บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 หนี

ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็หลงเชื่อคำกล่าวหาของจ้าวซวนจนสิ้น พวกเขาพากันกรูเข้ามาราวกับฝูงสัตว์คลั่ง หมายจะจับดรุณีน้อยไปลงโทษด้วยไฟเผาให้ตายทั้งเป็น

เด็กหญิงตัวเล็กหวาดผวาหลังจากลืมตาได้สติขึ้นมานางก็ถอยร่นทีละก้าว ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาและฝุ่นดิน เนื้อตัวมอมแมมจนแทบดูไม่ออกว่านางเป็นบุตรีของผู้ใด ราวกับเป็นเพียงเด็กขอทานที่ไร้ที่พึ่ง

เสียงผู้คนโห่ร้องก้องรอบด้าน ยิ่งทำให้นางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ดวงตาแดงช้ำเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีผู้ใดตอบให้ได้

ท่ามกลางความโกลาหล จ้าวซวนยังไม่หยุดยั้ง เขาเปล่งวาจายั่วยุอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกร้าว “นางเป็นปีศาจ! พวกเจ้าจะปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่เพื่อทำร้ายคนอื่นอีกหรือ ผู้ใดเล่าจะฆ่าแม่ของตนเองได้ หากมิใช่ถูกปีศาจครอบงำ แล้วลูกชายข้า...ดูสิ ยังนอนนิ่งเหมือนคนตาย!”

ว่าแล้วชายผู้สูงวัยก็ทรุดตัวลง แสร้งกอดร่างลูกชายพลางสะอื้นไห้ต่อหน้าผู้คนอย่างน่าเวทนา ราวกับเป็นบิดาผู้สูญเสียแท้จริงทั้งที่เลือดซึ่งเปื้อนมือเขา ยังอุ่นอยู่ไม่ทันเย็น

เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นพร้อมกับแววตาของชาวบ้านที่แปรเปลี่ยนเป็นแรงแค้น ปะทุด้วยความกลัวและความหลงผิดที่ไร้สติ ประหนึ่งพายุโหมกระหน่ำโดยไม่ต้องการเหตุผลใดเพิ่มเติมความตายของเด็กหญิงคนหนึ่ง คือสิ่งที่พวกเขาคิดว่าควรเป็น

ทว่าในความวุ่นวายนั้นเอง เสียงหนึ่งแผ่วเบากลับแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงโห่ร้อง “ละ...ลูกของข้า...ลูกของข้าไม่ใช่คน...” เสียงนั้นสั่นเครือ ปนแหบพร่าและเจือด้วยลมหายใจอันรวยริน

สายตาทั้งหมดหันขวับไปยังทิศที่เสียงนั้นดังมา...

ตู้จิ่น...มารดาของอันหนิง กำลังคลานเข้ามาอย่างยากลำบาก ร่างกายอาบเลือด บอบช้ำจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เลือดไหลซึมเปรอะพื้นทุกระยะที่นางลากร่างผ่าน สีหน้าเจ็บปวด แต่ดวงตานั้นแน่วแน่ นางรู้ว่าเวลาของตนเหลืออยู่เพียงชั่วลมหายใจนี้เท่านั้น

ทุกสายตาหันมองไปยังหญิงผู้ใกล้สิ้นใจที่กำลังใช้แรงเฮือกสุดท้ายทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลัง...

เมื่อตู้จิ่นคลานมาถึงเบื้องหน้าฝูงชน ดวงตาของนางสั่นไหวเมื่อได้เห็นใบหน้าของลูกสาวที่อยู่ไม่ไกล มือที่เต็มไปด้วยรอยเลือดค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากแตกระแห้งพึมพำเสียงเบา “อัน...อันหนิง...รีบ...ไป...”

นั่นคือประโยคสุดท้ายเสียงที่แตกพร่าราวสายลมปลายเหมันต์ มือที่ยกขึ้นค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนที่มือจะร่วงหล่นลงแน่นิ่ง...ไปในที่สุด

ดวงตาของเด็กหญิงตัวเล็กเบิกโพลง นางเห็นมารดาสิ้นใจต่อหน้า ความตื่นตระหนก ความเสียใจ ความว่างเปล่า...ถาโถมเข้าใส่ราวพายุคลั่ง อันหนิงมิได้คิดสิ่งใดอีก นอกจากจะวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นแม่ นางพุ่งตัวไปโดยไม่เหลียวแลสายตาหรือเสียงตะโกนจากผู้ใด

“ท่านแม่! ท่านแม่!” เสียงเล็ก ๆ กรีดร้องออกมาสุดใจ ทว่าไม่ทันถึงร่างของผู้เป็นแม่ ร่างเล็กของนางกลับถูกรวบแน่นไว้ด้วยแขนแกร่งของชายผู้หนึ่งจากด้านหลัง

“ปล่อยข้านะ! ข้าจะไปหาท่านแม่!” นางดิ้นรนสุดแรง เสียงแหบพร่าด้วยความเจ็บปวดและร่ำไห้ “ข้าจะหนีไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อท่านแม่สิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา! ปล่อยข้า! ปล่อยเดี๋ยวนี้!”

ชายคนนั้นกอดรั้งนางไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่น้อย เขาก้มหน้าลงแล้วขึ้นเสียงหนักแน่น “หากเจ้าดึงดันจะเข้าไป...คนพวกนั้นคงได้เผาเจ้าทั้งเป็น!”

อันหนิงชะงักไปเพียงชั่ววูบ ร่างเล็กยังคงสั่นเทา ดวงตานองน้ำตาเบิกมองเบื้องหน้าอย่างสับสน ขณะที่เสียงของชายผู้นั้นยังดังชัดอยู่ข้างหู

เขาได้รับมอบหมายจากสหายนางนี้ เขาเป็นเพียงแค่นายพรานผู้หนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าลึกไม่ไกลจากหมู่บ้าน เคยพบสหายตู้จิ่นอยู่บ่อยครั้ง ทุกคราเมื่อได้เห็นรอยฟกช้ำและสีหน้าระทมทุกข์ของนาง เขาย่อมไม่อาจเพิกเฉย

แม้จะไม่เคยล่วงรู้ความจริงทั้งหมด แต่หัวใจกลับบอกเสมอว่าสตรีนางนั้น...ไม่ควรต้องทนทุกข์เพียงลำพังเช่นนี้...อีกทั้งเขายังเอ็นดูอันหนิงที่เป็นเด็กดีรู้ความ ช่วยตู้จิ่นออกเก็บสมุนไพรขายเพื่อประทังชีวิต

ก่อนตู้จิ่นจะสิ้นใจ นางได้ฝากฝังอันหนิงไว้กับเขา...และในเวลานี้ ชายผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับครอบครัวนี้มาก่อน กลับกลายเป็นเพียงคนเดียวที่เลือกจะยื่นมือออกไปช่วยเหลือ

เมื่อจ้าวซวนเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เขาก็ตะโกนขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว “มันคือชายชู้ของนาง! พวกเจ้าดูให้ดี นี่มันร่วมมือกับปีศาจน้อยนั่น! เร็วเข้า! อย่าปล่อยให้พวกมันหนี! จับพวกมันไว้!”

วาจาที่เปล่งออกมานั้นอาบด้วยพิษร้าย ปลุกเร้าเพลิงโทสะของฝูงชนให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เสียงฝีเท้าเริ่มไล่ต้อนเข้ามาใกล้ ฝุ่นดินตลบคลุ้งคล้ายจะกลืนทั้งป่าเข้าไปด้วยกัน

นายพรานผู้นั้นไม่รีรอ รีบช้อนร่างเล็กของอันหนิงขึ้นอุ้ม แล้วรีบวิ่งหนีหายลับเข้าไปในป่าลึกทันที สองเท้ากระทบผืนดินอย่างมั่นคง

ในอ้อมแขนนั้น ดรุณีน้อยไม่ได้ส่งเสียงโวยวายเช่นก่อนหน้าอีกแล้ว มีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ คล้ายคนที่ร้องไห้จนหมดแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม

ราวหนึ่งก้านธูปผ่านไป ทั้งสองมาถึงถ้ำหินลึกกลางป่าทึบ นายพรานวางร่างเด็กหญิงลงบนพื้นดินเย็นเยียบ ก่อนเอื้อมหยิบห่อผ้าขาด ๆ ที่ตู้จิ่นฝากไว้ แล้วยื่นส่งให้ “แม่ของเจ้าบอกว่า...ในห่อนี้มีของสำคัญ” เสียงเขาทุ้มต่ำแฝงความระมัดระวัง

อันหนิงชะงักเล็กน้อย นางยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างช้า ๆ ดวงตายังคงแดงช้ำ “ท่านแม่รีบเร่งเก็บของให้ข้า...นางไม่ได้บอกอะไรกับข้ามากนัก...ข้าไม่รู้เลย...”

