บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ตัวประกอบที่ไม่มีในความทรงจำ

เดิมทีสายตาแทบทุกคู่ต้องหยุดอยู่ที่หลานพินถิงเสมอ รอยยิ้มหวานละไมแห้งเหี่ยวลงช้า ๆ เมื่อสัมผัสได้ว่าตนกำลังถูกมองข้ามไป

“พี่หญิงใหญ่ไม่เข้าไปหรือเจ้าคะ”

หลานพินถิงกระแอม “น้องหญิงสาม คนมากมายเกินไป ข้าว่าเราไปหาที่เดินเล่นสงบ ๆ กว่านี้ดีหรือไม่”

“พี่หญิงใหญ่ นี่มันเทศกาลนะเจ้าคะ คนน้อยสิแปลก แต่หากท่านไม่ชอบคนพลุกพล่านจะกลับไปก่อนก็ย่อมได้”

“ไม่เป็นไร ไหน ๆ ก็มาแล้ว มิสู้เดินเล่นสักหน่อย”

“มากันแล้วหรือ” เสียงใสดังแทรกบทสนทนา

หลานอวิ๋นเจียวเอ่ย “ที่แท้เป็นพี่หญิงรอง ท่านล่วงหน้ามาก่อนคงรู้ว่าในงานมีเรื่องน่าสนุกอะไรบ้าง”

หลานเพ่ยจือจ้องหลานอวิ๋นเจียวตาไม่กะพริบ “นี่เจ้า…”

หลานอวิ๋นเจียวเอียงคอถาม “ทำไมเจ้าคะ จำน้องสาวไม่ได้แล้วหรือ”

หลานเพ่ยจือค่อนขอด “แต่งกายดี ๆ กับเขาก็เป็น ทำสกุลหลานขายหน้าอยู่ตั้งนาน” จากนั้นหญิงสาวก็ย้ายสายตาไปยังหลานพินถิงด้วยความดูแคลน

“น้องหญิงรอง ข้าคิดว่าเจ้าไม่อยากมาเดินกับพวกเราเสียอีก”

ความแตกต่างของสองพี่น้องเผยออกมาอย่างเห็นได้ชัด หลานพินถิงเป็นพวกซ่อนเร้นความร้ายกาจผ่านรอยยิ้มซ่อนคมมีด ทว่าหลานเพ่ยจือกลับเผยความในใจอย่างตรงไปตรงมา ถึงพวกนางจะเกิดจากมารดาคนเดียวกันกระนั้นกลับมิได้ลงรอยกัน

หลานอวิ๋นเจียวเฝ้าสังเกตท่าทีของคนทั้งสอง สมองก็เริ่มประมวลผลข้อมูลอีกครั้ง ‘เป็นเช่นนี้เอง’

บรรยากาศอึมครึมประหนึ่งพายุตั้งเค้า หลานอวิ๋นเจียวถอนหายใจ จากนั้นคว้ามือพี่สาวทั้งสองไว้คนละฝั่ง “ข้าชักเบื่อแล้ว มิสู้เราเข้าไปในงานกันเถิดเจ้าค่ะ”

ทั้งหลานพินถิงและหลานเพ่ยจือต่างตกตะลึง ไม่ทันตั้งตัวก็ปลิวหวือติดมือน้องสาวต่างมารดาไปเสียแล้ว

“ทำอะไรของเจ้า” หลานเพ่ยจือขมวดคิ้วแน่น

“เมื่อครู่ข้าเห็นว่าด้านโน้นมีการแข่งขันโถวหูอยู่ด้วย ข้าอยากเล่นอันนั้นเจ้าค่ะ”

ปึก!

โอ๊ะ

“น้องหญิงสาม!” เสียงเล็กประสานกันโดยพร้อมเพรียง

มือที่กุมหญิงสาวทั้งสองเอาไว้คลายออกทันควัน เพราะหลานอวิ๋นเจียวเอาแต่พูดไม่มองทาง ทำให้เมื่อครู่นางชนเข้ากับแผงอกกว้างของใครบางคน

ร่างระหงหงายเงิบลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้า เนื่องจากแทบไม่มีผู้ใดละสายตาจากคุณหนูทั้งสาม ทำให้หลายคนได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

หลานอวิ๋นเจียวยกมือลูบหน้าผากเพื่อคลายความเจ็บ

เสียงวิจารณ์แว่วมาตามลม “เหอะ ต่อให้งามขึ้น นางก็ยังเป็นตัวตลกอยู่ดี เจ้าดูสิ”

ชายอีกคนพยักหน้า เขาถอนหายใจเอือมระอา “คุณหนูสามนางก็ยังเป็นคุณหนูสามอยู่วันยังค่ำ จะเปลี่ยนเป็นหงส์ก็คงยากหน่อย”

เสียงสะท้อนเหล่านั้นเรียกสายตาคมกริบให้ตวัดมองเข้ม ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร คำวิจารณ์เสียงขรมก็พัดผ่านไปดุจดั่งลมสายหนึ่ง หลานอวิ๋นเจียวแหงนหน้ามอง คิ้วสวยเคลื่อนเข้าหากันเล็กน้อย นางไม่รู้หรอกว่าเมื่อครู่ใครผิดใครถูก เพราะตนเองก็ไม่ทันมองทางเหมือนกัน

