บทที่ 5 หมากตัวสำคัญ (1)
เรื่องผ้าเช็ดหน้าเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งชั่วคราว หลานอวิ๋นเจียวไม่อยากเอามาคิดให้เสียอารมณ์ ตอนนี้ความสนใจของหญิงสาวจดจ่ออยู่ที่การแข่งขันโถวหูมากกว่า
หลานอวิ๋นเจียวดูตื่นตาเป็นพิเศษเพราะเป็นการละเล่นยุคโบราณที่แทบเลือนหายไปแล้วในยุคที่นางจากมา หญิงสาวกวาดสายตาสำรวจของรางวัลที่ตั้งอยู่ภายในร้าน กระทั่งสะดุดตาเข้ากับธนูคันหนึ่ง
“เถ้าแก่ หากข้าอยากได้ธนูคันนั้นต้องทำอย่างไร”
ชายวัยกลางคนยิ้มประจบ “คุณหนูตาถึงยิ่งนัก นี่เป็นคันธนูอย่างดีทำขึ้นจากเอ็นและเขาสัตว์โดยเฉพาะ ช่างฝีมือทำออกมาอย่างประณีตทีเดียว หากท่านต้องการก็ต้องโยนลูกดอกให้ลงเป้าโดยไม่พลาดเลยห้าดอก”
หลานอวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงัก นางไม่รู้หรอกว่าความสามารถของตนในตอนนี้มีเท่าใด หากแต่นางคิดว่าอาจพอประยุกต์จากทักษะที่ตนเป็นนักแม่นปีนเข้าไปได้
“น้องหญิงสาม เหตุใดจึงอยากได้ธนูคันนั้น นี่เจ้าคงไม่คิดจะนำมันไปเป็นของฝากให้ท่านอ๋องกระมัง” หลานพินถิงถาม
หลานเพ่ยจือแค่นเสียง “คนที่เดินยังเซเช่นเจ้า คิดจะปาลูกดอกลงเป้าได้จริงหรือ”
หลานอวิ๋นเจียวเป็นคุณหนูชนิดที่ว่าไร้ทักษะและความสามารถ นางไม่ถนัดอะไรเลยสักอย่าง ไม่ว่าเดินหมากเล่นดนตรี กระทั่งเย็บปักถักร้อยก็ยังออกมาน่าเกลียด
“เช่นนั้นมิสู้น้องหญิงทั้งสองประลองกันเพื่อความตื่นเต้นดีหรือไม่” หลานพินถิงออกความเห็น
เกรงว่าเพียงดอกเดียวหลานอวิ๋นเจียวคงทำขายหน้าไปทั้งเมือง โอกาสได้หักหน้าน้องสาวใกล้เพียงเอื้อมหากไม่คว้าเอาไว้คงน่าเสียดาย มิสู้ราดน้ำมันลงบนกองเพลิงกระตุ้นให้หลานอวิ๋นเจียวร้องไห้แล้วหนีกลับบ้าน นางจะได้กลับมาเป็นที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวอีกครั้ง
หลานอวิ๋นเจียวยิ้มตาปิด “ความคิดพี่หญิงใหญ่ไม่เลว เช่นนั้นก็ตามนี้นะเจ้าคะ แต่อย่าได้เข้าใจข้าผิดว่าจะนำมันไปมอบให้ท่านอ๋อง ธนูคันนี้เป็นข้าที่อยากได้เองต่างหาก”
หลานพินถิงหน้ายับยู่ “เจ้าเป็นสตรีจะเอาอาวุธหยาบกระด้างไปทำอะไร มิสู้ไปฝึกปักผ้า เขียนอักษรให้ชำนาญไม่ดีกว่าหรือ”
“มิกล้า ๆ พี่หญิงใหญ่ก็รู้ว่าข้าเดินหมากเขียนอักษรไม่เก่ง มิสู้เดินทางสายบู๊อาจรุ่งก็ได้”