“เจ้าเปิดดูแล้วจะรู้เอง” ชายวัยกลางคนเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ซักถามสิ่งใดอีก จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปยังปากถ้ำ ก้าวปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่ใกล้เคียงอย่างเชี่ยวชาญ และใช้สายตากวาดมองรอบบริเวณด้วยความระแวดระวัง

หัวใจเขาเต้นแรงไม่ต่างจากตอนล่าหมูป่าแต่ครั้งนี้ สิ่งที่ต้องคอยล่ากลับเป็นฝูงชนผู้หลงเชื่อคำโกหกของคนเมาเพียงไม่กี่ประโยค...คำพูดของจ้าวซวนแค่ไม่กี่คำ กลับปลุกให้ผู้คนแทบทั้งหมู่บ้านกลายเป็นสัตว์ร้าย ที่เกือบเข่นฆ่าเด็กหญิงตัวเล็กผู้หนึ่งโดยไม่ไถ่ถามความจริงแม้สักนิด

อันหนิงค่อย ๆ คลี่ห่อผ้าขาด ๆ ออกช้า ๆ สิ่งที่อยู่ภายในนั้นมีเพียงชุดเก่า ๆ ที่ถูกปะซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเนื้อผ้าแทบไม่เหลือความงามเฉกเช่นเดิม แต่นั่นหาใช่สิ่งที่ทำให้นางสะดุดตาไม่...

สายตาน้อย ๆ ของนางเหลือบไปเห็นจดหมายแผ่นหนึ่งแนบมากับป้ายหยกขาวนวลซึ่งนางไม่เคยพานพบมาก่อน เด็กหญิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอื้อมมือหยิบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

ปลายนิ้วสั่นเทาขณะคลี่จดหมายนั้นออก ดวงตาอ่านทีละตัวอักษร ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อล้นอีกครั้งโดยไม่อาจยับยั้งได้ ใบหน้าซูบผอมของนางอาบไปด้วยหยาดน้ำตา ในขณะที่มืออีกข้างยังกำป้ายหยกแน่นด้วยอาการสั่นสะท้าน

เสียงสะอื้นดังเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบของถ้ำ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มารดาไม่เคยเอ่ยถึงบุรุษที่เป็นบิดาของนางแม้เพียงครึ่งคำ ไม่มีชื่อ ไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีแม้แต่เค้าโครงใบหน้าให้จินตนาการ ยามถาม...ก็มักได้เพียงรอยยิ้มแผ่วเบากับความเงียบแทนคำตอบ

ทว่าตอนนี้...ในจดหมายฉบับเล็ก ๆ กลับเขียนชัด ว่าบิดาของนางคือใคร อันหนิงกำป้ายหยกแน่นขึ้นอีก ดวงตาแดงก่ำด้วยความสับสน หากบุรุษผู้นั้นคือบิดาของนางจริง ๆ เหตุใดสิบปีที่ผ่านมาเขาจึงไม่ออกตามหา ไม่เคยกลับมา ไม่แม้แต่จะส่งข่าว...

เหตุใดจึงปล่อยให้ท่านแม่ต้องเลี้ยงนางตามลำพัง ต้องตื่นแต่เช้าไปปลูกผัก ต้องอดมื้อกินมื้อ ต้องอยู่ในหมู่บ้านกันดารกลางป่าเขาไกลจากเมืองหลวงหลายพันหลายหมื่นลี้...มิหนำซ้ำท่านแม่ของนางยังถูกคนชั่วทุบตีแทบไม่เว้นวัน

“เหตุใดกัน...ท่านพ่อของข้า...” เด็กหญิงพึมพำเสียงแผ่ว มือเล็ก ๆ กำป้ายหยกแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปนขึ้นมาอย่างน่าสงสาร

ไม่นานนัก นายพรานก็กลับเข้ามาในถ้ำ เงาร่างของเขาทอดยาวใต้แสงเพลิงริบหรี่ เขาหย่อนกายลงนั่งไม่ห่างจากนางนัก แววตาที่เคยแข็งกระด้าง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความลังเลปนเวทนา

“แม่เจ้าบอกว่าอย่างไร...” เขาถามเสียงเรียบ

“นางบอกว่าให้ข้าไปเมืองหลวง” อันหนิงตอบเพียงสั้น ๆ เสียงของนางสั่นเครือแต่มิได้ร้องไห้ออกมาอีก ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

ท่านพ่อของนางหน้าตาเป็นเช่นไร นางไม่รู้แม้แต่น้อย สิ่งที่รู้คือจ้าวซวน...บุรุษที่เป็นบิดาของน้องชายของนาง คือคนที่ทุบตีมารดายังเคยถูกเฆี่ยนตีโดยไร้สาเหตุ นางกลัวเหลือเกิน...ว่าบิดาผู้ให้กำเนิดจะเป็นเช่นเดียวกับเขา

“ที่นั่น...ห่างจากที่นี่มากนัก” นายพรานเอ่ยหลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “อีกอย่าง ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพาเจ้าไปถึงหรือไม่”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel