ตอนที่ 3 นายพรานผู้มีน้ำใจ
ชายวัยกลางคนเนื้อตัวหยาบกร้าน ผิวคล้ำกรำแดด ใบหน้ากร้านแดดกร้านลม มิได้คมคายหล่อเหลาดังบุรุษในเมือง ทว่าก็เต็มไปด้วยร่องรอยของผู้แบกรับชีวิตอย่างไม่เคยได้พัก เขาปล่อยเครายาวรุงรังจนดูเหมือนชายสูงวัย ทั้งที่อายุแท้จริงก็ยังไม่มากนัก
เขายกมือลูบคางที่หยาบเหมือนเปลือกไม้ พลางถอนหายใจแผ่วเบา ตู้จิ่น...หญิงผู้ต่ำต้อยที่ชาวบ้านดูแคลน แม้ยามใกล้ตายก็ยังไม่ขอความเมตตาให้ตนเอง แต่กลับเลือกฝากฝังลูกสาวตัวน้อยไว้กับเขาผู้ไม่มีแม้แต่ความรู้อันใด ทักษะที่เขามีก็แค่การล่าสัตว์เท่านั้น
“ข้า...ไม่รู้ว่าข้าจะทำได้หรือไม่” เสียงเขาแผ่วเบา คล้ายกล่าวกับตนเองมากกว่ากับเด็กตรงหน้า “แต่แม่เจ้ามอบเจ้าไว้ในมือข้า...ข้าจะพาเจ้าไปให้ถึงที่สุดที่ข้าจะไปไหว หากไปไม่ถึง...ก็จะหาทางให้เจ้าได้เดินต่อ”
นั่นคือสัจจะของคนเถื่อนที่ไม่รู้จักคำว่าโอ่อ่าใหญ่โต มีเพียงสองเท้ากับธนูที่ใช้ล่าสัตว์เท่านั้นที่ยังพาตัวรอดจากวันหนึ่งสู่อีกวันหนึ่งได้
“ขอบคุณท่านลุงหลี่เจ้าค่ะ...” เด็กหญิงเอ่ยเสียงเบา ดวงตากลมโตรื้นน้ำ สะท้อนเงาความเศร้าอย่างเด่นชัด ท่านแม่ของนางเพิ่งตายต่อหน้า คนร้ายยังลอยนวล หากมีวันใดที่สวรรค์ยังเมตตาให้นางรอดไปจากหุบเขานี้...นางจะกลับมา ชำระแค้นแทนท่านแม่ให้จงได้ ขอแค่นางมีโอกาสจะสังหารมันผู้นั้นให้ตายคามือ
“พวกเราออกเดินทางเถิด อย่ารอให้ฟ้ามืด มิฉะนั้นอาจลำบากแน่” หลี่จ้งบอกเสียงเรียบ ขณะหยิบห่อผ้าผืนบางของตนขึ้นแบกแล้วสาวเท้าก้าวนำไปยังเส้นทางลัดที่ซ่อนเร้นในป่าลึก
อันหนิงก้มหน้าตามแผ่นหลังเขาไปอย่างว่าง่าย แม้ขาเล็ก ๆ จะเต็มไปด้วยแผลจากการหลบหนี แม้ทุกย่างก้าวจะเจ็บจนแทบก้าวไม่ไหว นางก็เม้มปากแน่น ฝืนก้าวต่อไปโดยไม่ปริปากบ่นอันใด
นางรู้ดีว่า...หากเอ่ยปากแค่คำเดียว ท่านลุงหลี่จะต้องยิ่งลำบากใจหนักกว่านี้แน่ นางจึงอดทนเอาไว้ในใจ เสียงรองเท้าฟางเหยียบใบไม้แห้งกรอบกรัง แว่วดังสม่ำเสมอในความเงียบของป่าลึก
ทั้งสองคนเดินผ่านร่มไม้หนาทึบ ลัดเลาะเส้นทางลับที่แทบไม่มีผู้ใดรู้จัก แสงตะวันยามสายเริ่มลดระยะลงเรื่อย ๆ ลมเย็นยามใกล้ค่ำแทรกผ่านช่องไม้พัดต้องร่างเล็กบางเบา
ในอกของเด็กหญิงนั้น มีเพียงความรู้สึกเดียวที่มั่นคง...ไม่ว่าเมืองหลวงจะอยู่ไกลแค่ไหน...ไม่ว่านางต้องเจอกับสิ่งใดข้างหน้า...นางจะอดทนให้มากที่สุด หวังว่านางจะมีโอกาสได้กลับไปแก้แค้น ความเคียดแค้นนี้นางมิอาจวางมันลงได้
