บทที่ 10-1 บางสิ่งมาพร้อมกับภารกิจ (1)
ห้าวันให้หลัง ลุงหม่าก็ได้ให้คนมาจัดการสร้างรั้วจนเสร็จเรียบร้อยภายในสองวัน ด้านคนเจ็บแม้ว่าบาดแผลจะเริ่มหายดี ทว่ายังไม่ได้สติ สามพี่น้องต่างก็ใช้ชีวิตตามปกติ ตกดึกคืนหนึ่งอวี้จื่อลู่รู้สึกว่าในขณะที่กำลังเคลิ้มหลับ ตนเองได้ถูกพาเข้าไปอยู่ในสถานที่แปลกตากับชายชราคนที่พานางมาอยู่ในภพนี้
“เอ๊ะ!! นี่ท่านคนที่พาข้ามาไม่ใช่หรือ?”
“ใช่ เป็นข้าเองเจ้ามีปัญหาอะไรอย่างนั้นรึ?”
“ข้าฝันอยู่ใช่ไหม”
“นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องจริงและข้าก็เป็นคนดึงเจ้าเข้ามาในนี้เอง”
หน็อย มาแบบนี้ก็ดีเลยจะบ่นให้หูชาเลย “ท่านมาก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านเยอะแยะเต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะ” พร้อมแสยะยิ้มออกมาชวนหวั่นใจคนมอง
“ไหนลองว่ามาสิ ข้ารอฟังอยู่” พร้อมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวสวยที่มาจากไหนไม่รู้
“ขอข้าด้วยสิเจ้าคะ ยืนนาน ๆ มันเมื่อยนะเออ” พลางส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา
“เพ้ย!! เจ้าลูกเต่านี่” แม้มีท่าทางเหมือนจะไม่ชอบใจ แต่บนใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้มและเอ็นดู
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
“มาเข้าเรื่องเถอะ ข้ามีเวลาไม่มาก”
“จะรีบไปไหนล่ะเจ้าคะ”
“ข้ายังมีงานเบื้องบนต้องสะสางอีกเยอะ ไม่ได้มีเวลาว่างดั่งเช่นเจ้าหรอกนะ” (ได้ข่าวว่าท่านจะรีบไปสังสรรค์กับเหล่าเทพตนอื่นมิใช่รึ?)
“ว่าแต่ท่านเถอะ มาหาข้ามีอะไรกันแน่ แล้วอีกอย่างนะส่งข้ามาที่นี่แต่กลับไม่ให้อะไรติดไม้ติดมือมาเลย ไหนล่ะ พลัง มิติ หรืออะไรที่มันพอจะช่วยไม่ให้ครอบครัวข้าอดตาย ข้ายังไม่อยากยากตายก่อนวัยอันควรนะท่าน”
“หากข้าช่วยนั่นก็ย่อมได้ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องทำบางสิ่งที่ข้ามอบหมายให้สำเร็จลุล่วง ถือว่าเป็นภารกิจจากข้า หากเจ้ารับปากข้าจะให้ของขวัญเป็นการตอบแทน แต่ถ้าไม่...” หากนางรู้ว่าข้าหลอกให้ทำงานแทนส่วนที่ข้าทำพลาดแล้วล่ะก็มีหวัง...
ไม่รอให้ชายชราพูดจบนางก็ตัดการสนทนาด้วยการโวยวาย 'ขี้งกจริงวุ้ย! แบบนี้นางก็แย่น่ะสิ ไม่ได้ ๆ' “อ้าว แล้วถ้าทำแล้วไม่สำเร็จล่ะ แบบนี้ข้าก็เหนื่อยฟรีสิ ช่างเป็นอะไรที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่น่าทะนุทนอมเช่นข้าเลย”
“เจ้าช่วยหยุดฟังข้าสักประเดี๋ยวได้หรือไม่? นางหนูอวี้”
“ก็ได้เจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ ตั้งใจฟังให้ดี ต่อไปในภายภาคหน้าหากเจ้าพบเจอกับบุรุษผู้มีนัยน์ตาสีฟ้า จงช่วยเขาให้ถึงที่สุด”
“แล้วจะช่วยเขาได้ยังไงล่ะเจ้าคะ ในเมื่อข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แล้วไหนจะนัยน์ตาสีฟ้านั่นอีก มันมีเงื่อนไขอะไรอีกไหมที่พอจะช่วยให้ข้าได้รู้ว่าเป็นบุรุษผู้นั้น”
“เฮ้อ ข้าจะบอกให้อีกนิดก็ได้ บุรุษผู้นั้นในยามพระจันทร์เต็มดวงจะปรากฏนัยน์ตาสีฟ้า ทั้งยังมีผลข้างเคียงที่แสนทรมานร่างกายจะถูกห่อหุ้มไปด้วยความเย็น จากนั้นไอเย็นจะค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในเนื้อหนังและกระดูกเมื่อถึงเวลานั้นร่างกายจะถึงจุดที่ย่ำแย่และอ่อนแอเป็นที่สุด พิษนี้เรียกว่า เหมันต์หวนคืน พิษนี้เป็นพิษของตระกูลไป๋ที่หายสาบสูญไปนานนับพันปี ทว่าเมื่อสิบห้าปีก่อนได้มีคนนำพิษนี้ออกมาใช้กับใครบางคนและคนคนนั้นคือคนที่เจ้าต้องช่วย”
“แล้วจะให้ข้าช่วยยังไง”
“ข้าจะถ่ายทอดการหลอมโอสถทุกชนิดให้แก่เจ้า ไม่เว้นแม้แต่โอสถที่หายสาบสูญไปแล้วก็ตาม รวมไปถึงชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรมั้งหมด แต่จงจำไว้ใช้มันด้วยความระมัดระวังเพราะโอสถบางชนิดอาจจะชักนำพาภัยมาสู่ตัวเจ้าได้” ชายชรากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อน เจือไปด้วยความห่วงใยเด็กสาวตรงหน้า
“เจ้าค่ะ” เจองานหินเข้าให้แล้วไง จะไปรอดไหมนะข้ายิ่งไม่ค่อยจะฉลาดอยู่ด้วย นางได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ
“มาเถอะข้าจะเปิดช่องมิติเจ้าให้”
“ช่องมิติเหรอเจ้าค่ะ ใช่ที่มีของด้านในแล้วนำออกมาได้ใช่ไหม”
“เป็นเช่นนั้น ส่วนพลังปราณเป็นเจ้าที่ต้องขยันฝึก ข้ามิอาจจะช่วยเจ้าได้”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“ได้เวลาที่ข้าจะต้องไปแล้ว และนี่เป็นของขวัญจากข้าที่รับปากเจ้าไว้” ชายชรายื่นมือไปแตะหน้าผากนาง จากนั้นก็เกิดแสงสีส้มทองสว่างจ้าไม่นานแสงนั้นก็หายไป ทว่าอวี้จื่อลู่รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย นานกว่าครึ่งชั่วยามที่นางจมดิ่งอยู่กับสัมผัสนั้น ครั้นลืมตาขึ้นก็พบว่าชายชราผู้นั้นได้หายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้แค่นางให้อยู่ในสถานที่แปลกตา พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าภายในพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรรูปร่างแปลกตา บ้างก็มีรูปร่างใบห้าแฉกทว่าสีของดอกนั้นแดงฉานราวกับโลหิตหรือก็คือดอกเบญจมาศโลหิต บางดอกก็มีลักษณะเป็นเกลียวสีเหลืองทองเรียกว่าดอกจันทร์นวล ครั้นหันมองไปเรื่อย ๆ กลับพบว่าที่แห่งนี้มีทั้งต้นไม้และผลไม้ที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จักเต็มไปหมด ไหนจะทะเลสาบกว้างเมื่อยามกระทบแสงแดดในน้ำก็จะมองเห็นเป็นสีเขียวมรกตหรือเรียกอีกอย่างว่าหยดวารีมรกต ทุกสิ่งที่อยู่ในมิติของนั้นล้วนเป็นสิ่งล้ำค่าหาได้ยาก โดยเฉพาะผลจิตวิญญาณ ผลผลึกม่วง หยดวารีมรกตและหญ้าปราณชีพจร
นางจึงเดินมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านหลังเล็ก เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับพบว่าด้านในมีพื้นที่กว้างขวางเต็มไปด้วยตำรามากมาย ทั้งยังมีเตาหลอมโอสถลายหงส์วางอยู่ตรงโต๊ะด้านซ้ายมือ ถัดไปขวามือเมื่อเปิดเข้าดูก็จะพบกับห้องนอนขนาดกลาง ครั้นสำรวจจนพอใจแล้วอวี้จื่อลู่จึงออกจากมิติ โดยนำผลผลึกม่วงออกมาสี่ผลและหยดวารีมรกตอีกหนึ่งขวดน้ำเต้า
ปลายยามอิ๋น
หลังจากที่นางออกมา ด้วยความอยากรู้ว่าผลผลึกม่วงจะมีรสชาติอย่างไร จึงกัดเข้าปากไปหนึ่งคำ เมื่อรสชาติของมันแผ่กระจายไปทั่วทั้งปาก พลันดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง 'นะ...นี่มัน รสชาติดีเกินสุดจะบรรยายเลย ขะ...ข้าไม่เคยกินผลไม้ที่มีรสชาติหวานล้ำเช่นนี้มาก่อน' อวี้จื่อลู่ปล่อยให้ตัวเองดื่มด่ำกับความหอมหวานกระจายไปทั่วทุกอณู ค่อย ๆ ซึบซับความรู้สึกดีนี้ ก่อนจะดึงตนเองออกมาจากความรู้สึกนั้นแล้วลงมือกัดกินผลไม้ในมือด้วยความตะกละตะกลาม
ในช่วงจังหวะที่นางกลืนกินอยู่นั้น ก็รู้สึกได้ว่าเหมือนจะมีพลังบางอย่างกำลังไหลทะลักเข้ามาภายในกายและไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง และเหมือนนางจะขึ้นนึกได้ 'เอ๊ะ! หรือว่านี่จะเป็นพลังลมปราณ' คิดได้เช่นนั้นนางจึงลองทำตามสิ่งที่เคยอ่านจากนิยายในยุคก่อน
จากนั้นก็ลองตั้งสมาธิเพิื่อโคจรลมปราณที่กำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกายไปรวมยังจุดตันเถียน แล้วค่อย ๆ ผลักดันลมปราณเพื่อเปิดเส้นชีพจร จนรู้สึกได้ว่าเส้นชีพจรทั้งหมดได้ถูกเปิด ทั่วทั้งร่างกายพลันรู้สึกบางเบาโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้กระทั่งอาการง่วงนอนหรืออาการเหนื่อยล้าก็ไม่มีให้เห็น
“อืม สุดยอดไปเลยรู้สึกกระปี้กระเปร่ามาก ๆ แบบนี้ต้องแบ่งให้พี่ใหญ่และพี่รองกินด้วย ฮี่ฮี่ฮี่” อวี้จื่อลู่หัวเราะออกมาด้วยความสุขใจ นัยน์ตาซุกซนฉายแววระยิบระยับ สุขใดเล่าจะเท่าเห็นคนในครอบครัวมีความสุข
ก่อนจะลุกขึ้นบิดไปมาแล้วออกจากที่นอน "วันนี้ทำไก่ตุ๋นหัวไชเท้าดีกว่า" พลางครุ่นคิดไปถึงบุรุษอีกคนที่นางและพี่ใหญพากลับมา "ท่านลุงคนนั้นจะฟื้นหรือยังนะ นี่ก็ไม่ได้สติมาหลายวันแล้ว"