“โธ่ น้องหญิงสาม เจ้ากำลังตัดพ้อตัวเองหรือ พวกเราไม่เคยคิดเช่นนั้นเสียหน่อย” หลานพินถิงแสร้งเห็นใจ แท้จริงเสียงที่ดังออกไปก็เพราะอยากป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าหลานอวิ๋นเจียวเป็นสตรีที่ไร้ความสามารถต่างหาก
อย่าได้คิดว่าหลานอวิ๋นเจียวดูไม่ออก ปล่อยให้แม่นางดอกบัวขาวดีใจเสียให้พอ รอโอกาสมาถึงนางสัญญาจะไม่ให้อีกฝ่ายยิ้มได้อีกเลย
“น้ำใจของพี่หญิงใหญ่น้องสาวอย่างข้าซาบซึ้งยิ่งนัก แต่ว่าเรามากันสามคน ดังนั้นเราก็ประลองกันทั้งหมดจะได้สนุก พี่หญิงรอง ท่านว่าความคิดของข้าดีหรือไม่”
หลานเพ่ยจือยิ้มเยาะ เมื่อก่อนหลานพินถิงสวมหน้ากากเข้าหาหลานอวิ๋นเจียวนับเป็นเรื่องปกติ มายามนี้น้องหญิงสามของนางกลับไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป คำพูดดูดีเหล่านั้นราวกับแฝงไปด้วยพิษร้ายอย่างไรชอบกล
หลานเพ่ยจือเบือนหน้าหนี เอ่ยอย่างไม่แยแส “ไร้สาระ”
“ข้าจะถือว่าท่านเห็นด้วยนะเจ้าคะ” เสียงใสเจื้อยแจ้วต่อ ไม่สนว่าอีกฝ่ายหน้านิ่วคิ้วขมวดเพียงใด
เมื่อก่อนหลานอวิ๋นเจียวปะหน้าหลานเพ่ยจือก็กลัวจนหัวหด ต้องวิ่งตัวสั่นไปหลบหลังหลานพินถิงราวกับลูกแหง่ ใครจะรู้ว่าหลังจากนางพลัดตกต้นไม้ หลานอวิ๋นเจียวก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน
“น้องหญิงสาม เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะประลองกับเรา อย่าลืมว่าเจ้าจับเข็มยังโดนตำนิ้ว ปีนต้นไม้ยังตกลงมาเจ็บ หากเกิดว่าพวกเราชนะเจ้าได้ เจ้าจะไม่วิ่งโร่ไปฟ้องท่านพ่อว่าพี่สาวทั้งสองรังแกเจ้าหรือ”
หลานพินถิงเอ่ยกระเซ้า คนโง่เท่านั้นที่มองไม่ออก นางจงใจตบหน้าหลานอวิ๋นเจียวด้วยวาจาเชือดเฉือนฉาดใหญ่ก็เท่านั้นเอง น่าเสียดายที่แถวนี้คนโง่งมมีมากนัก
คิดว่าคำพูดเหล่านั้นหลานอวิ๋นเจียวจะใส่ใจเพื่อ นางหน้าหนากว่าที่คิดจะบอกให้ ใครมองอย่างไรหลานอวิ๋นเจียวไม่สน ทองแท้ไม่แพ้ไฟอยู่แล้ว
“พี่หญิงทั้งสองไม่ต้องกังวล ข้ารู้จักแยกแยะถูกผิด เช่นนั้นเรียงตามลำดับอาวุโสก็แล้วกัน ข้าอ่อนที่สุดก็ต้องให้เกียรติผู้อาวุโสก่อน”
คำพูดของหลานอวิ๋นเจียวทำให้รอยยิ้มของหลานพินถิงดูประหลาด เหล่าคนมุงแอบขำพรืดไม่รู้ตัว นั่นมิใช่หลานอวิ๋นเจียวกำลังบอกว่าหลานพินถิงเป็นสาวแก่ทึนทึกกว่าใครเพื่อนรึ
“เช่นนั้นก็เชิญคุณหนูทั้งสามขอรับ”
