อันหนิง

72.0K · จบแล้ว
ภัคจิรา,แม่ลูกหมี,muli89
31
บท
533
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

นางเดินทางรอนแรมหวังพึ่งพาตระกูลเหยียน ทว่าชายผู้นั้น...ผู้ซึ่งนางเคยเชื่อมั่นว่าเป็นบิดาแท้ ๆ...กลับเอ่ยปากอย่างเย็นชาว่า นางหาใช่สายเลือดของเขาไม่ คำพูดเพียงประโยคเดียวประหนึ่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจดรุณีน้อย ทำให้โลกทั้งใบของนางพังทลายลงในพริบตาเดียว เรื่องย่อ อันหนิงเติบใหญ่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขา ตั้งแต่จำความได้ นางก็ถูกท่านลุงจ้าวทุบตีไม่เว้นวัน ชายผู้นั้นจิตใจโหดเหี้ยมยิ่งนัก ราวกับไร้ความเป็นมนุษย์ นางได้แต่แช่งชักหักกระดูกเขาอยู่ทุกวี่วัน หวังเพียงให้สวรรค์รับฟังเสียงคร่ำครวญของเด็กน้อยผู้หนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่ง คนชั่วช้านั่นกลับคิดย่ำยีนาง อันหนิงยอมสู้จนสุดกำลัง แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็มิอาจยอมจำนน ทว่าสุดท้ายกลับเป็นท่านแม่ที่ยอมสละชีวิตของตน เพื่อปกป้องนางเอาไว้ หากนางมีโอกาส…นางอยากสังหารคนผู้นั้นให้ตายคามือ ทว่าสวรรค์กลับไม่เป็นใจเอาเสียเลย น่าเสียดายนัก...

นิยายจีนโบราณแม่ทัพพลิกชีวิตดราม่าจีนโบราณนิยายย้อนยุคคนธรรมดาคนในใจเจ้าเล่ห์

ตอนที่ 1 คนโฉดชั่ว

อันหนิงเติบใหญ่ในหมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา ตั้งแต่จำความได้ นางไม่เคยเห็นหน้าบิดาแม้เพียงคราเดียว มารดาของนางเลี้ยงชีพด้วยการปลูกผักขาย ส่วนอันหนิงนั้นยังมีน้องชายต่างสายเลือดอีกหนึ่งคน

เด็กน้อยวัยเพียงหกหนาว ขณะที่นางเพิ่งย่างเข้าสิบหนาวในปีนี้ ทุกวันอันหนิงมักออกเดินลัดเลาะเข้าสู่ผืนป่า เก็บรวบรวมสมุนไพรไปแลกเศษเงินเล็กน้อยเพื่อยังชีพ แม้ชีวิตจะเรียบง่าย

ทว่าในเรือนหลังเล็กกลับไร้ซึ่งความสงบสุขท่านลุงจ้าว ผู้ร่วมเรือนกับมารดา มักเมามายแทบทุกค่ำคืน และเมื่อเมาได้ที่ก็มักลงมือทำร้ายมารดาของนางอยู่เสมอ กระทั่งคืนหนึ่ง เขาเมาหนักเสียจนผลักบานประตูห้องของนางเข้ามา ขณะนางยังหลับใหลอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง

“ปล่อยข้า! ปล่อยข้านะ!” เสียงหวีดร้องของเด็กหญิงตัวน้อยสะท้อนก้องไปทั่วเรือนผุพัง นางดิ้นรนสุดกำลังด้วยแรงทั้งหมดที่มี แม้ร่างเล็กจะสั่นเทา แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวปนต่อต้าน

ชายตรงหน้าเมินเฉยต่อเสียงร้องอ้อนวอน สีหน้าเหี้ยมเกรียมมิได้แสดงความลังเลแม้แต่น้อย มือหยาบกร้านดึงนางเข้าหาตัวอย่างไร้เมตตา เขาแสยะยิ้ม ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา พร่ำคำพูดฟังไม่เป็นภาษา ร่างของนางถูกรั้งจนแทบไร้ทางหนี

ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากหน้าประตู พร้อมกับเสียงเรียกด้วยความร้อนรน “หนิงเอ๋อร์! เจ้าอยู่ไหน!” บานประตูไม้ผุถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เงาร่างของมารดานางปรากฏขึ้นในความมืด พร้อมด้วยอาวุธในมือด้ามจอบเก่า ๆ ที่ใช้ขุดดินในสวน

“สารเลว! ปล่อยลูกข้าซะเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนของมารดาดังประหนึ่งฟ้าผ่า หญิงผู้อ่อนโยนในยามปกติ เวลานี้กลับกลายเป็นแม่เสือยามลูกถูกคุกคาม ท่านลุงจ้าวหันขวับไปตามเสียง แววตาฉายความลังเลชั่วขณะ

แต่มารดาของอันหนิงไม่เปิดช่องให้เขาตั้งตัว จอบในมือฟาดเข้าใส่เขาอย่างสุดแรงเกิด เสียงร้องโอดครวญดังลั่นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ทรุดฮวบลงกับพื้น อันหนิงรีบผละตัวออกด้วยน้ำตานองหน้า รีบถลาเข้าหามารดาอย่างตื่นตระหนก

“ไม่เป็นไรแล้ว หนิงเอ๋อร์ ไม่เป็นไรแล้ว...”

