อวี้จื่อลู่ ณ หมู่บ้านม่านหมอก

159.0K · จบแล้ว
Solaris Libra / คุณมะนาวหวาน
69
บท
470
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ข้อมูลเบื้องต้น องุ่นก็แค่หญิงสาวกำพร้าคนหนึ่ง ที่หาปลา ปลูกผักข้างบ้าน รับจ้างล้างจาน ทำงานทุกอย่างเพื่อเลี้ยงปากท้อง แล้วทำไมคนเห็นแก่ตัวเหล่านั้นต้องมาแย่งเงินและทำให้เธอตายด้วย คิดแล้วเจ็บใจจริง ๆ หลังจากเธอเสียพ่อและแม่ไปในอุบัติเหตุครั้งนั้น ทุกคนที่เคยรู้จักต่างเริ่มห่างหายไปทีละคนสองคน ราวกับว่าไม่มีเคยมีตัวตนอยู่ในชีวิต ทรัพย์สินเงินทองอย่าได้ถามหา ทุกอย่างล้วนถูกลุงและป้า ๆ เอาไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้ให้เพียงแค่กระท่อมหลังหนึ่งติดริมคลองพร้อมกับเรือพายคู่ใจของเธอและจักรยานคันเก่า ที่พอจะช่วยให้ทำมาหากินได้ในตอนนี้ แต่จะไปโทษพวกเขาทั้งหมดก็ไม่ได้ ถ้าหากเธอไม่โง่เอง ทั้งยังไว้ใจลุงกับป้าจนเกินไป สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเธอโดนหลอกจนแทบหมดตัว มิหนำซ้ำยังโดนลุงเขยและป้ารังแกจนตัวตาย องุ่นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา หันไปมองสิ่งรอบข้างก็ต้องแปลกใจ นี่เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอแล้วทำไมถึงยังหายใจอยู่ สถานที่พวกนี้ก็แปลกตาช่างไม่คุ้นเคยเอาซะเลย ทว่าความคิดเหล่านั้นเป็นอันต้องหยุดชะงัก เมื่อความทรงจำต่าง ๆ ที่เธอไม่รู้จักของเด็กสาวคนหนึ่งต่างไหลทะลักเข้ามาในหัว ทำให้องุ่นรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้มีชื่อ อวี้จื่อลู่ อายุสิบหนาว มีพี่ชายสองคน คนโตมีนามว่า อวี้เหิงเยว่ อายุสิบสามหนาว และคนรองชื่อ อวี้เฉิงรุ่ย อายุสิบเอ็ดหนาว ส่วนบิดามารดาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน เมื่อไม่มีบิดามารดาคอยปกป้อง สามพี่น้องอวี้จึงโดนลุงและป้าสะใภ้ขับออกจากตระกูล จากนั้นก็พาพวกเขาทั้งสามไปทิ้งไว้ยังบ้านเดิมของมารดา และที่นั่นก็คือ หมู่บ้านม่านหมอก สาเหตุที่องุ่นเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กคนนี้ ก็เพราะอวี้จื่อลู่เดินเข้าไปยังป่าด้านในเพื่อหาผักและผลไม้ป่าให้พี่ชายทั้งสองได้กิน แต่ก็โชคร้ายนักเมื่อนางเจอเข้ากับหมีที่ออกมาจากป่าชั้นใน จึงโดนหมีทำร้ายอาการสาหัส เมื่อเห็นความทรงจำของร่างนี้ องุ่นก็ไม่รู้ว่าจะขำหรือสงสารเด็กตรงหน้าดี “มีอย่างที่ไหนหนีหมีขึ้นต้นไม้ ใครสั่งใครสอนกัน” ...................................................... *นิยายเป็นแนวฝึกยุทธ ฝึกลมปราณ นะคะ* ระดับผู้ฝึกยุทธ ลมปราณนั้นมี 7 ขั้น และมี 9 ระดับ ได้แก่ - ขั้นปราณก่อเกิด - ขั้นปราณกำเนิด - ขั้นปราณปฐพี - ขั้นปราณนภา - ขั้นปราณเทวะ - ขั้นปราณบรรพกาล - ขั้นล้ำลึก (ไม่มีจุดสิ้นสุด) โปรดอ่านสักนิด อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อความบันเทิง อาจจะขัดหูขัดตาบ้างบางฉากบางตอน กรุณาอ่านอย่างมีสติเพราะนี่คือนิยายหาใช่ชีวิตจริงไม่ ทุกอย่างอาจจะไม่สมเหตุสมผล เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีน ทุกอย่างในนิยายคือเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง สนองความต้องการของไรต์ล้วนๆ หากอ่านไปแล้วคิดว่าไม่ใช่แนวที่ชอบก็กดออกไปได้เลยค่ะ อย่าบั่นทอนด้วยคำพูดแรงๆ หากชอบก็อย่าลืมสนับสนุนกันด้วยนะคะ หากมีคำผิด หรือข้อผิดพลาดตรงไหนสามารถติเตือนกันได้ค่ะ รบกวน ติ ชม ตักเตือน ด้วยความสุภาพนะคะ ขอบคุณค่ะ สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ Facebook : นามปากกา คุณมะนาวหวาน โปรดอ่านอีกนิดนึงนะเจ้าคะ นิยายเรื่อง อวี้จื่อลู่ ณ หมู่บ้านม่านหมอก เป็นลิขสิทธิ์ของนามปากกา คุณมะนาวหวาน / Solaris Libra ห้ามมิให้ผู้ใดนำไปดัดแปลง คัดลอก ปลอมแปลง จัดเผยแพร่จำหน่าย ทำซ้ำ หรือการกระทำใดๆ เกี่ยวกับสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานนามปากกา คุณมะนาวหวาน / Solaris Libra

เกิดใหม่ในนิยายนิยายกำลังภายในนิยายย้อนยุคนิยายรักนิยายจีนโบราณนางเอกเก่งเกิดใหม่ข้ามมิติพระเอกเก่งจีนโบราณ

บทที่ 1 โดดเดี่ยว

“เฮ้อ เหนื่อยสุด ๆ เลยวันนี้” องุ่นพึมพำออกมา พลางยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ สายตากวาดมองไปยังเบื้องหน้าด้วยความอ้างว้าง ดวงตาหวานปนหม่นฉ่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำตา กี่ปีแล้วนะที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียว ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีเพื่อนหรือครอบครัวให้อบอุ่นหัวใจ แม้มีญาติพี่น้องแต่ก็เหมือนไม่มี

หลังจากเธอเสียพ่อและแม่ไปในอุบัติเหตุครั้งนั้น ทุกคนที่เคยรู้จักต่างเริ่มห่างหายไปทีละคนสองคน ราวกับว่าไม่มีเคยมีตัวตนอยู่ในชีวิต ทรัพย์สินเงินทองอย่าได้ถามหา ทุกอย่างล้วนถูกลุงและป้า ๆ เอาไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้ให้เพียงแค่กระท่อมหลังหนึ่งติดริมคลองพร้อมกับเรือพายคู่ใจของเธอและจักรยานคันเก่า ที่พอจะช่วยให้ทำมาหากินได้ในตอนนี้

แต่จะไปโทษพวกเขาทั้งหมดก็ไม่ได้ ถ้าหากเธอไม่โง่เอง ทั้งยังไว้ใจลุงกับป้าจนเกินไป สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเธอโดนหลอกจนแทบหมดตัว เพียงแค่นึกถึงวันนั้น ความเจ็บปวดในใจก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาราวกับตอกย้ำอยู่ซ้ำ ๆ ว่าอย่าได้ไว้ใจใครจนเกินไป แต่ก็นะคิดมากไปก็เสียเวลาชีวิตเสียเปล่า ๆ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วทำงานต่อดีกว่า ก่อนจะก้มหน้าก้มตาล้างจานชามอย่างขะมักเขม้น จนเหลือไม่กี่ใบก็มีเสียงเรียกเธอดังออกมา

"องุ่น ล้างจานเสร็จรึยังลูก มาช่วยน้าเก็บโต๊ะหน่อยจ๊ะ" น้ำเสียงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเอ็นดูของสตรีคนหนึ่งตะโกนถามจากหน้าร้าน องุ่นไม่รอช้าเมื่อล้างจานใบสุดท้ายเสร็จแล้วก็รีบเดินออกไปทันที เมื่อเดินมาถึงหน้าก็พบว่าสตรีที่เอ่ยเรียกนั้นกำลังยืนเก็บถ้วยชามอยู่ เธอจึงได้เข้าไปหาพร้อมเอ่ยเสียงหวาน