ขณะเดียวกันนั้น มารดาของอันหนิงที่ใครต่อใครล้วนเข้าใจว่าสิ้นใจไปแล้ว กลับยังมีลมหายใจหลงเหลืออยู่ เงาร่างชราผู้หนึ่งปรากฏท่ามกลางกลุ่มชนผู้วุ่นวาย
ชายชราในหมู่บ้านผู้หนึ่งซึ่งมีความรู้ด้านยาสมุนไพรและการแพทย์พื้นบ้านเพียงผิวเผิน เขาก้มลงตรวจชีพจรอย่างเร่งร้อน ไม่รอให้ใครเอ่ยคำใด ร่างที่อ่อนแรงก็ถูกเข็มเงินแทงลงอย่างแม่นยำตรงจุดชีพจรสำคัญ เขาเร่งรัดฝีมือ หวังยื้อชีวิตสตรีที่แทบจะถูกลากไปปรโลก
ลมหายใจของตู้จิ่นรวยริน ดวงหน้าซีดขาวไร้โลหิต ทว่ายังพอรับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นเย็นที่ปลายนิ้วของชายชราผู้นี้ หากมิใช่เพราะมือของเขาเร่งรีบฝังเข็มช่วยเหลือไม่แน่วิญญาณของนางคงถูกดึงเข้าสู่ห้วงเหวมรณะไปแล้ว
ส่วนเด็กชาย...ร่างที่จ้าวซวนร่ำร้องนักหนาว่าเป็นลูกแท้ ๆ ของตนนั้น กลับแน่นิ่งไร้ลมหายใจมาตั้งแต่ต้น เขาถูกแรงกระแทกของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าบิดา มิสนใจว่าเด็กชายตัวเล็กจะเป็นหรือตาย...ทว่ายามนี้เด็กชายคนนี้กลับไม่อาจยื้อชีวิตเอาไว้ได้ เขาสิ้นลมไปแล้ว...
ชายชราผู้นี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาพลันเหลือบไปมองร่างของจ้าวซวนซึ่งในยามนี้กลับนั่งเอนหลังพิงเสาไม้ไผ่ ยกไหสุราขึ้นดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อน กลิ่นสุราเหม็นฉุนกระจายอบอวลอยู่ภายในเรือนเก่า ๆ
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและผิดหวัง…ทั้งต่อผู้คนเหล่านั้นที่เรียกตนว่า “คน” และหมู่บ้านแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมแรงร่วมใจกัน กระทั่งวันนี้…กลับเชื่อฟังเสียงของคนชั่ว มุ่งหมายคิดอยากจับอันหนิงเผาทั้งเป็น จิตใจคนพวกนี้ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก
“ดวงแข็งนัก ถูกตีจนขนาดนี้ยังไม่ตายอีก” เสียงเย้ยหยันของจ้าวซวนดังขึ้น ขณะที่ตู้จิ่นยังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เขามิได้แยแสภรรยาที่นอนหายใจรวยริน ไม่แม้แต่จะปรายตาแลลูกชายที่สิ้นลมไปแล้ว ตรงกันข้าม กลับยังหัวเราะเยาะเย้ยชีวิตคนที่เพิ่งดับสูญ
“อาซวนนี่คือเมียของเจ้า เหตุใดจึงใจร้ายกับนางนัก” เสียงของชายชราดังขึ้นอย่างอดกลั้น เขาหลุบตามองหญิงที่เคยเห็นยิ้มแย้มยามให้ยาสมุนไพรแก่ชาวบ้าน บัดนี้กลับต้องนอนอยู่กลางพื้นดินเย็นเฉียบอย่างน่าสงสาร
“เหอะ...” จ้าวซวนแค่นหัวเราะเสียงเย็น มือหนึ่งยกไหสุราขึ้นกระดก ส่วนอีกมือหนึ่งยกขาขึ้นพาดอย่างไม่สบอารมณ์ ท่าทางเช่นนี้ช่างไม่ต่างจากโจรป่าเถื่อน “นางก็แค่สตรีที่ถูกขับไสมา แล้วก็ถูกยัดเยียดให้มาแต่งกับข้าคลายเหงา ใครจะไปคิดว่านางจะดันท้องขึ้นมา” เขาพูดอย่างไม่รู้สึกผิดแม้สักนิด สีหน้ากลับดูรำคาญเสียมากกว่าความเสียใจ
ชายชรากำหมัดแน่น ดวงตาขุ่นมัวด้วยเพลิงโทสะที่ยากเก็บกลั้น เขาเคยเห็นจ้าวซวนเกี้ยวพาสตรีหม้ายในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง วาจานั้นอ่อนหวานชวนหลงไหล แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพิษร้าย หากสตรีนางใดมิยอมเล่นด้วย เจ้านั่นก็มักใช้วาจากักขฬะข่มขู่แทน
หลายวันก่อน เขาเองก็เห็นกับตา จ้าวซวนเกือบล่วงเกินหญิงหม้ายผู้หนึ่ง หากไม่ใช่เพราะมีชาวบ้านผ่านมาโดยบังเอิญ หญิงผู้นั้นคงถูกย่ำยีไปแล้ว และบัดนี้ เหตุร้ายหาใช่เล่ห์ลมปากอีกต่อไป...ทว่ากลายเป็นเลือดเนื้อและความตายที่อยู่ตรงหน้าเขา
“อาซวน นั่นลูกชายของเจ้า ยังมีแก่ใจดื่มสุราอีกหรือ เจ้าไม่เสียใจหรือไรกัน!” ชายชรากล่าวอย่างเหลืออด เสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความขมขื่นระคนผิดหวัง
จ้าวซวนยกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “เด็กคนนี้เป็นลูกข้าหรือไม่...ใครจะไปรู้” เขากระชากเสียงต่ำพลางปรายตามองตู้จิ่นด้วยแววตารังเกียจ “นางแพศยานี่ เที่ยวยั่วยวนบุรุษไปทั่ว ผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนจะมีลูกติด แถมยังถูกขับไล่จากเรือนให้มาแต่งงานกับข้า”
เขาหัวเราะเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงสาแก่ใจ “โชคดีเท่าใดแล้ว ที่ข้ายอมรับนางเข้ามาอยู่ใต้ชายคา นางกลับไม่สำนึกบุญคุณ ยังกล้าทำท่ารังเกียจข้า!” เขาทุบไหสุราลงกับพื้นไม้จนเสียงดังโพละ หาได้รู้สึกว่าทั้งหมดนี่คือความผิดของตน “เด็กเหลือขอนั่นก็เหมือนกัน ข้าก็แค่ลูบไล้เล็กน้อย กลับทำโวยวายจะเป็นจะตาย”
สิ้นเสียงของจ้าวซวน...น้ำตาของตู้จิ่นก็ค่อย ๆ ไหลลงมาอย่างเงียบ ๆ หยดแล้วหยดเล่า หยาดแล้วหยาดเล่า ด้วยความเคียดแค้นชิงชังสุดหัวใจ มิเอ่ยตัดพ้อวาสนา เป็นความผิดของนางเองแทบทั้งสิ้น
นางอดทนกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับบุรุษผู้นี้มาหลายปี ทนอยู่ทั้งที่ไม่มีสักวัน ที่เรียกได้ว่าเป็นสุข ไม่คิดเลยว่า...แม้กระทั่งยามลูกตายต่อหน้า เขายังไม่ยอมเอ่ยปากรับว่าเสี่ยวถังเป็นลูกของตน ซ้ำยังกล่าวโทษนางว่าเป็นหญิงแพศยา เที่ยวยั่วยวนบุรุษทั้งหมู่บ้าน
ใจของตู้จิ่นแทบแหลกสลาย...กลายเป็นผุยผง
แต่ละวันของนางหาได้ง่ายดายไม่ แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็ต้องลุกขึ้นแต่ฟ้ายังไม่สาง จุดไฟหุงหาอาหาร ปลูกผักหาปลาไว้ประทังชีวิต บางครั้งต้องแบกน้ำจนหลังคด ซักผ้าจนมือแตก
ส่วนอันหนิงนั้น แม้อายุยังน้อยก็จำต้องเข้าป่าเก็บเห็ดหาสมุนไพร บางวันได้เพียงไม่กี่เหรียญ จ้าวซวนก็ยังยื่นมือมาชิงเอาไปซื้อสุราแทบหมดสิ้น หากวันใดหาเงินไม่ได้...นั่นแหละ หายนะก็จะมาเยือน
เขาไม่เคยละเว้นพวกนางเลยสักครั้งเดียว ยามโกรธ มือของเขาก็หนักดั่งท่อนไม้ ตีเข้าที่กลางหลังบ้าง ขาแขนบ้าง จนเนื้อนางเขียวช้ำแทบทั้งร่าง บางครั้งเลือดซึมจากปาก แต่ก็ต้องกล้ำกลืนเอาไว้ไม่ให้น้ำตาหยดต่อหน้าลูก
ส่วนอันหนิง...ดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้นก็ต้องชินชาแต่เยาว์วัย ถูกดุด่าด้วยคำหยาบ ถูกตบถูกตีเพียงเพราะมองหน้าเขาผิดจังหวะ...มีครั้งหนึ่งเขาโยนนางกระแทกกับผนังเรือน ยังดีที่ไม่มีบาดแผลถึงชีวิต ไม่เช่นนั้น...นางอาจไม่มีโอกาสได้รอดมาถึงวันนี้
นี่หรือคือชีวิตของหญิงผู้หนึ่ง...หญิงที่หวังเพียงจักได้เลี้ยงดูลูกในที่อันสงบสุข...แต่ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องตกอยู่ในสภาพอันน่าอนาถถึงเพียงนี้ ถูกทุบตี ถูกกล่าวหา ถูกเหยียดหยามทั้งที่ไร้ความผิด แม้แต่ลูกน้อยในใจก็ยังถูกปฏิเสธจากผู้ที่ควรจะเป็นบิดา
ท่านหมอชรายืนนิ่ง มือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาไม่อาจเชื่อว่าสิ่งที่ตนได้ยินกับหูจะเป็นคำพูดจากปากของคนที่เรียกตัวเองว่า “บุรุษ” เสียงหัวเราะเย้ยหยันของจ้าวซวนยังคงดังก้อง คำพูดแต่ละคำของคนชั่วผู้นี้มันช่างเลวทรามต่ำช้าเกินกว่าจะให้อภัยได้
“ในที่สุดเจ้าก็ยอมรับแล้วสินะ...” น้ำเสียงของท่านหมอไม่ดังนัก หากแต่เย็นชาและหนักแน่น “…ว่าเป็นเจ้าเองที่คิดจะล่วงเกินอาหนิง” ดวงตาชราที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา บัดนี้กลับเปล่งประกายแข็งกร้าวดั่งเหล็กกล้า ประหนึ่งจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจอันเน่าเฟะของชายผู้นี้ “เช่นนี้แล้ว...เจ้าจะยังมีหน้ามาอ้างความชอบธรรมใดอีก”