รุ่งเช้า แสงแดดแรกของวันส่องผ่านช่องไม้เก่า สาดไล้บนพื้นดินแข็ง มารดาของอันหนิงนั่งนิ่งอยู่หน้าบ้าน ใบหน้าเคร่งเครียดจนดูแก่กว่าวัยไปหลายปี อันหนิงนั่งกอดเข่าเงียบงันอยู่ข้าง ๆ ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ทั้งคืน

ภายในเรือน ท่านลุงจ้าวยังนอนแน่นิ่ง เสียงหายใจหอบหืดบอกว่าแม้ยังไม่ตาย แต่ก็เจ็บหนัก

“เราต้องไปจากที่นี่” เสียงของมารดาดังแผ่วเบาแต่แน่วแน่ “อยู่ต่อไปก็มีแต่จะตายเปล่า...” นางเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มสว่าง ดวงตาอ่อนแรงกลับฉายแววกล้าหาญ

แม้ชีวิตที่ผ่านมาจะต้องอดทนอดกลั้นเพียงใด ทว่าเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมาได้ตัดความลังเลในใจของนางให้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง มารดารีบร้อนเก็บข้าวของจำเป็นเพียงไม่กี่ชิ้น ห่อรวมในผ้าขาดสีซีดอย่างเร่งรีบ เส้นทางที่พวกนางจะมุ่งหน้าไปยังไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด เพียงรู้ว่าต้องหนีให้พ้นสายตาผู้คนในหมู่บ้านนี้ให้เร็วที่สุด

“หนิงเอ๋อร์ พาเสี่ยวถังไปก่อน แม่จะตามไปทีหลัง” นางกำชับเสียงหนักแน่น ขณะมือยังคงพันห่อผ้าแน่น ยามนี้จะลังเลมิได้อีกแล้ว

“ไม่! ข้าจะไม่ไปถ้าไม่มีท่านแม่!” อันหนิงร้องเสียงสะอื้น ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลไม่ขาดสาย เด็กหญิงวัยเพียงสิบหนาวยังไม่เคยพรากจากอ้อมอกผู้เป็นมารดาแม้เพียงวันเดียว หัวใจน้อย ๆ เต้นแรงด้วยความกลัว

“แม่ไม่ทิ้งเจ้า...” มารดายิ้มทั้งน้ำตา เอื้อมมือลูบศีรษะบุตรสาวเบา ๆ “แค่จะไปดูว่ามีใครล่วงรู้เรื่องเมื่อคืนบ้าง แล้วจะรีบตามไป พาเสี่ยวถังหนีให้ไกลที่สุด เข้าใจหรือไม่”

เด็กหญิงกัดฟันพยักหน้าแน่น มือเล็ก ๆ กุมมือน้องชายที่ยังไม่เข้าใจสิ่งใดแน่น แล้วหันหลังวิ่งเข้าเส้นทางลัดสู่ภูเขาอย่างไร้สุ้มเสียง ท่ามกลางม่านหมอกยามเช้าบางเบา...อันหนิงไม่หันกลับไปอีกเลย

ทว่าทันใดนั้น เสียงร้องไห้แหลมเล็กของน้องชายกลับดังขึ้นอย่างกะทันหัน แล้วร่างเล็ก ๆ ของเสี่ยวถังก็สะบัดมือพี่สาวออก ก่อนหันหลังวิ่งกลับไปยังเรือนราวกับจู่ ๆ ก็ตระหนักได้ว่าแม่ยังไม่ได้จากไปจริง ๆ

อันหนิงตกใจสุดขีด รีบวิ่งตามน้องชายหวังจะคว้าตัวเขาไว้ ทว่าน้องชายของนางกลับทั้งวิ่งทั้งร้องไห้อย่างไร้ทิศทาง ไม่ทันไรเขาก็หยุดยืนนิ่งราวกับถูกตรึงอยู่กับพื้น อันหนิงวิ่งตามมาทันแต่กลับมิทันมองว่าใครคือผู้ยืนรออยู่ตรงหน้า...

ชายผู้นั้นคือจ้าวซวน คนชั่ว ใบหน้าของเขายังเปื้อนเลือดจากค่ำคืนก่อน และจากเมื่อครู่นี้ แววตาแดงก่ำ มือทั้งสองคล้ายสัตว์เดรัจฉานที่มิรู้จักสำนึกใด ๆ เขายืนยิ้มเย้ย เย็นชาในความบ้าคลั่ง

“ท่านทำอะไรแม่ข้า!” อันหนิงร้องลั่น น้ำเสียงสั่นพร่าเต็มไปด้วยโทสะและหวาดกลัว

จ้าวซวนหัวเราะเสียงต่ำอย่างร้ายกาจ มุมปากแสยะยิ้มเยียบเย็น มือหยาบกร้านเอื้อมบีบเข้าที่ลำคอเล็ก ๆ ของอันหนิงโดยไม่รั้งรอ แรงบีบของเขาแน่นเสียจนเสียงนางขาดห้วง ร่างบางดิ้นทุรนทุรายเพียงครู่ก่อนจะอ่อนแรงลงอย่างช้า ๆ

“เร็วเข้า! ช่วยข้าจับนางที!” เขาตะโกนเสียงแหบพร่า ให้ผู้คนในบริเวณได้ยินทั่ว “นางเด็กคนนี้สังหารมารดา! ยังคิดจะสังหารข้าอีก!” คำกล่าวหาชั่วร้ายหลุดออกจากปากของคนเลวอย่างไร้ยางอาย เปรียบประหนึ่งหมาป่าบาดเจ็บที่เห่าโหยหวน กลบเกลื่อนความผิดของตนด้วยการผลักบาปทั้งปวงลงบนบ่าของเด็กหญิงผู้อ่อนแรง

ท่ามกลางเหตุการณ์อันสับสน เสี่ยวถังที่ยืนมองด้วยดวงตาเบิกโพลงกลับร้องไห้เสียงหลง แล้วพุ่งเข้ากอดขาของบิดาเต็มแรง เด็กชายตัวเล็กกัดเข้าที่น่องของจ้าวซวนสุดกำลัง มือเล็ก ๆ ทุบตีพลางร้องไห้เสียงสะอื้น “ท่านพ่อปล่อยพี่สาวนะ! ปล่อยเดี๋ยวนี้!”

“เจ้าเด็กนี่...” เขาขบกรามแน่นอย่างเกรี้ยวกราด มองดูเจ้าเด็กน้อยตัวปัญหาที่เขาคิดว่าเด็กคนนี้หาใช่สายเลือดของเขาไม่

จ้าวซวนใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่เหวี่ยงร่างเล็ก ๆ นั้นออกไปอย่างแรง ร่างของเสี่ยวถังปลิวกระแทกพื้นอย่างน่าเวทนา ร่างเล็กกระตุกเฮือกสองสามครั้ง ก่อนจะนิ่งไป

ความเงียบงันปกคลุมชั่ววูบหนึ่ง ดุจโลกทั้งใบหยุดหมุน

เมื่อจ้าวซวนได้สติ เขาตกใจสุดขีด รีบปล่อยมือจากลำคอของอันหนิงอย่างลนลาน แล้วพุ่งตัวไปหาร่างเล็กของลูกชายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เสี่ยวถัง! เสี่ยวถัง! ลุกขึ้นสิ! ใครก็ได้ ช่วยข้าด้วย! เด็กคนนี้...นางเป็นปีศาจ! คิดสังหารครอบครัวของข้า!”

เสียงตะโกนโหวกเหวกดังไปทั่วลานบ้าน ราวเสียงของคนเสียสติที่พยายามกลบความผิดของตนด้วยโทษทัณฑ์อันบิดเบือน ทว่าเมื่อผู้คนเริ่มทยอยมาจากทุกสารทิศ

ภาพที่พวกเขาได้เห็นกลับชัดเจนเกินกว่าจะเสแสร้ง ร่างของเสี่ยวถังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน ดวงหน้าขาวซีดไร้สีเลือด ข้างกันนั้น อันหนิงก็นอนหมดสติ แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแผ่วบาง

“เกิดอะไรขึ้นกัน” ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยพลางเร่งฝีเท้าเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก “เหตุใดเสี่ยวถังจึงหมดสติอยู่ตรงนี้ แล้วนั่น...ใช่อันหนิงหรือไม่ เหตุใดนางถึงได้แน่นิ่งไปเช่นนี้เล่า”

“ท่านลุงหวัง! ช่วยข้าด้วย!” จ้าวซวนรีบร้องเสียงสั่น ปากพูดทั้งที่แขนยังประคองลูกชายไว้ “เด็กผู้นี้...นางเป็นปีศาจ! นางคิดฆ่าข้ายามที่ข้ายังไม่สร่างเมา ท่านดูบาดแผลบนตัวข้าสิ! นางยังฆ่ามารดาตนเองอย่างไร้ปรานี เสี่ยวถังเห็นเข้าจึงตื่นตกใจแล้ววิ่งหนี นางก็ไล่ตาม พอฟื้นขึ้นมาก็รีบออกมาช่วยลูกชาย ไม่คิดเลยว่าจะเจอเหตุการณ์เช่นนี้!แล้ว”

เด็กหญิงที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นได้ยินคำพูดใส่ร้ายป้ายสีนั่น นางก็แช่งชักหักกระดูกคนชั่วช้าให้ไม่ตายดี