บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 หลบหนี

ทางด้านอันหนิง ยังคงใช้ชีวิตเร้นกายอยู่ในความมืดของรัตติกาลที่ต้องหลบลี้ นางนั่งนิ่งอยู่บนท่อนไม้ใหญ่ใต้ร่มเงาแห่งพงไพร เบื้องหน้าคือกองไฟที่เพิ่งจุดขึ้นใหม่ เปลวเพลิงไหววูบสลับแสงเงา ส่งกลิ่นควันอ่อนจางผสมกลิ่นย่างจนชวนให้ท้องไส้ร้องครวญ

นางทอดสายตามองบุรุษวัยกลางคนผู้นั่งอยู่อีกฟากของกองไฟ หลี่จ้งกำลังพลิกเนื้อกระต่ายป่าบนไม้เสียบด้วยท่าทีสงบนิ่ง ข้างกายเขามีเพียงห่อเกลือหยาบกับมีดล่าสัตว์เรือนสนิม รสชาติใดไม่อาจคาดเดาได้ แต่กลิ่นหอมหวนกลับชัดเจนจนแทบยั้งใจไม่อยู่

อันหนิงกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ดวงตาจับจ้องเนื้อนั่นไม่วางตา ลมหายใจร้อนระอุรินผ่านริมฝีปากบาง นางหิวเสียจนแทบรู้สึกว่ากินหมูได้ทั้งตัวกระมัง

หลี่จ้งหัวเราะเบา ๆ ดวงตายังไม่ละจากเนื้อย่างในมือ “อดใจรออีกหน่อยเถิด อีกครู่เดียวก็สุกดีแล้ว” แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจเขากลับรู้สึกผิดอยู่บ้าง... ครั้งนี้โชคชะตาไม่เข้าข้างนัก เขากลับได้มาเพียงกระต่ายป่าตัวเดียว

“ท่านลุงหลี่... อีกนานหรือไม่ พวกเราถึงจะออกจากที่นี่ได้เสียที” อันหนิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มือเรียวเล็กหยิบกิ่งไม้แห้งขึ้นมาขีดเขียนบนพื้นดินที่สะท้อนแสงวูบไหวจากเปลวเพลิง

“พรุ่งนี้ก็คงลงเขาแล้วล่ะ” หลี่จ้งตอบอย่างไม่เร่งร้อน ขณะพลิกเนื้อกระต่ายป่าบนไม้เสียบอย่างใจเย็น “ส่วนจะไปอย่างไรนั้น... ก็คงต้องนั่งเรือ”

“แต่... พวกเราไม่มีเงินมากพอจะขึ้นเรือนะเจ้าคะ” เด็กหญิงตัวเล็กก้มหน้าต่ำ ดวงตาฉายแววกังวลชัดเจนยามเอ่ยออกมาเบา ๆ แววตาเศร้าสลดลงทันใด เมื่อนึกถึงมารดาผู้จากไป

“แม่ของเจ้าให้เงินไว้จำนวนหนึ่ง” หลี่จ้งพูดพลางขยับฟืนในกองไฟให้เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นเล็กน้อย “ก่อนตาย นางฝากฝังให้ข้าพาเจ้ามุ่งสู่เมืองหลวง”

“ก่อนนางตาย นางได้พูดอะไรกับท่านอีกหรือไม่... นอกจากเรื่องให้ท่านพาข้าไปเมืองหลวง” อันหนิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววสับสน ขณะมือยังคงถือกิ่งไม้อยู่นิ่ง ๆ ไม่เขียนต่อ

หลี่จ้งนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาเหม่อลอยราวมองเห็นภาพในอดีต “นางเป็นคนพูดน้อย... ตั้งแต่มาอยู่ในหมู่บ้านนี้ก็น่าจะล่วงเลยเจ็ดหรือแปดปีได้แล้วกระมัง ข้าจำได้ว่าวันแรกที่นางมา... มากับจ้าวซวน ครานั้นเนื้อตัวของนางเกลี้ยงเกลา หน้าตาก็งดงามใช่น้อย” เขาถอนหายใจแผ่ว “แต่น่าเสียดาย... ที่นางกลับต้องตกแต่งให้กับคนเช่นนั้น”

“เจ็ด...แปดปีหรือ...” อันหนิงพึมพำเบา ๆ ดวงตาเลื่อนลอยคล้ายกำลังขุดคุ้ยความทรงจำที่พร่าเลือน นางรู้เพียงว่าตนเติบโตมาในหมู่บ้านเล็กปลายเชิงเขา แวดล้อมด้วยความทุกข์ยาก ถูกทุบตีไม่เว้นวัน สุดท้ายมารดาก็เลือกจะอยู่กับบุรุษคนนั้น... จนกระทั่งถูกทำร้ายจนสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตานางเอง

“เมื่อก่อน... ข้าอยู่ที่ใดกันแน่ ท่านพ่อของข้าเป็นใครกัน...” น้ำเสียงของนางเบาราวสายลม มือเล็กยังกำกิ่งไม้แน่น ดวงตาที่มองกองไฟกลับเต็มไปด้วยคำถามไร้คำตอบ

“นางไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ อีกอย่าง... ก็เป็นสิทธิ์ของนางที่จะไม่บอกใคร” หลี่จ้งตอบพลางย่างเนื้อจนสุกพอดี เขาหยิบใบไม้ใหญ่ห่อเนื้อกระต่ายไว้ แล้วฉีกน่องส่งให้นางด้วยสายตาอ่อนโยน

“ข้าก็ไม่เคยเอ่ยถามนางเช่นกัน” อันหนิงรับมาด้วยความเงียบ ใบหน้าขาวซีดยังหม่นเศร้า นางเคยเห็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมีท่านพ่อท่านแม่คอยหยอกล้ออยู่เคียงข้าง

ทว่าในความทรงจำของนางกลับมีเพียงความว่างเปล่า มีแค่ท่านแม่คนเดียวเท่านั้นที่ส่งยิ้มอันอบอุ่นมาให้ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นไม่มีอีกแล้ว

ในวันที่ผู้คนชี้หน้าว่านางคือปีศาจ ไม่มีแม้แต่สหายที่เคยสนิทจะออกมาปกป้อง ไม่มีคำพูด ไม่มีแววตาแห่งความเมตตา เหล่าท่านลุงท่านป้าที่นางเคยรู้จัก ต่างก็หันหลังให้ราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“ข้าสงสัยมานานนัก เจ้าอ่านจดหมายออกได้อย่างไรกัน” หลี่จ้งเอ่ยถามพลางเลิกคิ้ว สีหน้าฉายแววงุนงง เขาอายุย่างเข้าสี่สิบปีแล้ว แต่จนบัดนี้ยังอ่านไม่ออกแม้แต่ตัวอักษรเดียว ชื่อแซ่ของตนเองยังเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ ช่างน่าประหลาดใจนักที่เด็กหญิงซึ่งยังไม่ถึงสิบหนาวกลับสามารถอ่านจดหมายได้อย่างคล่องแคล่ว

“ท่านแม่เป็นคนสอนข้า” อันหนิงตอบเรียบง่าย แววตาของนางฉายความอ่อนโยนยามเอ่ยถึงมารดา “ท่านมักให้ข้าขีดเขียนเสมอ” นางจำได้แม่น ท่านแม่เคยสอนให้นางอ่านอักษรวันละนิด เริ่มจากคำง่าย ๆ แล้วค่อยขยับไปเป็นบทกลอนสั้นในตำราโบราณ

แม้ไม่ได้ร่ำเรียนในสำนักศึกษาเหมือนบุตรขุนนาง ทว่าทุก ๆ คืนมารดาก็จะนั่งอยู่ข้างนาง เขียนอักษรลงบนดินแล้วให้อันหนิงฝึกเขียนตาม

“ท่านแม่เคยบอกว่า คนเราแม้ยากไร้ แต่หากมีความรู้เอาไว้บ้างย่อมเป็นเรื่องที่ดีมากนัก” นางเอ่ยเสียงแผ่ว มือยังฉีกเนื้อกระต่ายในใบไม้ขึ้นมา

เมื่อใดที่สหายในหมู่บ้านวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน นางก็มักนั่งอยู่เงียบ ๆ เขียนอักษรลงบนพื้นดินด้วยกิ่งไม้แม้มีผู้หัวเราะเยาะว่าไร้ประโยชน์ แต่มารดาก็ไม่เคยตำหนิ

หลี่จ้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเหม่อมองเปลวไฟที่วูบไหว “นางเป็นหญิงประหลาดจริง ๆ...” เขาพึมพำเบา ๆ พลางทอดสายตาไปยังเด็กหญิงตรงหน้า

เขาเห็นอันหนิงกำลังกินน่องกระต่ายย่างด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย ใบหน้าที่หม่นหมองมาตลอดวันคล้ายมีสีเลือดคืนกลับบ้างเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มมุมปาก ก่อนจะยื่นน่องอีกข้างให้นางอย่างเงียบ ๆ ส่วนตนเองนั้น กินเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าพอแล้ว

อันหนิงไม่คาดคิดว่าเนื้อกระต่ายในยามดึกเช่นนี้จะหอมอร่อยถึงเพียงนี้ พอกินหมดไปสองน่องท้องน้อย ๆ ของนางก็แน่นตึงเสียจนต้องลูบไปมาเบา ๆ นางเหลียวมองโดยรอบพลางมองหากระบอกน้ำ

ทว่าก่อนจะเอ่ยปาก หลี่จ้งก็คล้ายจะอ่านใจนางออก เขาหยิบกระบอกน้ำหนังสัตว์ส่งให้อย่างเงียบ ๆเด็กหญิงรับไว้ด้วยสีหน้าขอบคุณ นางพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือไปหยิบ กระดกน้ำใสรวดเดียวจนแทบหมดกระบอก

“ค่อย ๆ ประเดี๋ยวก็สำลักเอาได้” หลี่จ้งกล่าวเสียงเบา สีหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อน ยามมองดูเด็กน้อยตรงหน้า แม้จะผ่านเรื่องราวหนักหนาเพียงใด นางก็ยังคงมีท่าทีไร้เดียงสาน่าเอ็นดู “อิ่มแล้วก็นอนเถิด”

ท้องฟ้ายามราตรีคืนนี้ปลอดโปร่ง หมู่ดาวส่องประกายพร่างพราว หลี่จ้งทอดตามองผืนฟ้า พลางครุ่นคิดในใจ... ไม่รู้เลยว่าชีวิตเบื้องหน้าของอันหนิง จะงดงามดั่งแสงดาวที่แวววาวในยามนี้หรือไม่

อันหนิงเอนกายลงนอนอย่างแผ่วเบา ใช้ห่อผ้าเก่าที่พกติดตัวมาแทนหมอนหนุน เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลงโดยไม่ต้องรอให้ใครปลอบโยน เรี่ยวแรงที่ใช้ไปตลอดวัน ทั้งจากการเดินป่าและหลบหนีจากผู้ชั่วร้าย ทำให้นางหลับใหลลงอย่างรวดเร็ว ร่างเล็กขดตัวอยู่ข้างกองไฟราวลูกสัตว์ตัวน้อยที่เพิ่งหาที่ปลอดภัยพำนัก

เปลวเพลิงยังคงลุกโชนวูบไหวใต้ฟากฟ้า กองไฟให้แสงสว่างและความอบอุ่นในยามค่ำ คืนนี้หาใช่ราตรีที่มีสิ่งพิเศษใด ทว่ากลับแว่วเสียงหอนยาวของหมาป่าดังแผ่วผ่านสายลม ลาง ๆ คล้ายเป็นสัญญาณเตือนถึงผู้บุกรุกที่ล่วงล้ำอาณาเขต พวกมันซ่อนกายอยู่ในเงามืดของพงไพร ดวงตาเรืองแสงจ้องมองกองไฟอยู่ห่างไกลโดยมิคิดเข้าใกล้

ทว่าจู่ ๆ อันหนิงกลับส่งเสียงละเมอเบา ๆ ออกมา เสียงสั่นเครือปนสะอื้นนั้นปลุกหลี่จ้งให้ลืมตาตื่นจากการหลับใหลเพียงชั่วครู่ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระวัง แล้วเดินไปหยุดยืนข้างร่างเล็กที่กำลังนอนขดอยู่บนพื้นแข็ง

“แม่หนูน้อย...” เขาพึมพำเบา ๆ พลางโน้มตัวลง มือหยาบกร้านยื่นไปหมายจะปลุกนางให้ตื่นจากฝันร้าย ทว่าเพียงมองดูให้ถนัดตา หลี่จ้งก็ขมวดคิ้วแน่น

ริมฝีปากเล็กของอันหนิงเผยอออกหลายครั้ง คล้ายหายใจไม่สะดวก สีหน้าซีดเผือดผิดไปจากก่อนหน้า เขายื่นมือทาบลงบนหน้าผากของนาง แล้วถึงกับชะงัก ร่างทั้งร่างแข็งค้างด้วยความตกใจ

“เจ้ามีไข้หรือ... เหตุใดจึงไม่บอกข้าเล่า...” เขาร้องเรียกเสียงเคร่ง เค้นความใจเย็นให้มั่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ “อันหนิง... อันหนิง ได้ยินข้าหรือไม่” เขาเอ่ยเรียกซ้ำอีกหลายครา มือหนึ่งจับไหล่เล็กเขย่าเบา ๆ แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัว

บัดนี้หลี่จ้งตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าเคร่งขรึมของชายชรากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเผือดร้อนรน เขาไม่เคยเลี้ยงเด็ก ไม่เคยดูแลคนไข้ ไม่แม้แต่จะเคยประคบหน้าผากใครมาก่อน

“แล้วข้าจะทำอย่างไรดีเล่า...” เขาพึมพำเสียงแผ่ว ราวกับกล่าวถามทั้งฟ้าและตัวเอง สายตาไหววูบร้อนรน มองหาทางออกท่ามกลางเงามืดรอบกาย หวังเพียงสักสิ่งจะช่วยบรรเทาอาการล้มป่วยของเด็กน้อยตรงหน้า ทว่ากลางพงไพรยามค่ำคืนเช่นนี้ จะหาสมุนไพรสักต้นก็ยังยากเย็น

เขาเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจลึก พึมพำด้วยเสียงเครียดข่มกลั้นความตระหนกไว้ในอก “ให้ตายเถอะ... ข้าจะทำอย่างไรดี...” มือกำแน่นราวจะยื้อยุดสติของตนให้มั่น ทั้งที่ใจนั้นปั่นป่วนราวคลื่นลมในมหาสมุทร เขาใช้มือทุบศีรษะของตนไปสองสามครั้ง “สมองทึบทื่อใช้การไม่ได้ ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยให้ตายสิ!”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel