บทที่ 3 รูปโฉมจิ้งจอกที่ถูกซ่อนเร้น (1)
ใช้เวลาไม่นานเครื่องประดับที่หลานอวิ๋นเจียวรังสรรค์ด้วยสมองและสองมือก็ออกมาเป็นรูปร่าง นอกจากดูแปลกใหม่ยังผสมกลิ่นอายแบบร่วมสมัยอยู่ด้วย ครั้นนำมาประดับลงบนเส้นผมก็ยิ่งโดดเด่นสะดุดตา
“บ่าวมิได้ฝันอยู่กระมัง นี่คุณหนูสามจริงหรือ สวรรค์!” ฉวนหงแทบไม่เชื่อสายตา
เดิมทีโครงหน้ารูปไข่รับกับผิวสีหิมะของหลานอวิ๋นเจียวก็นับว่าเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาคุณหนูสกุลหลานอยู่แล้ว หากแต่เมื่อก่อนการแต่งกายของนางมักดูขัดตาเพราะการใช้สีเสื้อผ้ากับเครื่องประดับที่ไม่ลงตัว ทำให้รัศมีที่ควรเปล่งประกายเจิดจ้าถูกลดทอนลงไปด้วย ทว่าเพียงเท่านี้จะทำลายรูปโฉมนางได้อย่างไร ถ้ามิใช่การฉาบหน้าหนาคล้ายนางเอกละครงิ้ว ไม่ต้องอธิบายซ้ำก็คงรู้ดีว่าเป็นฝีมือใคร บวกกับความสมองทึบที่เคยมีทำให้หลานอวิ๋นเจียวผู้นี้ถูกจูงจมูกและผูกให้เดินตามหลังพี่สาวดอกบัวขาวอยู่ตลอด
ฉวนหงยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่
หลานอวิ๋นเจียวหันหลัง มือเรียวคว้าแก้มนุ่มป่องแล้วดึงหยอกล้อ
“คุณหนูทำอะไรเจ้าคะ บ่าวเจ็บ…” ฉวนหงหน้ายับยู่
หลานอวิ๋นเจียวคลี่ยิ้มซุกซนก่อนจะลดมือลงพลางกล่าว “เจ็บก็ถูกต้องแล้ว”
ฉวนหงยกมือลูบแก้ม เปลือกตาบางกะพริบถี่ “ถูกอย่างไรเจ้าคะ”
“ก็ถ้าเจ็บ นั่นคือเจ้าไม่ได้ฝันอย่างไรเล่า”
ฉวนหงตาโต “คุณหนูช่างเย้าจริงเชียว ว่าแต่คุณหนูคิดได้อย่างไรเจ้าคะ เครื่องหัวเช่นนั้นดูแปลกตามาก”
ปลายนิ้วชี้เคาะกระหม่อมเบา ๆ “เขาเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์”
“คุณหนูสามเรียบร้อยหรือยังเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมาตามเจ้าค่ะ”
บทสนทนาสิ้นสุดเท่านั้น ดูเหมือนหลานพินถิงเตรียมตัวพร้อมแล้ว
หลานอวิ๋นเจียวตอบ “เดี๋ยวข้าตามไป”
“เจ้าค่ะ”
เสียงฝีเท้าถอยห่างออกไปจนเสียงเงียบลง หลานอวิ๋นเจียวจึงหันมาจัดระเบียบตัวเองเพิ่มเล็กน้อย
“คุณหนู หากนั่งรถม้าไปกับคุณหนูใหญ่ เอ่อ…”
“อ้ำอึ้งทำไม อยากพูดอะไรก็ว่ามาเถิด”
ฉวนหงรู้ดีว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ปกติหลานอวิ๋นเจียวไม่เคยฟังเสียงของนาง แต่หนนี้ดูท่าจะต่างออกไป ฉวนหงรวบรวมความกล้า เหลือบซ้ายแลขวาพลางกระซิบ “อย่าไว้ใจคุณหนูใหญ่นะเจ้าคะ”
หลานอวิ๋นเจียวขมวดคิ้ว ฉวนหงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจสั่น ไม่รู้คำพูดนั้นจะสร้างแรงกระเพื่อมไปมากน้อยเท่าใด หากหลานอวิ๋นเจียวยังเป็นคนเดิมที่เชื่อฟังพี่สาว ฉวนหงคงไร้ทางรอดแล้ว
หลานอวิ๋นเจียวมองสีหน้าขาวซีดของฉวนหงพักหนึ่ง มือเรียวคว้าไหล่แคบบางเบา ริมฝีปากสีกุหลาบเผยยิ้มอบอุ่น “วางใจเถิด ต่อไปไม่มีใครรังแกข้าได้อีกแล้ว”
จากหัวใจที่เต้นโครมใหญ่สงบลงทันควัน ฉวนหงตื้นตันจนน้ำตาคลอ ครั้นได้เอ่ยความอัดอั้นออกไปถึงจะไม่เพียงกี่ประโยค ทว่ากลับรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก ในที่สุดคุณหนูของนางก็แยกแยะถูกผิดเป็นแล้ว
“ดูทำหน้าเข้า ตาแดงหมดแล้ว ระวังไม่สวยนะ”
ฉวนหงยิ้มทั้งน้ำตา “คุณหนูละก็”
“ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปนี้ข้าจะปกป้องเจ้าและตัวข้าเอง ไปกันเถอะ”
ฉวนหงพยักหน้าระรัว ประหนึ่งรอยยิ้มของเจ้านายตรงหน้ากำลังย้อมทาสีทองเคล้าความอ่อนโยนทำให้นางรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย “เจ้าค่ะ”
หลานพินถิงได้ยลโฉมรูปแบบใหม่ของน้องสาวก็แทบลืมหายใจ เครื่องหน้าอันหมดจดงดงามแต้มเครื่องประทินโฉมบางเบา ทำให้หลานอวิ๋นเจียวดูสดใสกว่าทุกวัน ขนตางอนโค้งรับกับใบหน้ารูปไข่ งดงามดั่งเทพธิดาช่างขาวบริสุทธิ์ดุจนางเซียน
“พี่หญิงใหญ่”
“…”
“พี่หญิงใหญ่”
“…”
“พี่หญิงใหญ่!”
เสียงใสที่เพิ่มระดับการเรียกดึงสติของหลานพินถิงให้หลุดจากภวังค์ หญิงสาวกระแอมกลบเกลื่อน “น้องหญิงสาม ข้าว่าเครื่องประดับเจ้ามันแปลกตาไปหรือไม่ ปากก็ซีดเซียวนัก สีชุดนั่นก็โดดจากผิวของเจ้าไปมาก มิสู้เปลี่ยนชุดใหม่ที่ห้องของข้าก่อน อย่างไรเสียก็คงมีที่เหมาะกับเจ้ามากกว่านี้”
หลานอวิ๋นเจียวยิ้มตาปิด “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ก็แค่ไปเดินเที่ยวเล่น มิได้ไปงานเลือกคู่คงไม่ต้องงดงามประณีตเพียงนั้นกระมัง”
หลานพินถิงทำหน้าดุจกลืนยาขม นางสะอึกตั้งแต่คำว่าเลือกคู่ หลานอวิ๋นเจียวเอ่ยเหมือนไม่ตั้งใจ แต่ทำไมนางถึงรู้สึกราวกับถูกมดกัดเมื่อได้ฟัง “แต่ว่า…”
“อย่าเสียเวลาเลยเจ้าค่ะ ไปช้าอีกนิดฟ้าก็คงมืดแล้ว” ไม่รอช้าหลานอวิ๋นเจียวก็ปีนขึ้นไปบนรถม้าทันที ทว่าหลานพินถิงกลับยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งไม้แกะสลัก
ริมฝีปากสีกุหลาบเหยียดยิ้มแผ่วเบา ดูเหมือนพี่สาวดอกบัวขาวประสาทกินไปแล้ว มือเรียวแง้มม่านตรงหน้าต่างเล็กน้อย “พี่หญิงใหญ่ ท่านไม่ไปแล้วหรือ หรือว่ากำลังรอพี่หญิงรอง”
หลานพินถิงสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง ริมฝีปากเม้ม ๆ คลาย ๆ เพื่อข่มอารมณ์ หญิงสาวหันหลังกลับ พริบตาก็เผยยิ้มอ่อนหวาน “น้องหญิงรองบอกว่านางอยากไปผู้เดียว เจ้าก็รู้ว่านางไม่ชอบร่วมเดินทางกับเรา”
หลานอวิ๋นเจียวพยักหน้า “เช่นนั้นพี่หญิงใหญ่ก็ขึ้นมาเถิด”
“อืม”
