้ว” เมื่อเห็นว่าเหลียงชางนั้นดูมีอาการตื่นกลัวและยอมรับปากในการแต่งงานครั้งนี้ นางก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ
“เยี่ยงนั้นก็ดี ด้วยว่าหลานชายของข้าไม่รู้วันใดจะต้องออกรบ หากมีพระราชโองการ หลานชายของข้าก็ต้องออกไปทำศึกทันที เยี่ยงนั้น ข้าจะส่งเกี้ยวเจ้าสาวมาในวันพรุ่งนี้เลย พวกท่านขัดข้องหรือไม่”
“พรุ่งนี้หรือ เอ่อ...” เหลียงชางพูดได้เพียงเท่านั้นก็นิ่งไปแล้วพยักหน้าให้กับเจียลี่ ฮูหยินจ้าวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้เป็นสามีรีบก้มหน้างุดทันที ไม่ใช่สองสามีตระกูลจ้าวไม่ยินดีที่จะดองกับตระกูลฉินแต่ตอนนี้จะดองได้เยี่ยงไรในเมื่อบุตรสาวของพวกเขาอาการร่อแร่อยู่อย่างนี้
“เยี่ยงนั้น ข้าขอลา” เมื่อเห็นเจียลี่เดินออกไปแล้ว ผู้เป็นสามีก็ปาดเหงื่อไปหลายครา ฮูหยินจ้าวที่อัดอั้นจนแทบจะหายใจไม่ออกก็ปล่อยโฮออกมาทันที
“เหตุใดสวรรค์จึงบีบคั้นเราเยี่ยงนี้เล่า ท่านพี่ เราจะให้ลูกแต่งงานไปได้เยี่ยงไรในเมื่อลูกเราป่วยเป็นฝีดาษแล้วนางก็...” หนิงเฟิงพูดเพียงแค่นั้น นางก็สะอื้นไห้จนผู้เป็นสามีต้องสูดหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนลมหายใจออกแรง ๆ แต่แล้วกลับมีเสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอก
“นายท่าน! นายท่านเจ้าคะ” เป็นเสียงแม่นมคนสนิทของฮูหยินจ้าวนั่นเอง
“มีอันใดหรือแม่นม” หนิงเฟิงถามขึ้นเสียงสั่น
“คุณหนูเจ้าค่ะ คุณหนูแย่แล้ว” ต้วนผินฟางชี้นิ้วอันสั่นเทาไปทางเรือนของคุณหนูจ้าว
