ฮูหยินผู้นี้ขอคืนหนังสือหย่าให้กับท่านแม่ทัพ

11.0K · ยังไม่จบ
นงพะงา
6
บท
160
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ฮูหยินผู้นี้ขอคืนหนังสือหย่าให้กับท่านแม่ทัพ บทนำ จ้าวฟางเซียนต้องสวมรอยเป็น คุณหนูจ้าวผู้สูงศักดิ์เพื่อแต่งงานกับแม่ทัพฉินจื่อหาน ในวันที่พี่สาวต่างมารดาผู้เป็นเจ้าสาวตัวจริงสิ้นลมเพราะโรคฝีดาษ ในขณะที่ชีวิตของนางกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย นางต้องเลือกระหว่างการรอความตายอยู่ที่จวนหรือหนีออกจากจวนเพื่อติดตามผู้เป็นสามีไปยังชายแดนพร้อมกับ “หนังสือหย่า” ที่เขาเขียนทิ้งไว้ให้นาง “นางสารภาพหรือไม่” “ไม่ขอรับ” เฉิงซีส่ายหน้าไปมา “ท่านแม่ทัพหากนางสารภาพออกมาเองก็จะดีกว่าหรือไม่ แต่ตอนนี้ขอช่วยนางก่อนเถิดขอรับ” แต่จื่อหานกลับไม่เห็นด้วย “หากเจ้าไม่ตอบ เจ้าก็ต้องตาย” แม่ทัพฉินมองฟางเซียนด้วยแววตาแข็งกร้าว มือใหญ่เอื้อมไปกระชากสาบเสื้อของนางอย่างดุดัน “เอาแส้มา” คำสั่งดุเกรี้ยวของแม่ทัพฉินนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทหารหลายนายรอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกังวลใจว่าสตรีบอบบางผู้นี้จะทนไม่ไหวกับการสอบนักโทษของผู้เป็นแม่ทัพ “ท่านแม่ทัพ ข้าว่าท่านใจเย็น ๆ ก่อนจะได้หรือไม่” “กุนซือหวัง” จื่อหานหันไปตะเบ็งเสียงสั่งกุนซือของกองทัพด้วยท่าทางไม่พอใจที่เฉิงซีคอยเข้ามาขัดขวางอยู่ตลอดเวลา เขาจะปล่อยให้ความเห็นใจของบุรุษอย่างเฉิงซีเกิดขึ้นไม่ได้ อีกทั้งหากจิตใจของเฉิงซีเอนเอียงให้ตรีนางนี้เพียงแรกพบเพราะนางมีใบหน้างดงามก็อาจจะทำให้ตกหลุมพรางของศัตรูได้ “ข้าว่า...” “ถอยไป” กุนซือหวังยังพูดไม่จบประโยคเลยด้วยซ้ำแต่แล้วก็ถูกผลักเข้าที่หน้าอกด้วยความแรงของฝ่ามือใหญ่ จนร่างของเขากระเด็นถอยไปหลายก้าว จื่อหานยกแส้หนังขึ้นสูงแล้วออกแรงเหวี่ยงลำแขนยาวฟาดแส้หนังลงบนหลังของฟางเซียน “เพลี๊ยะ!” เสียงแส้กระทบแผ่นหลังบอบบางของนางดังสนั่นไปทั่วท้ายค่ายในความเงียบงัน ทหารที่เห็นภาพนั้นยังเสียวสันหลังไปตาม ๆ กัน เพราะหากโดนแส้ลงหลังถึงเพียงนั้น พวกเขาก็คงจะเจ็บจนต้องร้องโอดโอยออกมา “อื้อ! อ๊ะ!” นางครางร้องออกมาเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด นี่คือครั้งที่สองที่แส้หนังฟาดลงบนแผ่นหลังของนาง ความเจ็บปวดทรมานจนแทบไม่อาจบรรยายได้ ทั้งหดหู่และสิ้นหวัง ความรู้สึกนั้นฉายประกายชัดเจนในแววตาของนาง ความเจ็บปวดสุดแสนทรมานที่นางเพิ่งเคยได้รับมากที่สุดในชีวิตก็ครั้งนี้ ที่ผู้เป็นสามีเป็นคนลงมือฟาดแส้หนังลงที่แผ่นหลังของนางเอง มือเรียวกำเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บปวด น้ำตาของนางรินไหลดุจหยาดฝนที่ตกกระทบพื้นทรายอันแห้งผาก ความเสียใจสุดซึ้งถาโถมเข้ากระแทกดวงใจเล็ก ๆ กุนซือหวังที่ยืนอยู่ไม่ไกลนั้นกลับกัดฟันแน่นด้วยไม่รู้จะช่วยอย่างไร สายฝนเริ่มค่อย ๆ โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าเหมือนกับกำลังจะร้องไห้ไปกับนาง แสงขาวจากสายฟ้าฟาดลงยังเชิงเขาป่าสนที่อยู่ไม่ไกลที่ตั้งค่าย “เปรี้ยง!” แสงประกายวูบวาบสะท้อนใบหน้าขาวผ่องที่ทุกข์ทรมานกับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ขาเรียวทั้งสองข้างกลับไม่มีแรงพยุงร่างกายที่บอบช้ำอีกแล้ว นางทรุดเข่าลงกับพื้นโดยไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป “ฝนจะตกแล้วนะท่านแม่ทัพ” กุนซือหนุ่มที่ร้อนใจจนอยู่ไม่ติด “อยู่ใต้ฟ้า เจ้าจะกลัวอะไรกับฝน” ผู้เป็นแม่ทัพหนุ่มหันไปถลึงตาใส่กุนซือที่เริ่มจะตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเขาอยู่ในขณะนี้ “ฝนตกลงมาก็ดีให้นางตากฝนอยู่ตรงนี้จนกว่านางจะยอมเอ่ยปาก ว่านางเป็นผู้ใด เข้ามาในค่ายทหารด้วยเหตุใด” ช่างเป็นการทรมานนางยิ่งนัก “จะดีหรือท่านแม่ทัพ ข้าว่าแค่ท่านเฆี่ยนนางด้วยแส้หนังสองครั้ง อาการของนางก็ปางตายแล้วนะ หากจะให้นางยืนตากฝนอยู่อย่างนี้ ข้าว่านางคงจะสิ้นใจคืนนี้เป็นแน่” “นางเองที่เป็นผู้เรียกร้อง ผิดอันใดเล่าที่ข้าจะทำตามความต้องการของนาง” ฟางเซียนเงยหน้ามองผู้เป็นสามีที่อยู่ตรงหน้า จิตใจของเขาช่างโหดร้ายยิ่งนัก ถึงว่าเขาจึงได้เขียนจดหมายหย่าให้นางก่อนออกเดินทาง นางเข้าใจแล้วกับความคิดของผู้เป็นสามี นางเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความคิดของเขาก็วันนี้วันที่เขาไม่เคยมีความเมตตาสงสารผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย นี่หรือสามีที่นางเฝ้าโหยหาคิดถึงอยู่ในทุกย่างก้าวที่นางรอนแรมมาจนถึงชายแดน ฉินจื่อหานเห็นดวงตาตัดพ้อในแววตาของนางก็ทำให้เขาชะงักขึ้นมา ไม่นึกว่าสตรีนางจะใช้สายตาแบบนั้นจ้องมองเขาเหมือนกับว่านางรู้จักเขามาก่อนและกำลังอยากจะตัดพ้อเรื่องบางอย่าง  

นิยายรักโรแมนติกนิยายย้อนยุคนิยายจีนโบราณเทพสงครามแม่ทัพข้ามมิตินางเอกเก่งกลอุบายในวัง

ตอนที่ 1 ข่าวร้ายแต่กลับกลายเป็นข่าวดี

ตอนที่ 1

ข่าวร้ายแต่กลับกลายเป็นข่าวดี

“นี่ ๆ ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูจ้าวป่วยหนัก” ผู้คนที่อยู่ในตลาดต่างขยับเข้ามาฟังด้วยความใคร่รู้

“ป่วยหนักหรือ วันก่อนข้ายังเห็นนางไปแจกจ่ายอาหารให้กับผู้อพยพอยู่เลย ข่าวของเจ้าเชื่อถือได้หรือไม่”

“ก็ด้วยเหตุนั้นเยี่ยงไรเล่าที่ทำให้นางติดโรคฝีดาษ”

“ติดโรคฝีดาษหรือ” ลี่จ้งสาวรับใช้คนสนิทของเจียลี่ ฮูหยินรองตระกูลฉิน มีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ของแม่ทัพฉิน ลี่จ้งกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ที่ตลาดแต่แล้วก็ดันไปได้ยินเข้ากับคำพูดของผู้คนในตลาดที่กำลังยืนเกาะกลุ่มกันและพูดถึงเรื่องของคุณหนูจ้าวที่เป็นคู่หมั้นคู่หมายของแม่ทัพฉินจื่อหาน

ตั้งแต่สมัยฉินห่าวอู๋บิดาของเขายังมีชีวิตอยู่นั้น ได้เคยทำการหมั้นหมายคุณหนูจ้าว จ้าวเยว่เล่อ ให้กับแม่ทัพฉินจื่อหานแต่บัดนี้นายท่านฉินห่าวอู๋และฮูหยินฉินนั้นต่างเสียชีวิตกันไปหมดแล้วในจวนตระกูลฉินจึงเหลือเพียงฮูหยินรองฉินผู้เป็นนายของนาง

ฮูหยินฉินมารดาของแม่ทัพฉินจื่อหาน ก็เพิ่งจะลาจากโลกไปเมื่อเดือนที่แล้ว ตระกูลฉินจึงเหลือเพียงแค่ฉินจื่อหานที่เป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูล และตอนนี้ก็เพิ่งจะออกจากการไว้ทุกข์ได้เพียงไม่กี่วัน เมื่อลี่จ้งรู้เรื่องที่คุณหนูตระกูลจ้าวนั้นติดโรคฝีดาษในตอนที่ไปแจกอาหารคนให้กับคนที่อพยพหนีตายมาจากชายแดน

“ดูท่าว่าจะไม่ได้การเสียแล้ว ข้าจะต้องไปแจ้งเรื่องนี้แก่ฮูหยินรอง” นางรีบหันไปบอกสาวใช้ที่พามาด้วย

“นี่พวกเจ้า ข้าจะกลับจวนไปก่อนพวกเจ้ารีบซื้อของให้เสร็จแล้วกลับไปที่จวน อย่าได้อมเงินข้าแม้แต่น้อย”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้รับเงินมาแล้วมองตามเฉียนลี่จ้งที่รีบเร่งแหวกฝูงชนกลับไปที่จวน แต่เมื่อกลับไปถึงจวนฉินก็เห็นว่าเจียลี่นั้นกำลังคุยอยู่กับฉินจื่อหานประมุขของตระกูลฉินคนปัจจุบัน

นางจึงรีบพยักหน้าให้กับเจี่ยลี่นายของนางทันที เจียลี่เห็นท่าทางร้อนรนใจของลี่จ้งจึงรีบเดินตามออกมาจากห้องโถงทันที

“มีเรื่องอันใดหรือ เหตุใดเจ้าจึงรนลานเยี่ยงนี้” เจียลี่ถามบ่าวรับใช้คนสนิทขึ้นด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจนักเพราะนางเคยสั่งไว้แล้วว่าเวลาที่จื่อหานกลับมาที่บ้านควรที่จะทำตัวให้เป็นปกติเพราะกลัวว่าหลานชายนางจะจับพิรุธได้

“ขอโทษเจ้าค่ะ คือว่าข้าไปตลาดมาแล้วก็ได้ยินคนในตลาดกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องของคุณหนูจ้าวเจ้าค่ะ” ใบหน้าของลี่จ้งดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ทำให้เจียลี่รีบเดินนำหน้านางตรงไปยังห้องของตนทันที

ลี่จ้งรู้งานนางรีบเดินตามเข้าไปในห้องของแล้วชะโงกหน้าออกมามองซ้ายขวาเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครตามมาแล้ว นางจึงปิดประตูลงและรีบเดินไปยืนข้าง ๆ ผู้เป็นนายของนางทันที

“คือว่าที่ตลาดเล่าลือกันว่าคุณหนูจ้าวติดโรคฝีดาษเจ้าค่ะ” เจียลี่ได้ยินเยี่ยงนั้นก็ต้องตกใจพร้อมนางยกมือขึ้นกุมอกของตัวเอง

“เจ้าฟังไม่ผิดแน่นะ” นางยังถามซ้ำคนสนิทของนางอีกครั้ง

“จริงเจ้าค่ะ ข้าได้ยินมาเต็มสองหูเลยเจ้าค่ะ เห็นว่าคุณหนูจ้าวไปแจกอาหารที่โรงทานมาเจ้าค่ะก็เลยติดโรคฝีดาษจากผู้ประสบภัยที่เดินทางมาจากชายแดน” เมื่อเห็นสาวใช้คนสนิทยืนยันหนักแน่น มุมปากของนางก็กระตุกขึ้นมาเหมือนว่าข่าวร้ายที่ได้ฟังกลับเป็นข่าวดีของนาง