หลานพินถิงเชิดคอตั้งก้าวเท้าไปข้างหน้า นางคว้าธนูดอกแรกออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ การละเล่นพื้น ๆ นางไม่ประหวั่นอยู่แล้ว น้องสาวต่างมารดาผู้นี้คงลืมไปว่า ในบรรดาพี่น้องสกุลหลาน หลานพินถิงความสามารถโดดเด่นที่สุด
“คุณหนูใหญ่ความสามารถรอบด้าน ปิดตายังรู้ว่าใครจะชนะ”
“เช่นนั้น ข้าว่าเรามาเปิดเดิมพันกันดีกว่า”
“ความคิดเข้าท่าทีเดียว”
เรื่องการแข่งขันโถวหูของคุณหนูตระกูลหลานได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว โต๊ะเดิมพันที่เกิดขึ้นก็ครึกครื้นขึ้นถนัดตา
“ข้าลงคุณหนูใหญ่”
“ข้าลงคุณหนูรอง”
“ข้าลงคุณหนูใหญ่”
“ข้าก็ลงคุณหนูใหญ่”
ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาจนไร้ช่องลมพัดผ่าน เสียงส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางคุณหนูใหญ่หลานพินถิง หลานเพ่ยจือเองก็มิได้น้อยหน้า ครั้นเหลียวมองชื่อของหลานอวิ๋นเจียว กลับไม่มีการวางเหรียญแม้แต่อีแปะ
หดหู่ไม่ไหว
ก่อนโต๊ะเดิมพันจะถูกปิดลงกลับมีมือคู่หนึ่งหย่อนถุงผ้าไหมลงบนป้ายชื่อของหลานอวิ๋นเจียว พริบตาก็เทของที่บรรจุด้านในออกมา ก้อนทองคำกลิ้งขลุกขลักออกมารวมกันดุจดั่งภูผา
เสียงอื้ออึงเงียบลงชั่วขณะ
“คุณหนูสาม”
ครั้นได้ยินว่าเขาต้องการเดิมพันข้างใคร เสียงที่สงัดเมื่อครู่ก็สะท้อนขึ้นอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดมองเห็นใบหน้าของเขา เพราะงอบที่สวมใส่มีผ้าโปร่งแสงสีเข้มบดบังอยู่ ฟังจากน้ำเสียง และมองเพียงผิวเผินเขาจะต้องดูดีอยู่ไม่น้อย ความสูงราวหกฉื่อนี่ทำเอาหลายคนตกตะลึง พยายามแหงนมองจนคอแทบเคล็ด
เชิงอรรถ
^
ความสูง 6 ฉื่อ (尺) ของจีนโบราณ จะเทียบเป็นเซนติเมตรได้หลายค่าขึ้นอยู่กับยุคสมัย แต่ถ้าอ้างอิงมาตรฐานปัจจุบัน (จีนสมัยใหม่) 1 ฉื่อ = 33.3 ซม. ดังนั้น 6 ฉื่อ จะเท่ากับประมาณ 199.8 เซนติเมตร (ราว 200 ซม.) แต่หากอิงยุคโบราณ เช่น สมัยหมิง/ชิง 1 ฉื่อ = 32 ซม. ก็จะสูงประมาณ 192 ซม.
^
จะขโมยไก่ แต่ไม่ได้ไก่ แถมยังเสียข้าวไปอีกกำ (偷雞不成蝕把米 – โทวจีปู้เฉิง สือป่าหมี่ หมายถึง เปรียบถึงคนที่ทำสิ่งไม่ถูกต้อง หวังได้ประโยชน์ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ แถมยังเสียของ เสียเวลา หรือเสียประโยชน์ที่มีอยู่ไปอีก คล้ายภาษาไทย → “ได้ไม่คุ้มเสีย” หรือ “หวังฟันปลา แต่ตาข่ายขาด”
