บทที่ 2 กับดักอาภรณ์ (1)
เสียงกระบี่แหวกอากาศสะท้านบาดหู บุรุษร่างสูงตวัดโลหะสีเงินในมือด้วยความปราดเปรียวดุดันเจือความแข็งแกร่งผสานกลิ่นอายงดงามดั่งลมวสันต์ดุจภาพวาดจอมยุทธ์เหนือเมฆาคล้อย
“ท่านอ๋อง”
กระบี่ในมือถูกเก็บเข้าฝัก ชายหนุ่มผินหน้ามายังต้นเสียง “ได้เรื่องอย่างไร”
“สองวันก่อนคุณหนูสามนางถูกฮูหยินผู้เฒ่าสั่งกักบริเวณพ่ะย่ะค่ะ”
นัยน์ตาดั่งใบหลิวหรี่ลงจนแคบ ชายหนุ่มลดกายนั่งบนเก้าอี้ไม้ขัดเนื้อดี ถังรุ่นองครักษ์มือซ้ายค่อย ๆ รินน้ำชาส่งให้ผู้เป็นนาย จากนั้นจึงออกความเห็น
“ปกติท่านอ๋องก็มิได้สนใจนาง เหตุใดช่วงนี้จึงอยากสืบเรื่องของคุณหนูสามหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เย่ซานหลางหรือหานเซียนอ๋องเป็นบุรุษรูปงามวัยฉกรรจ์ ร่างกายองอาจสูงโปร่งทว่ากลับซ่อนมวลกล้ามเนื้อไว้อย่างหนั่นแน่น ผิวพรรณเปล่งประกายดั่งหยกพิสุทธิ์ บริสุทธิ์เปรียบกับทองคำ ไม่ว่าเขาย่างกรายไปที่ใดก็มักเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรี รวมถึงหลานอวิ๋นเจียวเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าบทบาทเช่นนี้หลานอวิ๋นเจียวถูกยัดเยียดไม่รู้สี่รู้แปดไว้ตั้งแต่แรก หลังจากที่นางทะลุมิติเข้ามาก็มีความทรงจำอันบิดเบือนนี้ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว หลานอวิ๋นเจียวในความทรงจำเป็นสตรีอ่อนแอสมองทึบ เพราะชมชอบหานเซียนอ๋องเจียนคลั่งนางจึงมักหาโอกาสใกล้ชิดเขาเสมอ
สองวันก่อนเย่ซานหลางเองก็ได้ยินเรื่องที่นางพลัดตกต้นไม้เพียงเพราะปรารถนาเก็บก้านอิงฮวาที่งามที่สุดมามอบให้เขา นั่นจึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพูดถึงด้วยความขบขัน
ฝ่ามือกว้างคว้าถ้วยชาตรงหน้าขึ้นมา “ข้าจำเป็นต้องใช้นาง พวกเจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ตำแหน่งรัชทายาทอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ใต้เท้าหลานเป็นคนที่เสด็จพ่อวางพระทัย หากข้าสามารถเกี่ยวดองกับเขาได้ ขุนนางกว่าครึ่งย่อมสวามิภักดิ์ข้า”
ซุนเหว่ยองครักษ์มือขวากล่าวเสริม “แต่คุณหนูสามคนนี้ดูไปแล้วไม่เหมาะกับตำแหน่งพระชายาเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ความสามารถของนางอ่อนด้อยไปหน่อยกระมัง หากให้เทียบความสามารถของพวกนางสามพี่น้อง ดูเหมือนคุณหนูใหญ่จะเหมาะสมกว่า หรือคุณหนูรองก็ไม่เลว”
เพราะซุนเหว่ยได้รับหน้าที่ให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของสามพี่น้องสกุลหลาน เขาจึงรู้ว่าอุปนิสัยและความสามารถของพวกนางแตกต่างกันเพียงใด โดยเฉพาะหลานอวิ๋นเจียวผู้นี้ นอกจากหน้าตาพริ้มเพราดั่งยอดพธูนางก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง
หน้าตาพริ้มเพราที่เขากล่าวถึงไม่มีผู้ใดในแคว้นล่วงรู้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ซุนเหว่ยนั้นเคยบังเอิญพบนางในยามที่ไร้เครื่องประทินโฉมฉาบบนใบหน้า ยามที่นางเปลี่ยนมาสวมเครื่องแต่งกายสดใสไม่ฉูดฉาดกลับเผยความงดงามที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ออกมาหลายส่วน หากแต่ไม่รู้ว่าคุณหนูสามคนนี้นิสัยประหลาดหรือไม่ ไฉนต้องแต่งให้ตนเองดูแก่กว่าวัยในยามที่ต้องเผยโฉมออกจากจวน
คิ้วเข้มกระตุก “ข้าไม่เคยบอกว่าสนใจนางที่ความสามารถสักหน่อย อีกอย่างสองวันที่ผ่านมานางไม่มาเกาะแกะข้าอย่างที่เคย ก็เลยรู้สึกแปลกไปบ้างเท่านั้นเอง”
ซุนเหว่ยพยักหน้าเข้าใจ “เพราะคุณหนูถูกกักบริเวณจึงออกมาไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
ริมฝีปากได้รูปกดลึกเป็นรอยยิ้มหนึ่งฝั่ง “เจ้าดูแคลนความสามารถนางหรือ นางถูกลงโทษมากี่หนแล้วเจ้าจำไม่ได้จริงหรือ ทุกครั้งนางก็ออกมาได้ตลอด เหตุใดยามนี้จึงยอมถูกกักขังถึงสองวันสองคืน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่เคยเคร่งครัดกับนางถึงเพียงนั้นสักหน่อย”
องครักษ์ทั้งสองคิดตาม พวกเขาพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง นางสามารถออกมาได้จริง ๆ แต่เหตุใดหนนี้จึงไม่คิดทำ
“คืนนี้คุณหนูสามจะไปเทศกาลโคมไฟ ท่านอ๋องอยากพบนางหรือไม่” ซุนเหว่ยกล่าว
นัยน์ตาคมปลาบวาวระยับ “เช่นนั้นก็ดี คืนนี้เตรียมตัว”
“พ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มตอบรับประสานกัน
ยามโหย่วณ จวนสกุลหลาน
“น้องหญิงสาม เจ้าสวมชุดนี้ดีหรือไม่ ดูเหมาะกับเจ้ามากทีเดียว” หลานพินถิงคว้าชุดสีเขียวอึมครึมขึ้นทาบเรือนร่างน้องสาว
ที่แท้สาเหตุการแต่งกายเฉิ่มเชยของหลานอวิ๋นเจียวก็มาจากหลานพินถิงนี่เอง รสนิยมย่ำแย่เกินไปกระมัง ล่อหลอกให้นางสวมอาภรณ์ไม่สมวัยเพียงเพราะต้องการลดความโดดเด่น
โชคดีที่หลานอวิ๋นเจียวในวัยสิบห้าดุจไปทำศัลยกรรมปรับโครงหน้ามาใหม่ แม้จะสวมเสื้อผ้าแสนเห่ย ทว่านางก็ยังสามารถอาศัยใบหน้ารูปไข่และผิวพรรณอันขาวเปล่งปลั่งดั่งหิมะแรกแบกความอดสูนั้นไว้ หลานอวิ๋นเจียวคลี่ยิ้มไร้เดียงสา อย่าริอ่านมาจูงจมูกนางเฉกเช่นเมื่อก่อน
“ข้าว่าชุดนี้ขับผิวพี่หญิงใหญ่มากกว่านะเจ้าคะ วันนี้ข้าอยากลองเปลี่ยนอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง อืม…” หลานอวิ๋นเจียวเลื่อนปลายนิ้วชี้ลงบนเนื้อผ้าแต่ละชิ้นไปเรื่อย ๆ กระทั่งมาหยุดลงตรงอาภรณ์สีชาด การตัดเย็บประณีตงดงาม ทั้งยังดูเข้ารูปกับเรือนร่างของหลานอวิ๋นเจียวมากด้วย มองจากต่างโลกก็ยังรู้ว่าเสื้อผ้าชุดนี้ตั้งใจตัดเย็บมาเพื่อนางด้วยความใส่ใจ เหตุไฉนมันจึงถูกแอบเอาไว้ที่ด้านในสุด
เชิงอรรถ
^
"อิงฮวา" (Yīnghuā) ในภาษาจีน (樱花) แปลว่า ดอกซากุระ
^
ยามโหย่ว (酉时 / yǒu shí) เป็นการนับเวลาแบบโบราณของจีน หมายถึง ช่วงเวลา 17.00 – 19.00 น. (ห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม)
