บทที่ 9-2 ช่วยเหลือ (2)
ด้านสองพี่น้องอวี้
ตกเย็นวันนั้นสองพี่น้องตัดสินใจเข้าป่า โดยตั้งใจไปดูกับดักที่วางทิ้งไว้เมื่อคราวก่อน ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินดูกับดักแต่ละอัน ก็ได้ไก่ป่าสามตัวและกระต่ายติดมือมาอีกสองตัว ครั้นทั้งสองจะหันหลังเดินกลับบ้านก็ต้องตกใจอุทานเสียงดัง เมื่อบางอย่างหล่นร่วงลงมาจากบนต้นไม้
ตุ้บบ!!
กรี๊ดดดดดดดดดดด!!
"เฮ้ย!!"
ด้วยความตกใจเด็กสาวไม่รอช้ากระโดดขึ้นกอดอวี้เหิงเยว่ผู้เป็นพี่ชายอย่างลืมตัว เมื่อบางอย่างร่วงมาอยู่ตรงหน้านางเหมือนจับวางไว้
"พะ...พี่ใหญ่ เมื่อกี้นี่มัน" น้ำเสียงเด็กน้อยเปล่งออกมาอย่างสั่นกลัว ทั้งยังพยายามควบคุมสติตนเองให้มั่นคงอีกครั้ง
"ใจเย็น ๆ นะจื่อเอ๋อร์พี่ใหญ่อยู่ตรงนี้" ทุกครั้งยามที่น้องน้อยมักจะตกใจตื่นกลัว สรรพนามในการเรียกชื่อนางจะเปลี่ยนไปทันที "เจ้าลองมองดูให้ดีสิ" เขาพยักหน้าให้น้องสาวตนเองหันไปมองสิ่งที่ร่วงลงมาว่าคือสิ่งใด หาใช่สิ่งน่ากลัวไม่
ยามหันหน้ากลับไปมองก็พบว่าเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ อายุประมาณสามสิบห้าแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดี โดยเฉพาะเนื้อผ้าแบบนี้ไม่มีทางพบเจอได้ในเมืองเล็กที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงแห่งนี้แน่นอน เมื่อเพ่งมองพิจารณาคนเจ็บเบื้องหน้ากลับพบว่าบุรุษคนนี้มีใบหน้าที่หล่อเหล่า ผิวขาวใสเรียบเนียนดุจหิมะ จมูกโด่งสัน คิ้วดกดำ ริมฝีปากหนาได้รูป หากเทียบกับไอดอลหรือดาราจากยุคที่นางมาบอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าบุรุษยุคนี้กร้าวใจกว่าเยอะ ไม่ว่าจะด้านหน้าตา รูปร่างสูงใหญ่ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แน่นเป็นมัด ๆ ไหนจะแผงอกกว้างหรือไหล่ที่หน้าซบ ทุกอย่างราวกับสวรรค์สร้าง หากจะถามว่านางรู้ได้ยังไงเรื่องกล้ามหน้าท้องคำตอบง่าย ๆ เลยคือ เดาเจ้าค่ะ . พลางส่งสายตาสำรวจไปทั่วร่าง กลับพบเจอแต่ร่องรอยบาดแผลจากคมมีดคมดาบ เสื้อผ้าสวมใสก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉานของเจ้าตัว
"คนผู้นี้ได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อยเลยนะพี่ใหญ่ ทั้งยังมีแผลฉกรรจ์ตรงกลางหลังอีก ดูจากเครื่องกายที่สวมใส่แล้วคงจะเป็น..." บนใบหน้าปรากฏความกังวล
"บุรุษผู้นี้ดูแล้วหาใช่คนธรรมดาไม่ ทั้งยังเป็นผู้ฝึกยุทธ แต่เท่าที่ดูคงจะโดนใครบางคนตามฆ่าอยู่" อวี้เหิงเยว่พูดด้วยสีหน้ารียบนิ่งไม่สะทกสะท้าน
"จะทำอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ ถ้าพาเขากลับไปด้วยแล้วแบบนี้ครอบครัวเราจะเป็นอันตรายด้วยหรือไม่?" สีหน้าของเด็กน้อยฉายแววยุ่งยากใจ ในขณะที่จิตใจด้านมืดและด้านสว่างของนางกำลังเกิดการโต้เถียงอยู่ในหัวจนวุ่น ยามนี้ใบหน้าอวี้จื่อลู่ดูยุ่งเหยิงไปหมด ดั่งคนคิดไม่ตกกับเรื่องตรงหน้้า 'หากไม่ช่วยในใจก็รู้สึกวูบโหวงแปลก ๆ ราวกับว่าหากนางไม่ช่วยต่อไปภายภาคหน้านางจะต้องรู้สึกเสียใจไปตลอด แต่ถ้าหากตนเองยื่นมือเข้าช่วยก็เกรงว่าจะทำให้ครอบครัวตกอยู่ในอันตรายโดยที่ไม่ทันตั้งตัว' อวี้จื่อลู่คิดไปมาหลายตลบ จนตัดสินใจบางอย่างได้ 'ลองพูดคุยปรึกษากับพี่ใหญ่ดูก่อนก็ไม่เสียหายอันใด' "พี่ใหญ่จะช่วยเขาหรือไม่เจ้าคะ"
ยามได้ยินสิ่งที่น้องสาวตนเองถาม เขาจึงถามย้อนกลับ "จื่อเอ๋อร์ หากเป็นเจ้า เจ้าคิดจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ จะทิ้งเขาให้ตายอยู่ที่นี่หรือว่าจะ..."
ไม่รอให้พี่ชายพูดจบ นางก็รีบเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อนโดยไม่ต้องคิด "ก็ต้องช่วยสิเจ้าค่ะ ชีวิตคนตั้งหนึ่งชีวิตเลยนะพี่ใหญ่"
"เช่นนั้น ทำตามที่เจ้าปรารถนา"
"ตะ...แต่ว่า"
"เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก หากสิ่งใดจะเกิดยามเมื่อถึงเวลาผู้ใดก็ห้ามปรามมันมิได้" เขาเข้าใจความรู้สึกยุ่งเหยิงนี้ของน้องน้อยดี หากเลือกที่จะช่วยแล้วก็ต้องทำใจยอมรับกับผลที่จะตามมา แต่ถ้าเลือกที่จะเมินเฉยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายมันก็จะคอยเกาะกินอยู่ในใจไปจนตลอดชีวิต
อวี้จื่อลู่จึงถามย้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันกับคนตรงหน้า "ถ้าหากข้าช่วยเขา แม้ภายภาคหน้ามันจะทำให้ครอบครัวของเราพบเจอแต่กับอันตราย พี่ใหญ่ก็จะไม่เสียใจภายหลังใช่ไหม"
"แล้วเจ้าล่ะน้องเล็ก จะเสียใจหรือไม่?"
"ไม่เจ้าค่ะ หากคิดที่จะช่วยแล้วข้าก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด" แววตาของนางฉายประกายแน่วแน่
หากนางตัดสินใจเช่นนั้นเขาก็ไม่ขัดข้องสิ่งใด "อืม ทำตามที่ตัวเจ้าต้องการเถอะ ทำในสิ่งที่สมควร แต่เจ้าอย่าได้มารู้สึกผิดและเสียใจภายหลังก็พอ"
"ขอบคุณเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นพวกเราพาเขากลับไปบ้านกันดีกว่า จะได้ให้ท่านหมอหวงมารักษา"
"ได้สิ ส่วนเขาประเดี๋ยวพี่จัดการเอง เจ้าก็สะพายตะกร้านี้ของพี่ขึ้นหลังไปก็แล้วกัน" พูดจบก็ปลดตะกร้าไม้ไผ่ลงจากหลังแล้วยื่นไปให้นาง "ด้านในมีเพียงกระต่ายและไก่ไม่กี่ตัว น้ำหนักไม่เยอะจนเกินไปหากเจ้าสะพายขึ้นหลังจะได้ไม่หนักจนเกินไป"
"เจ้าค่ะ"
สองพี่น้องช่วยกันพาคนเจ็บเดินลัดเลาะออกจากป่าด้วยความระมัดระวัง ทั้งยังเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเกรงว่าหากพวกเขาชักในยามพลบค่ำ จะไม่เป็นผลดีต่อพวกเขายามที่สัตว์ดุร้ายในป่าได้กลิ่นเลือด กว่าหนึ่งชั่วยามที่อวี้เหิงเยว่และอวี้จื่อลู่เดินทางด้วยความเร่งรีบโดยไม่คิดจะหยุดพักตรงที่ใด ไม่นานก็พ้นออกมาจากป่าด้วยความทุลักทุเล ทั้งคู่รีบเดินเข้าไปภายในบ้านแล้วมองไปรอบ ๆ กลับพบว่าอวี้เฉิงรุ่ยได้หลับไปแล้ว
อวี้จื่อลู่ก็รีบไปปิดประตูหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนา ก่อนจะเดินเข้าไปหาพี่ใหญ่ที่กำลังวางร่างคนเจ็บลงอย่างเบามือ เมื่อเช็ดทำความสะอาดแผลกับคราบเลือดเสร็จแล้วสองพี่น้องก็ผล่อยหลับไปทันที
ยามเหม่าของเช้าวันรุ่งขึ้น
พี่ชายทั้งสองของนางกำลังทำอาหารอยู่ในครัว ระหว่างนั้นอวี้เหิงเยว่ก็ได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้น้องชายฟังอย่างไม่คิดปิดบัง ทั้งสองคนจึงตกลงกันว่า ภายภาคหน้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นพวกเขาก็พร้อมที่จะปกป้องน้องน้อยอย่างสุดกำลัง แม้แต่ชีวิตพวกเขาก็ย่อมแลกให้ได้ หากอวี้จื่อลู่ได้รับรู้ในสิ่งที่พี่ชายทั้งสองทุ่มเทเพื่อนางแล้วล่ะก็ คงดีใจและมีความสุขที่สุดที่มีพี่ชายยอมทุ่มเทอย่างเช่นนี้
ณ ห้องนอนของเด็กน้อย
ในขณะที่นางกำลังนั่งบิดตัวไปขับไล่ความปวดเมื่อยอยู่บนที่นอน คล้ายจะนึกบางสิ่งออกก่อนจะอุทานออกไปเสียงดังลั่น "แย่แล้วข้าลืมคนเจ็บ!! แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง นอนต่อดีกว่าฟ้ายังไม่สว่างเลย" พูดจบก็ล้มตัวลงนอนทันที