“เป็นเยี่ยงนี้ก็ดี” ลี่จ้งได้แต่มองหน้าของผู้เป็นนาย ซึ่งนางก็ไม่เข้าใจ คำว่า “ดี” ที่ผู้เป็นนายกล่าวถึงนั้นดีอย่างไร เมื่อเจียลี่เห็นลี่จ้งขมวดคิ้วเข้าหากัน นางก็หัวเราะขึ้นมาอย่างพอใจ

“เจ้าไม่เข้าใจเยี่ยงนั้นหรือ เจ้าไม่รู้หรือว่าเรื่องนี้ดีอย่างไร”

“อย่างไรหรือเจ้าคะ” นางถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ก็ดีนะสิ ทุกอย่างช่างเหมาะเจาะเสียจริง” ใบหน้าที่ดูขาวผ่องริมฝีปากแดงนั้นยกยิ้มขึ้นอย่างพึงใจ

“เหมาะเจาะหรือเจ้าคะ” นางพูดยังไม่ทันจบคำแต่กลับลุกขึ้นตึงตังและเปิดประตูออกไป ลี่จ้งเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งตามผู้เป็นนายออกไปทันที

เจียลี่เดินตรงไปยังห้องโถงที่นางเพิ่งนั่งคุยกับจื่อหานอยู่เมื่อครู่แต่ก็ไม่เห็นจื่อหาน นางจึงหันไปถามบ่าวรับใช้ที่เดินสวนทางมา

“นายท่านฉินอยู่ที่ใด”

“นายท่านฉินอยู่ที่ศาลาด้านข้างเรือนตำราขอรับ” บ่าวรับใช้พูดเพียงเท่านั้นก็ก้มหน้ากวาดลานบ้านต่อไป

เจียลี่รีบเดินตรงไปยังจื่อหานทันทีแต่แล้วนางก็พบว่าจื่อหานกำลังพูดคุยกับพ่อบ้านหลง นางจึงรีบเดินเข้าไปแล้วจ้องหน้าพ่อบ้านหลงเฟยฟา

“พ่อบ้านหลง พอดีว่าข้ามีเรื่องจะคุยกับนายท่านฉินสักหน่อย” พ่อบ้านหลงเห็นสายตาที่น่ากลัวของนางฟางผู้นี้เข้า เขาจึงรีบถอยห่างและเดินหันหลังออกไปจากศาลาทันที

“อาสะใภ้มีเรื่องอันใดหรือ” ฉินจื่อหานถามขึ้นทั้งที่เมื่อกี้เขาก็ไถ่ถามเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นในจวนตอนที่เขาไม่อยู่ที่จวนหรือนางพึ่งจะจำเรื่องใดขึ้นมาได้

“นายท่านฉิน ข้ามีเรื่องค่อนข้างที่จะกังวลใจ ข้าอยากจะคุยเรื่องนี้กับนายท่านฉินนานแล้ว”

“เรียกข้าเหมือนเดิมเถอะขอรับ ท่านอาสะใภ้”

“แต่ท่านก็เป็นนายของจวนฉินแล้วนะ หลังจากนี้จะให้ข้าเรียกท่านว่าจื่อหานเช่นเดิมได้อย่างไร”

“อาสะใภ้มิต้องเกรงใจหรอกขอรับ อย่างไรเราก็เป็นอาหลานกัน”

“เอาเถอะ ๆ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนถือตัวแต่อย่างใด เอาเป็นว่าเวลาอยู่ด้วยกันสองคน ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าจื่อหานก็แล้วกัน”

“ขอรับอาสะใภ้ เชิญท่านพูดมาเถิด”

“อารู้ว่าอีกไม่นานเจ้าก็จะต้องกลับไปประจำการอยู่ที่ด่านชายแดน ตั้งแต่ที่มารดาเจ้าล้มป่วย มารดาเจ้าก็เอาแต่กล่าวว่าตระกูลฉินของเราเหลือบุตรชายเพียงคนเดียวคือเจ้า มารดาเจ้าอยากให้เจ้าแต่งงานมีบุตรสืบทอดตระกูล เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร” จื่อหานนิ่งไปชั่วขณะแต่ก็ไม่ได้ขัดข้องอันใด เพราะเขาก็รู้ว่าตอนนี้ตระกูลฉินนั้นเหลือเขาเป็นเพียงบุรุษผู้เดียวที่จะต้องทำหน้าที่สืบทอดทายาทแต่ด้วยหน้าที่ที่ต้องคอยปกป้องชาติบ้านเมือง เขาจะต้องออกไปประจำการที่ชายแดนหากเกิดอันใดขึ้นกับเขาจริง ๆ ตระกูลฉินก็ถือว่าได้หมดสิ้นทายาทของตระกูลแล้วจริง ๆ

“ข้าก็เห็นว่าเจ้าอายุได้ถึง 25 ปีแล้ว ตอนนี้ถ้าปล่อยไปอีกเจ้าก็คงจะแก่มากไปกว่านี้ ข้ารู้ว่าเจ้าต้องแบกความรับผิดชอบไว้บนบ่าที่หนักอึ้งเนื่องด้วยบิดาและสามีของข้านั้นได้เสียชีวิตในสนามรบ” นางเอื้อมมือมากุมมือของหลานชายเพียงคนเดียวของนาง

“เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ได้ความ ข้าแต่งงานกับอาของเจ้ามานานหลายปีแต่กลับไม่สามารถมีทายาทได้” พูดแล้วนางก็ทำท่าทางบีบน้ำตาออกมาจนจื่อหานรู้สึกเห็นใจนางไม่ใช่น้อย เขาจึงยกมือขึ้นกุมมือของเจียลี่เอาไว้ด้วยความเห็นใจ

“ท่านคิดเป็นว่าเยี่ยงไร” จื่อหานถามความเห็นของนางอีกครั้ง

“ข้าจะเห็นว่าเยี่ยงไรเล่าก็ในเมื่ออย่างไรเสีย ท่านพ่อกับท่านแม่ของเจ้าก็เคยไปหมั้นหมายเจ้ากับคุณหนูตระกูลจ้าวไปแล้ว ข้าว่าตอนนี้เจ้าก็ออกทุกข์มาแล้ว ข้าจะรีบส่งหนังสือสู่ขอไปที่จวนจ้าวให้เร็วที่สุด พอเจ้าแต่งงานแล้วก็พาคุณหนูจ้าวไปอยู่ที่ด่านชายแดนด้วย”

จื่อหานก็พยักหน้าให้เจียลี่ ไหน ๆ ก็หมั้นหมายกับคุณหนูจ้าวมานานแล้ว และเขาก็ควรทำหน้าที่ลูกหลานของตระกูลฉินให้ดีมีทายาทสืบต่อตระกูลจะได้ไม่ผิดต่อบรรพบุรุษ

เจียลี่ที่ยืนรอคำตอบอยู่เมื่อเห็นหลานชายพยักหน้า นางก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งใจเพราะนางกลัวว่าจื่อหานจะปฏิเสธคำขอจนทำให้แผนของนางล่ม

นางรู้ว่าตั้งแต่เล็กจนโตจื่อหานนั้นไม่เคยสนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของชายหญิง เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในใจเขานั้นมีแต่ความรักชาติ เขาออกรบพุ่งกับบิดาและอาของเขาตั้งแต่เด็กไม่เคยสนใจเรื่องสตรีไม่นึกว่าเขาจะยอมตกลงง่าย ๆ เยี่ยงนี้

“เหตุใดจึงไม่ให้นางอยู่ที่จวนกับท่านเล่าอาสะใภ้”

“จะให้นางอยู่ที่จวนฉินเยี่ยงไรเล่า เจ้าก็เห็นว่าที่ข้าไม่ได้ตั้งท้องก็เพราะอาของเจ้านั้นออกรบเป็นแรมปี ส่วนข้าก็นั่งรอสามีอยู่ที่จวนแล้วเป็นเยี่ยงไรเล่า 1 ปี เขาก็ไม่ได้กลับ 2 ปี เขาก็ไม่ได้กลับ พอได้กลับมาก็โดนมีดฟันธนูแทงได้แผลมาทั้งตัว พอจะลุกขึ้นได้หน่อยก็ต้องกลับไปที่ชายแดนอีก จนสุดท้ายอาของเจ้าก็ตายในสนามรบ เจ้าเห็นหรือไม่ว่าด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่มีทายาทแล้วจะให้เหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอยอีกหรือ ข้าคิดว่าจะดีกว่าหากให้นางไปกับเจ้า หากได้บุตรพวกเจ้าก็ค่อยส่งมาให้ข้าเลี้ยงดูจะไม่ดีกว่าหรือ” นางพยายามพูดหว่านล้อมจนจื่อหานเห็นด้วยในที่สุด เขาจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของผู้เป็นอาสะใภ้