“แม่นางเป็นอะไรหรือไม่” ฝ่ามือกว้างยื่นไปตรงหน้า หวังช่วยคนตัวเล็กให้ทรงตัวยืน

ทว่าหลานอวิ๋นเจียวกลับเมินเขา ทั้งยังลุกขึ้นแล้วปัดฝุ่นด้วยตนเอง หญิงสาวค้อมกายเล็กน้อย ชายหนุ่มเลิกคิ้ว จากนั้นเก็บมือกลับ

“ขออภัยคุณชาย เมื่อครู่คงเพราะข้าไม่ทันมองทางจึงเผลอชนท่านเข้า ท่านคงไม่บาดเจ็บกระมัง”

เจ้าของใบหน้าวสันต์ยิ้มละมุน “ข้าไม่เป็นไร”

หลานอวิ๋นเจียวไม่อยากเสียเวลาแห่งความสนุกไปแม้เพียงเสี้ยว นางควานหาความทรงจำแล้วทว่ากลับไม่พบข้อมูลของคนผู้นี้ แม้จะดูหล่อเหลาภูมิฐานกระนั้นกลับเป็นดั่งตัวประกอบ ก่อนเอ่ยขอทางสายตากลับเผลอไปเห็นร่องรอยสีกุหลาบประทับบนสาบเสื้อของเขา

หลานอวิ๋นเจียวสะดุ้งโหยง ถ้าเขามีฮูหยินรออยู่ที่จวนคนผู้นี้ได้ตายโหงแน่

“ดูเหมือนข้าทำให้ท่านสกปรกเสียแล้ว”

หลานอวิ๋นเจียวคว้าแพรพกของตนขึ้นมา นางพุ่งเข้าหาคนตรงหน้าไม่ทันยั้งคิด จากนั้นจึงเร่งเช็ดคราบที่เปื้อนอยู่บนสาบเสื้อสีอ่อนอย่างเอาเป็นเอาตาย ชายหนุ่มผงะ ทุกคน ณ ที่ตรงนั้นก็ยิ่งตาค้าง โคมไฟในงานแทบไม่เป็นที่สนใจ เพราะหลานอวิ๋นเจียวได้แย่งความสว่างจากพวกมันมาหมดแล้ว

“นางใจกล้าเสียจริง ไม่รู้หรือว่าคนผู้นั้นเป็นใคร”

“นางจะไม่รู้ได้อย่างไร คงคิดจะฮุบทั้งราชวงศ์เลยกระมัง เข้าหาคนพี่ไม่ได้ก็เลยหันมาสนใจคนน้องแทน”

“นั่นสินะ ผู้หญิงอย่างคุณหนูสามหน้าไม่อาย หนนี้สกุลหลานจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”

ฉวนหงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นอยากเข้าไปแทรกก็ถูกสายตาดุดันของบุรุษตรงหน้าขวางเอาไว้

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว”

หลานอวิ๋นเจียวแหงนหน้ามองเขาอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษนะเจ้าคะ จะให้ท่านถอดเสื้อออกมาก็คงไม่เหมาะ ตอนนี้ข้ารีบอยู่ด้วย ถ้าอย่างนั้นท่านก็รับนี่ไว้เช็ดไปพลาง ๆ เถิด ดูท่าราคาเสื้อผ้าของท่านคงแพงทีเดียว ข้าเป็นคุณหนูสามของสกุลหลาน ค่าเสียหายมากน้อยเท่าไหร่ ท่านสามารถส่งคนมาแจกแจงที่จวนข้าได้เลยเจ้าค่ะ อีกอย่าง...”

หลานอวิ๋นเจียวหันรีหันขวาง พริบตาก็เขย่งปลายเท้ากระซิบชิดหูอีกฝ่าย “ชาดทาปากข้าเปื้อนเสื้อท่าน กลับไปเช่นนั้นระวังคนที่บ้านจะดุเอานะเจ้าคะ” แพรพกผืนงามถูกยัดเข้าฝ่ามือกว้างโดยมิคิดสิ่งใด หลานอวิ๋นเจียวรีบบอกลาจากนั้นไม่สนใจเขาอีก หญิงสาวคว้ามือพี่สาวทั้งสองแล้วเดินจากไปด้วยความรวดเร็ว

หลานพินถิงและหลานเพ่ยจือตัวแข็งราวกับถูกน้ำเย็นราดลงศีรษะ กว่าจะรู้ตัวก็โดนลากออกมาไกลลิบ

หลานพินถิงสะบัดมือออก “น้องหญิงสาม เมื่อครู่เจ้าทำอะไรลงไปรู้ตัวหรือไม่”

“ข้าทำอะไรผิดหรือ ก็เมื่อครู่เป็นอุบัติเหตุ”

“แต่เจ้าก็ไม่ควรมอบผ้าเช็ดหน้าให้กับบุรุษ ซ้ำยังทำตัวใกล้ชิดกับเขาเกินงาม” หลานเพ่ยจือโพล่ง

หลานอวิ๋นเจียวใคร่ครวญ เพราะเคยอ่านนิยายจีนโบราณมามาก นางเองก็ลืมตระหนักถึงตรงนี้ ในยุคจีนโบราณเรื่องการมอบผ้าเช็ดหน้าให้กับบุรุษนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเมื่อครู่ที่นางกระซิบเขาไปเพราะไว้หน้าชายหนุ่ม จนหารู้ไม่ว่าท่าทีเช่นนี้ประหนึ่งว่าตนกำลังทอดสะพานให้แก่เขา

แปะ

เสียงฝ่ามือตบลงหน้าผากดังสนั่น “ข้าคิดน้อยไปจริงด้วย เช่นนั้นรอข้าครู่เดียว”

ไม่ทันพุ่งตัวออกไป หลานพินถิงก็คว้าแขนเรียวไว้แน่น “ไม่ทันแล้ว กลับไปก็คงหาเขาไม่เจอ”

“เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไรจะได้ผ้าเช็ดหน้าคืน เมื่อครู่ก็ลืมถามชื่อแซ่เขาไว้เสียด้วย”

หลานเพ่ยจือและหลานพินถิงหน้านิ่วคิ้วขมวดโดยพร้อมเพรียง

หลานเพ่ยจือโพล่ง “พูดเลอะเทอะอะไรของเจ้า จะไม่รู้จักได้อย่างไร”

“ข้าไม่เห็นจำได้ว่ารู้จักคนผู้นี้” หลานอวิ๋นเจียวฉงน ในเมื่อนางไม่รู้จักจะบังคับกันได้อย่างไร

หลานพินถิงพ่นลมขึ้นจมูก “น้องหญิงสาม เจ้าตกต้นไม้จนสมองกระแทกแรงไปกระมัง จึงจำไม่ได้ว่านั่นคือองค์ชายสี่ เย่จ้านฮ่าว พระอนุชาของหานเซียนอ๋องอย่างไรเล่า”

หลานอวิ๋นเจียวกะพริบตาถี่ “อ้อ”

“อ้อ เจ้ายังจะแค่อ้อ หรือเจ้าคิดจะเบนหางเสือไปที่องค์ชายสี่ดังเขาว่า เจ้าเคยนึกถึงหน้าตาของสกุลหลานหรือไม่”

หลานอวิ๋นเจียวไม่ได้โต้กลับ ที่นางเงียบมิใช่ตกใจที่อีกฝ่ายเป็นน้องชายของพระเอกตัวดี ทว่าสิ่งที่ทำให้หลานอวิ๋นเจียวรู้สึกราวกับถูกอสนีเคราะห์ฟาดลงกลางร่างจนจิตวิญญาณหลุดลอยนั่นก็คือ นางได้เผลอยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ชายแปลกหน้าไปเสียแล้ว

‘ให้ตายเถอะ บัดซบไม่ไหว’

ร่างสูงก้าวเดินไปด้านหน้าด้วยท่วงท่าสบายอุรา เขามองผ้าเช็ดหน้าผืนบางพร้อมรอยยิ้มแพรวพราวยามเมื่อนึกถึงลมหายใจอุ่นระอุที่เป่ารดใบหูตน

“องค์ชาย เมื่อครู่เป็นคุณหนูสามจริงหรือขอรับ เหตุใดนางไม่เหมือนที่เขาเล่าลือกันสักนิด”

คิ้วเข้มกระตุก “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่านางก็แค่สวมหน้ากาก พี่สามตาต่ำเอง ถึงตอนนี้แล้วก็อย่าคิดมายื้อแย่งกับข้า เจ้าว่านาง…งดงามใช่หรือไม่”

เย่จ้านฮ่าวเป็นองค์ชายที่มากความรู้ความสามารถเขามองคนเฉียบขาดดั่งทะลวงเข้าแก่นวิญญาณ ถึงนิสัยคุณหนูสามที่ถูกโจษจันทำให้เขาขยาดหญิงนางนี้นัก แต่เมื่อครู่ได้ยลโฉมอีกฝ่ายด้วยตาเนื้อ สิ่งที่เคยเชื่อก็พังทลายชั่วพริบตา

องครักษ์หนุ่มกลืนน้ำลายหนืดเหนียวจนลูกกระเดือกกลางคอขยับ “งามมากทีเดียว กระหม่อมยังคิดว่าสตรีผู้นี้มิใช่นางเสียอีก”

เย่จ้านฮ่าวเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กกลับเข้าไปอย่างเบามือ เดินทอดน่องห่างไปเรื่อยไม่พูดสิ่งใดอีก

เงาสีดำทะมึนซึ่งสังเกตเหตุการณ์มาสักพัก ค่อย ๆ ปลีกตัวออกห่าง ก่อนร่างสูงจะถูกกลืนหายเข้าไปท่ามกลางฝูงชน

เชิงอรรถ

^

การแข่งขันโถวหู (投壶; Tóuhú) คือ เกมปาลูกศร (หรือวัตถุคล้ายลูกศร) ให้ลงในภาชนะโบราณที่มีปากแคบ ซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้านของจีนที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาย้อนยุค

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel