บทที่ 2 กับดักอาภรณ์ (2)
ริมฝีปากสีกุหลาบกระตุกยิ้มหนึ่งฝั่ง นี่สินะโชคชะตาของการเป็นนางเอก หลานอวิ๋นเจียวหันหลังกลับ แววตาพราวระยับเปลี่ยนเป็นไร้เดียงสาประหนึ่งกวางน้อย “ข้าจะสวมชุดนี้เจ้าค่ะ”
หลานพินถิงหน้าเปลี่ยนสีทันควัน กิริยาเหล่านั้นล้วนอยู่ในสายตาของหลานอวิ๋นเจียวทั้งหมด
“ปกติเจ้าไม่ชอบสีแดงมิใช่หรือ เกรงว่าสวมไปจะไม่เข้ากับเครื่องประดับที่เจ้ามี”
“อ้อ…ไม่เห็นจะยากเลยเจ้าค่ะ เครื่องประดับพวกนี้เดิม ๆ ข้าเบื่อยิ่งนัก มิสู้ร้อยมันขึ้นใหม่ก็สิ้นเรื่อง” กล่าวจบหลานอวิ๋นเจียวก็คว้าเครื่องประดับซึ่งนางมองปราดเดียวยังรู้ว่ามันเชยยิ่งกว่าอะไร หากนำมาเทียบกับปิ่นระย้าที่ปักอยู่บนเส้นผมของหลานพินถิงแล้ว เครื่องประดับที่หลานอวิ๋นเจียวมีทั้งหมดยังสู้ไม่ได้กับของชิ้นเดียวบนหัวของนาง
รสนิยมย่ำแย่เพียงนี้ยังเทียบไม่ได้กับไม้แยงฟัน!
หลานพินถิงตาโตเมื่อเห็นว่าหลานอวิ๋นเจียวทำการชำแหละบรรดาไข่มุกเพชรพลอยจนเกลื่อนไปหมด “น้องหญิงสาม เจ้าจะทำอะไร นั่นมิใช่เครื่องประดับที่เจ้าชอบหรือ”
หลานอวิ๋นเจียวยิ้มตาปิด “ของนอกกาย ชอบได้ก็เลิกชอบได้ ข้าเบื่อแล้ว มิสู้มาลองเปลี่ยนแบบของมันดู บางทีอาจได้เครื่องประดับที่เข้ากันกับชุด”
หลานพินถิงถลาเข้ามานั่งแหมะข้างกาย นางจับข้อมือเรียวเล็กเอาไว้ “เจ้าจะเสียเวลาทำไม หากเบื่อมิสู้เอาของข้าไปหรือไม่ หรือให้ฉวนหงออกไปซื้อครู่เดียวก็ได้”
ฉวนหงลอบกลั้นหายใจอยู่ตั้งนาน เมื่อก่อนหลานอวิ๋นเจียวดื้อรั้นก็จริงทว่านางเป็นคนหัวอ่อนสมองทึบ ไม่ว่าหลานพินถิงจะพูดกรอกหูอะไรนางก็ล้วนเชื่อฟังทั้งสิ้น แม้ฉวนหงเคยแอบค้าน กระนั้นหลานอวิ๋นเจียวกลับไม่ยอมเชื่อนางสักหน
“ฉวนหง เจ้าออกไปซื้อเครื่องประดับให้น้องหญิงสามใหม่ก็แล้วกัน เอาแบบที่…”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ” หลานอวิ๋นเจียวตัดบท เอ่ยต่อ “เครื่องประดับที่มีอยู่ก็มากมายจนใช้ไม่หมด จะสิ้นเปลืองเงินทองเพิ่มทำไม วันนี้ข้าจะสวมเครื่องประดับที่ทำเอง สายแล้ว พี่หญิงใหญ่ก็ไปแต่งตัวเถิดเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่อยากให้ข้าช่วยแต่งกายให้หรือ ยามปกติเจ้าต้องปรึกษาข้าเสมอ ถ้าข้าไม่อยู่ใครจะดูแลความเรียบร้อยให้เจ้า”
‘ดูแลความเรียบร้อยรึ มิใช่อยากรอดูให้แน่ใจว่าข้าขี้เหร่แล้วหรือไม่กันแน่’
หลานอวิ๋นเจียวค่อนขอดในใจ ตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ยังยิ้มตอบ “พี่หญิงใหญ่อย่าลืมว่าข้าล่วงเข้าวัยปักปิ่นแล้วนะเจ้าคะ ข้าดูแลตัวเองได้ หากท่านยังไม่รีบไปเตรียมตัว ระวังพี่หญิงรองจะงามยิ่งกว่าท่าน”
หลานพินถิงหน้าเจื่อน งานวันนี้นางต้องโดดเด่นที่สุด เพื่อทำให้หานเซียนอ๋องประทับใจ เกรงว่าหากล่าช้าเวลาแต่งตัวก็จะน้อยลงไปอีก ซึ่งนางจะไม่ยอมให้น้องสาวทั้งสองเกินหน้าเกินตาตนเองแน่
อย่างไรเสียตลอดมาหลานอวิ๋นเจียวก็แต่งตัวไม่เป็น ยิ่งมานั่งร้อยเครื่องประดับเองมั่ว ๆ เกรงว่าจะได้เป็นตัวตลกมากไปกว่าเดิม
คิดได้เช่นนั้นหลานพินถิงก็ยิ้มสบายใจ “เช่นนั้นก็ได้ หากน้องหญิงสามติดปัญหาใดให้คนไปตามข้าได้ทุกเมื่อ”
“เจ้าค่ะ แต่ข้าคงไม่รบกวนพี่หญิงใหญ่อีกแล้วล่ะ ข้ายังไม่ว่างส่ง พี่หญิงใหญ่กลับดี ๆ นะเจ้าคะ” หลานอวิ๋นเจียวกล่าวจบก็ก้มหน้าก้มตาร้อยเครื่องประดับในมือของตนต่อไป
หลานพินถิงตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึง หลานอวิ๋นเจียวไม่เคยเมินนางมาก่อน ตั้งแต่พลัดตกต้นไม้ครั้งนั้นดูเหมือนน้องสาวที่นางเคยชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ นิสัยกลับตาลปัตรไม่เหมือนเดิม
“เช่นนั้นไว้เจอกันนะ”
“เจ้าค่ะ” หลานอวิ๋นเจียวตอบโดยไม่เงยหน้า กระทั่งเสียงฝีเท้าจากไป งานร้อยลูกปัดจึงหยุดลง
“เฮ้อ เหนื่อยจะแย่” หลานอวิ๋นเจียวทำแก้มป่อง ต้องปั้นหน้าเป็นนางเอกอ่อนหวานลำบากไม่ใช่น้อย
“คุณหนูเมื่อครู่บ่าวแทบลืมหายใจ คิดว่าท่านจะสวมชุดสีเขียวอื๋อนั่นแล้วจริง ๆ”
หลานอวิ๋นเจียวยิ้มมุมปาก “เมื่อก่อนข้าเชื่อฟังพี่หญิงใหญ่มากเลยหรือ”
ฉวนหงพยักหน้า “เจ้าค่ะ ชนิดที่ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้”
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว”
ร้ายลึกจริงเชียวแม่นางดอกบัวขาวหลานพินถิง เกรงว่าคงร้ายกาจเสียยิ่งกว่าหลานเพ่ยจือหลายเท่ากระมัง
“คุณหนูเพิ่งร้อยลูกปัด เช่นนี้จะทันใช้งานหรือเจ้าคะ มาเจ้าค่ะบ่าวช่วยเอง”
“ไม่เป็นไร เจ้ามาทำผมให้ข้า ครู่เดียวก็เสร็จแล้ว เจ้าไม่รู้หรือว่างานอดิเรกของข้านอกจากจับปลายกระบอกปืนก็คือการออกแบบและทำเครื่องประดับ”
แน่นอนว่านอกจากหลานอวิ๋นเจียวจะเป็นนักกีฬาแม่นปีนเหรียญทอง ที่บ้านยังเปิดกิจการขายเครื่องประดับอัญมณี ดังนั้นเรื่องออกแบบร้อยลูกปัดไม่คณามือนางหรอก
“หา” ฉวนหงงุนงงกับสิ่งที่ได้ยิน คุณหนูของนางไปจับปืนและร้อยลูกปัดตั้งแต่เมื่อใด ที่นางพอจะเห็นอยู่ตลอดในตอนนี้ก็คือ นางเฝ้าตามติดหานเซียนอ๋องไม่ห่างประหนึ่งเงาตามตัวต่างหาก
หรือว่าหลานอวิ๋นเจียวจะสมองกระแทกจนนิสัยเปลี่ยนจริง ๆ ฉวนหงได้แต่สงสัยและกลืนความฉงนกลับลงไป
