บทที่ 3 รูปโฉมจิ้งจอกที่ถูกซ่อนเร้น (2)
ทันทีที่หลานอวิ๋นเจียวผลุบหัวกลับเข้าไป จากรอยยิ้มใจดีของหลานพินถิงก็หุบฉับลงทันควัน แพรพกในมือถูกนางกำแน่นจนเกิดรอยยับย่น
วันนี้ควรเป็นนางที่โดดเด่น ไฉนจึงถูกหลานอวิ๋นเจียวทำพังไม่เป็นท่า หรือน้องสาวผู้นี้รู้ตัวแล้ว จึงจงใจเป็นปรปักษ์กับนางอย่างโจ่งแจ้ง
หากวันนี้หานเซียนอ๋องไปงานโคมไฟจะไม่เผลอไผลกับรูปโฉมประหนึ่งปีศาจจิ้งจอกของหลานอวิ๋นเจียวหรือ เมื่อก่อนนางแอบเก็บหางอีกฝ่ายเอาไว้อย่างแนบเนียน หนนี้ไม่อาจทำได้เสียแล้ว
น่าเจ็บใจนัก น้องสาวสมองทึบผู้นั้นหายไปที่ใด
ระหว่างที่รถม้ามุ่งหน้าไปงานโคมไฟ บ่อยครั้งที่หลานพินถิงเฝ้าพยายามหว่านล้อมให้หลานอวิ๋นเจียวสิ้นความมั่นใจ หารู้ไม่ว่าสิ่งที่หลานพินถิงพ่นออกมาเข้าตัวเองไปมากกว่าเก้าในสิบส่วน
หลานอวิ๋นเจียวอมยิ้ม “ปิ่นสีมรกตเข้ากับข้าก็จริงอยู่ แต่เกรงผู้คนจะหาว่าเป็นนกยูงรำแพนนี่สิเจ้าคะ”
หลานพินถิงถึงกับสะอึก เพราะเครื่องหัววันนี้นางประโคมใส่เครื่องประดับจนไม่เหลือที่ว่างเว้น เพียงเพราะต้องการให้ตนดูเด่นจนสะดุดตา กระทั่งได้ยินคำว่านกยูงรำแพนก็ทำเอานางหมดความมั่นใจไปเสียเอง
“น้องหญิงสามก็พูดเกินไป เมื่อก่อนข้าเห็นเจ้าแต่งเช่นนั้นงดงามดีออก”
“งามเกินไปก็เป็นภัยแก่ตัว วันนี้ผู้คนมารวมกันจากทั่วสารทิศร้อยพ่อพันแม่ไม่อาจวางใจ เกรงว่าเครื่องประดับล้ำค่าอาจเป็นเป้าล่อตาโจรได้”
รอยยิ้มของหลานพินถิงเจื่อนลงจนดูประหลาด “เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า ที่ข้าพูดทั้งหมดล้วนหวังดีทั้งสิ้น”
“ขอบคุณพี่หญิงใหญ่ น้ำใจท่านข้ารับไว้แล้ว ต่อไปท่านไม่ต้องเหนื่อยตามดูแลข้าแล้วเจ้าค่ะ น้องสาวคนนี้เติบโตมาอย่างดีเพราะมีท่านคอยชี้แนะ ดังนั้นนับจากนี้ข้าจะจัดการกับชีวิตข้าเอง”
หลานอวิ๋นเจียวแอบเห็นเส้นเลือดบนหลังมือของอีกฝ่ายขยายตัวราวกับกำลังจะแตก รอยยิ้มซุกซนของหญิงสาวก็ยิ่งปรากฏ
“ไม่รู้วันนี้จะได้พบหน้าท่านอ๋องหรือไม่ ครั้งก่อนข้ายังไม่ได้เอาก้านอิงฮวาไปให้เขาเลย น่าเสียดายที่เจ็บตัวเสียก่อน” แม้มีความทรงจำหลายอย่างเบียดเสียดไว้ในคลังสมอง กระนั้นสิ่งที่ทำให้หลานอวิ๋นเจียวประหลาดใจไม่หาย นั่นก็คือ นางจำใบหน้าของหานเซียนอ๋องไม่ได้