"น้าพิมพ์ไปทำก๋วยเตี๋ยวให้ลูกค้าเถอะจ้ะ เดี๋ยวองุ่นเก็บกวาดทำความสะอาดทั้งหมดเอง" เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของเด็กสาวตรงหน้า ก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ ได้แต่มององุ่นอย่างเอ็นดู

"ถ้าอย่างนั้น น้าก็ขอฝากด้วยละกันนะ"

"ได้เลยค่ะ" องุ่นตอบรับด้วยรอยยิ้ม เธอก็วางใจจึงหันหลังเดินออกไปทิ้งให้เด็กสาวทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

ทว่าไม่นานกลับมีคนกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาหาเธอ พร้อมกับน้ำเสียงเย้ยหยันของคนบางคน ได้พ่นวาจาไม่น่าฟังออกมาจนเธอรำคาญ

"อุ้ย! ดูสิฉันเจอใครอยู่ตรงนี้ด้วย แกว่าหน้าตาดูคุ้น ๆ มั้ยเชอรี่" แค่ได้ยินเสียงองุ่นก็รู้เลยว่าเป็นใคร โดยที่เธอไม่ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเรื่อย ๆ ก่อนจะพึมพำออกมาเล็กน้อย'เหอะ ใครจะสนกัน ทำงานหาเงินยังจะดีกว่าอีก ปล่อยให้เห่าหอนไปเถอะ โนสนโนแคร์ค่ะ' แต่ทว่ายังมีเสียงตอบโต้ไปมาชวนปวดหูอยู่ใกล้ ๆ

"จะว่าคุ้น ก็คุ้นอยู่นะยัยแพร" ก่อนจะจีบปากคอพูดต่อด้วยท่างทางจริตจะก้าน "เอ๊ะ! หรือว่า...." อีกคนไม่รอช้ารีบต่อคำถามเพื่อนสาวอย่างไว

"ว่าอะไรเหรอแก"

"ก็ที่ว่า หมาหัวเน่าโดนทิ้งไงแก!! อีกอย่างก็คลับคล้ายคลับคลาว่าไม่มีพ่อแม่ เพราะตายหมดแล้ว แถมยังจน ไม่มีใครคบ" พูดจบเชอรี่และแพรก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ทันทีที่ได้ยินสองสาวตรงหน้าพูดออกมา สองมือก็หยุดชะงัก ทั้งที่องุ่นพยายามอดทนและจะไม่ใส่ใจยอมปล่อยผ่านไป แต่มันก็อดไม่ได้ จะว่าเธอยังไงก็ได้ แต่ในเมื่อลากพ่อแม่ที่เสียแล้วของเธอมาเอี่ยวด้วย บอกตรง ๆ ว่ารับไม่ได้อย่างแรง องุ่นทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะโต้กลับด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน โดยไม่หันไปมองหน้าของทั้งคู่เลยสักนิด

"หมาที่ไหนมันมาเห่ามาหอนอยู่แถวนี้กัน วัดวาใกล้ ๆ ก็ไม่มี อ่า สงสัยจะเป็นพวกสัมภเวสีขอส่วนบุญไม่มีที่ไปนี่เอง เดี๋ยวกรวดน้ำไปให้ละกัน ชิ้ว! ชิ้ว!! ไปที่ชอบ ๆ เถอะ" ว่าจบก็สาดน้ำใส่คนตรงหน้า แล้วหันหลังเดินกลับไปทางหลังร้านนำจานชามไปเก็บ ปล่อยให้สองสาวยืนกระทืบเท้ากรีดร้องอยู่หน้าร้านราวกับคนบ้า แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ จนเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่ม

"องุ่น เก็บร้านได้เลยลูก"

"ค่ะ"

"นี่จ๊ะ ค่าจ้างของวันนี้" องุ่นยื่นมือออกไปรับค่าจ้างอย่างมีความสุข พอมองเงินในมือแล้วต้องตกใจ ทำไมมันถึงเกินมาล่ะ จึงได้เอ่ยถามผู้ใหญ่ตรงหน้า

"เอ๊ะ! ปกติได้สองร้อยห้าสิบไม่ใช่เหรอคะ ทำไมเงินถึงได้เกินมาร้อยนึง" จึงหยิบเงินส่งคืนไปให้น้าพิมพ์ทันที ทว่ากลับโดนมือของอีกคนดันกลับมาหาตัวเอง เธอมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เพื่อคลายความสงสัยให้กับเด็กสาวจึงเอ่ยบอกไปด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

"วันนี้ลูกค้าเยอะ เอาไปเถอะจ้ะน้าให้พิเศษ"

"ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ งั้นองุ่นกลับบ้านก่อนนะคะ" เมื่อได้ฟังเหตุผลแล้ว ก็รีบยกมือไหว้ขอบคุณน้าพิมพ์เป็นการใหญ่ จึงหันไปปั่นจักรยานกลับบ้าน

เวลาสี่ทุ่ม ณ กระท่อมหลังน้อย

เมื่อย้อนนึกถึงคำว่าครอบครัว ในความเป็นจริงแล้วเธอนั้นโหยหามันมาตลอด ยิ่งไปกว่านั้นองุ่นสูญเสียบิดาและมารดาไปตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี ยอมรับตรง ๆ เลยว่าช่วงเวลาสิบห้าปีมานี้เธอเหงาและโดดเดี่ยวมาก ใช้ชีวิตด้วยความเวิ้งว้าง พยายามหางานทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงปากท้อง ส่งเสียตนเองเรียนหนังสือ แม้ว่าจะเป็นการศึกษานอกเรียน แต่อย่างน้อยก็ทำให้เธออ่านออกเขียนได้เหมือนกับคนอื่น จากใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นหมองเศร้า ขมขื่น หยาดน้ำใสค่อย ๆ เอ่อล้นออกมาจากดวงตาเรียวสวย ทำไมกันนะ ทำไมพ่อกับแม่ถึงทิ้งเธอเอาไว้คนเดียว ทำไมถึงไม่เอาเธอไปด้วย ช่วงหลายปีมานี้มันช่างเหนื่อยเหลือเกิน ไม่มีสิ่งใดเลยให้เธอได้ยึดเหนี่ยว คิดไปคิดมาเธอก็ทำได้แค่เพียงถอนหายใจทิ้งไปวัน ๆ ชั่งเถอะไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ แต่ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญ เดินเข้ามาเอะอะโวยวายอยู่ด้านนอก ‘วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย หรือว่าเธอก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้างกัน’

"อีองุ่น มึงออกมาเดี๋ยวนี้นะ" เสียงแหบแห้งของชายมีอายุวัยกลางคน ตะโกนด่าออกมาดังลั่น เห็นชัด ๆ เลยว่าคนที่มาหานั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากลุงเขยและป้าของเธอ เกือบทุกครั้งที่องุ่นได้เงินจากการรับจ้าง ทั้งสองมักจะเอาไปทุกรอบ แต่ครั้งนี้จะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่นอน เธอเองยังต้องกินต้องใช้ จึงตัดสินใจเดินออกไปด้านนอก

"มีอะไร" องุ่นพูดออกไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จ้องมองทั้งสองด้วยความเบื่อหน่าย หากให้เดาคงไม่พ้นเรื่องเงิน

"ได้ข่าวว่าวันนี้ อีพิมพ์นายจ้างของมึงจ่ายเงินให้อยู่หลายร้อยไม่ใช่รึไง เอามาแบ่งใช้สักสองสามร้อยจะเป็นอะไรไป ยังไงกูก็เป็นป้าของมึง จริงไหม" นั่นไงเดาผิดซะที่ไหน คนพวกนี้ช่างน่าสะอิดสะเอียนจริง ๆ ทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเธอก็เอาไปจนหมด ทิ้งให้เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตั้งแต่อายุสิบเอ็ด ยังไม่พอใจอีกหรือไง ไม่ยอมหรอก เงินตั้งสามสี่ร้อยมันเพียงพอให้เธอไม่อดตายไปเป็นอาทิตย์เลยนะ

"ถึงมีแล้วยังไง ฉันจำเป็นต้องให้ป้ากับลุงด้วยรึไง ฝันไปเถอะ อยากได้มากนักก็ไปทำงานเอาสิ"

"หน็อย อีเด็กนี่ กูเป็นป้ามึงนะ"

"เป็นป้าแล้วไง ฉันต้องแคร์ว่างั้น" เห็นท่าทีของผู้เป็นหลานแล้ว คงต้องใช้กำลังสินะถึงจะยอมให้

“เป็นแค่เด็กอย่าริมาต่อปากต่อคำ ถ้าไม่มีกูป่านนี้มึงตายไปนานแล้ว อกตัญญูเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ รู้งี้น่าจะปล่อยให้ตายไปพร้อมกับพ่อแม่ของแกนะ”

“มันจะเกินไปแล้วนะป้า พูดอย่างกับว่าป้าเคยเลี้ยงฉัน แล้วก็นะ ป้าไม่มีสิทธิ์มาพูดถึงพ่อแม่ฉันแบบนี้” องุ่นตะเบ็งเสียงใส่ผู้เป็นป้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยโทสะกับอารมณ์กรุ่นโกรธ

“ทำไมจะพูดไม่ได้ ก็มันเป็นน้องของฉัน ฉันมีสิทธิ์ที่จะพูด”

“เหอะ อย่ามาพูดให้ตัวเองดูดีเลยป้า แล้วอย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ ว่าป้าเอาสมบัติทั้งหมดของพ่อแม่ฉันไปหมดแล้ว” เมื่อได้ยินหลานตัวดีพูดพลันก็หน้าซีดลงทันที “ไม่จริงนะ มันรู้ได้ยังไงก็ตอนนั้นมันเพิ่งอายุไม่กี่ปีเอง ถึงรู้แล้วทำไม เด็กอย่างแกจะทำอะไรฉันได้” คิดได้แบบนั้นก็หันไปสั่งผู้เป็นสามีทันที

"พี่ชัย จัดการมัน ฉันจะเข้าไปเอาเงินเอง" อีกฝ่ายพยักหน้ารับคำของผู้เป็นภรรยา จึงเดินเข้าไปกระชากแขนองุ่นที่กำลังจะเดินเข้าไปขัดขวางผู้เป็นป้า มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกเธอไม่ยอม ไม่รอช้าองุ่นจึงยกขาถีบลุงเขยไปที่หน้าท้องก่อนจะพาตนเองไปขวางหน้าผู้เป็นป้า

“หยุดนะป้าจันทร์ นี่มันบ้านฉันคนนอกไม่มีสิทธิ์” องุ่นวิ่งไปกระชากป้าที่พยายามเข้าห้องเธออย่างสุดแรง จนอีกฝ่ายล้มลงไปกับพื้น

“หน็อย!! อีเด็กเวรนี่ กล้าทำกูเหรอ” นางจันทร์ตวาดออกมาเสียงดัง พยายามลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้าไปดึงกระชากผู้เป็นหลานในไส้มาตบด้วยความโกรธแค้น เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ก็ผลัดกันตบผลัดกันตี ตะลุมบอนกันจนบริเวณรอบข้างเกิดฝุ่นคลุ้งจากการที่ทั้งสองลงไปเกลือกกลิ้งอยู่บนดิน ใบหน้าของหญิงสาวตอนนี้ได้ปูดบวมและเขียวคล้ำทั่วหน้า ผมเผ้าชี้ฟูกระเซอะกระเซิง ไม่เหลือเค้าความงาม แต่ว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้สนใจ

ทางด้านนายชัยเมื่อเห็นว่าภรรยาเพลี้ยงพล้ำให้หลานสาว ก็รีบเดินเข้าไปกระชากองุ่นออกมา แล้วเหวี่ยงร่างของเด็กสาวไปด้านหลัง แต่หารู้ไม่ว่าในระหว่างที่ร่างเล็กกระเด็นออกไป ศีรษะขององุ่นได้กระแทกเข้ากับขอนไม้ท่อนใหญ่ตรงหน้ากระท่อมอย่างแรง จนร่างเด็กสาวแน่นิ่งพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ หายไปอย่างช้า ๆ