เป็นไปได้อย่างไรในเมื่อเขาเป็นพระเอกที่นางพบหน้าบ่อยครั้ง ไฉนจึงลืมใบหน้าของเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเหลือแม้เพียงเสี้ยวในความทรงจำ
‘บทบาทพิลึกกึกกือ’
หลานพินถิงใจเต้นระส่ำ หากวันนี้หานเซียนอ๋องเผยโฉมมาที่งานโคมไฟจริง นางจะต้องหาวิธีขวางหลานอวิ๋นเจียวไม่ให้ปรากฏกายต่อหน้าอีกฝ่ายให้ได้ “ท่านอ๋องเป็นบุรุษสูงส่งองอาจ เกรงว่างานประจำปีเล็ก ๆ คงน่าเบื่อสำหรับเขา วันนี้เจ้าก็ทำใจเผื่อไว้สักนิดเถิด”
หลานอวิ๋นเจียวแสร้งถอนหายใจ “ว้า…น่าเสียดายจริงเชียว ช่างเถิด ถึงอย่างไรก็มีโอกาสพบท่านอ๋องอีกมาก ว่าหรือไม่เจ้าคะ”
“แน่นอน” หลานพินถิงยิ้มตอบ ทั้งที่ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวง
หลานอวิ๋นเจียวข่มกลั้นความขบขันไว้ในใจ แม่โพธิสัตว์เก็บสีหน้าไม่ไหวแล้ว กล้ากดหัวจอมยุทธ์หญิงเจียวเจียวมานานนมอย่างนั้นหรือ ครั้งนี้มาดูว่าใครจะแน่กว่ากัน
ล้อไม้ที่บดตามรายทางสิ้นสุดลงแล้ว หลานพินถิงรีบพุ่งตัวลงมาก่อนทันควัน ผู้คนภายในงานต่างเหลียวหลังมายังรถม้าอีกคันของสกุลหลาน ว่ากันว่าลูกสาวบ้านนี้งดงามดั่งยอดพธู โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่และคุณหนูรอง ส่วนคุณหนูสามก็ข้ามไปเถิด ต่อให้ผิวพรรณโดดเด่น แต่ก็มักสร้างเรื่องให้ตนเป็นตัวตลก
“ก่อนหน้าที่คุณหนูรองมาถึงข้าก็ว่างดงามจับใจแล้ว ยิ่งได้ยลโฉมคุณหนูใหญ่ก็ทำเอาแทบลืมหายใจเลยทีเดียว”
“นั่นสิ พวกนางล้วนเลยวัยปักปิ่นกันแล้ว ไม่รู้ว่าบุรุษจวนใดจะได้เป็นเขยผู้โชคดี”
“สกุลหลานธรรมดาจนกล้าเพ้อฝันหรือ เจ้าคิดว่าพวกนางจะตกมาถึงเราหรือไม่ เกรงว่าคงถูกส่งตัวเข้าวังทั้งหมด”
“จริงอย่างเจ้าว่า”
บุรุษวัยฉกรรจ์สองคนสนทนาพลางทำหน้าชวนฝัน ครั้นเอ่ยถึงประโยคสุดท้ายก็พานให้จิตใจต้องห่อเหี่ยว
“อ๊ะ นั่น…”
“อะไรรึ?”
เสียงทุ้มตะกุกตะกัก เขาพยายามหรี่ตาจนแคบ “สตรีอาภรณ์แดงนั่น คะ…ใคร? ผิวขาวอย่างกับหิมะ รอยยิ้มก็หวานหยดยิ่งกว่าน้ำผึ้ง สวรรค์ ช่างงดงามเกินไปแล้ว”
ชายอีกคนขยี้ตา ไม่นานม่านตาก็ขยายกว้างราวกับหมากล้อมสีดำเข้ม “นั่นคุณหนูสามไม่ใช่รึ!”
“หา คุณหนูสามจริงหรือ!?”
