บทที่ 8-2 ป่วยไข้ (2)
“นะ...น้ำ ข้าหิวน้ำขอรับพี่ใหญ่” น้ำเสียงแหบแห้งของอวี้เฉิงรุ่ยพูดออกมาอย่างยากลำบาก
อวี้เหิงเยว่หันไปรินน้ำชา แล้วยื่นกลับให้คนป่วยได้ดื่ม "อ่ะนี่น้องรอง ค่อย ๆ ดื่มนะ ระวังเดี๋ยวจะสำลักเอาได้"
"ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่"
"เป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัว ปวดตัวหรือยังเจ็บอยู่ตรงที่ใดอีก"
"ไม่ขอรับ จะมีแค่ปวดตามตัวนิดหน่อย"
ได้ยินแบบนี้ก็พอเบาใจได้บ้าง "อืม ดีแล้ว ว่าแต่หิวหรือยังน้องรอง"
"ยังขอรับ" พูดจบท้องน้อยเริ่มส่งเสียงประท้วงจนเจ้าตัวถึงกับแก้มแดงระเรื่อพลางก้มหน้าลงด้วยความอับอาย 'ช่างขายหน้าพี่ใหญ่นัก เจ้าท้องบ้า'
"หึหึ"
“โจ๊กร้อน ๆ มาแล้ว” อวี้จื่อลู่ถือถ้วยโจ๊กร้อน ๆ เดินเข้ามาทั้งยังมีควันลอยขึ้นพร้อมส่งกลิ่นหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ จนคนด้านในลอบกลืนน้ำลาย
อวี้เหิงเยว่เห็นน้องน้อยถือถ้วยโจ๊กมา ก็รีบผละตัวออกไป “มาเถอะพี่ช่วย” พร้อมแย่งถ้วยในมืออวี้จื่อลู่มาถือเสียเอง “คราวหน้าจะยกมาก็เรียกพี่เขาใจไหม” ชายหนุ่มเอ่ยกำชับด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าค่ะ”
“ยังมีอีกหรือไม่ พี่จะได้ไปยกมาเอง”
“ยังมีอีกสองถ้วย เป็นของข้ากับของพี่ใหญ่เจ้าค่ะ”
“เจ้าไปนั่งคุยเป็นเพื่อนอาเฉิงเถิด ประเดี๋ยวที่เหลือข้าจะไปยกมาเอง”
“พี่รองฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม”
ได้รับคำตอบที่พอใจนางก็รีบเดินไปหาคนป่วยทันที “พี่รอง ท่านฟื้นแล้ว เป็นอย่างไรบ้างยังเจ็บปวดที่ใดหรือไม่?”
“ข้าดีขึ้นแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” แม้น้ำเสียงจะดีขึ้นมาบ้าง ทว่าก็ยังหลงเหลือความอ่อนล้าและความอ่อนเพลียบนใบหน้า
“จะไม่ให้ข้าห่วงได้เช่นไร ท่านมีไข้ตลอดทั้งคืน” เด้กสาวพูดออกไปด้วยความเป็นห่วง แม้นางจะไม่ใช่หมอแค่มองดูก็รู้แล้วว่ายังไม่หายดี ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “มาเถอะพี่รอง ข้าจะป้อนโจ๊กให้ท่านเอง ทานเยอะ ๆ นะ”
“ขอบใจเจ้ามากน้องเล็ก”
“ไม่เป็นไร ข้าเต็มใจเพราะท่านคือพี่ชายของข้า” จากนั้นอวี้จื่อลู่ก็ตั้งอกตั้งใจป้อนโจ๊กที่อุ่นร้อนกำลังดีเข้าปากพี่ชายอย่างต่อเนื่อง ชั่วอึดใจโจ๊กในชามก็หมดเกลี้ยงเหลือเพียงถ้วยชามเปล่า ก่อนหยิบยกน้ำยื่นให้คนป่วยดื่มเป็นการตบท้าย
ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังพูดคุยซักถาม อวี้เหิงเยว่ก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับโจ๊กอีกสองถ้วย ก่อนจะนำไปวางบนโต๊ะแล้วหันมาเรียกน้องน้อยของตน เมื่อเห็นว่าคนป่วยได้กินเรียบร้อยแล้ว
“น้องเล็กเจ้ามากินโจ๊กเถอะ ให้พี่รองของเจ้าได้นอนพักผ่อนต่ออีกสักนิด”
“ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่” นางขานรับพี่ชายคนโตแล้ว ก็หันย้อนกลับมาหาคนป่วยอีกครั้ง "พี่รอง ท่านต้องพักผ่อนมาก ๆ นะเจ้าคะจะได้หายไว ๆ อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่ก็จะไปตามท่านหมอหวงมาตรวจดูอาการให้"
อวี้เฉิงรุ่ยมองพี่ชายและน้องสาวของตนด้วยความตื้นตันใจ "ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่ ขอบใจนะน้องเล็ก" นัยน์ตาฉายซาบซึ้งและอบอุ่นหัวใจ ก่อนเอนตัวล้มลงนอนอีกครั้งแล้วหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทรา
สองพี่น้องนั่งรอให้คนป่วยได้พักผ่อน ไม่นานลมหายใจของอวี้เฉิงรุ่ยเข้าออกสม่ำเสมอ จมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา ทั้งคู่หันมาสบตาโดยไม่ต้องพูดก็พากันลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก
"พี่ใหญ่จะไปบ้านท่านหมอหวงเลยหรือว่ายังไง"
"เดี๋ยวพี่ไปเลยจะดีกว่า ยิ่งท่านหมอมาเร็วเท่าไหร่พี่จะได้วางใจเรื่องน้องรองได้เร็วเท่านั้น"
"เจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ดูแลจัดการทางนี้ไปก็แล้วกัน"
"พี่ใหญ่ อย่าลืมแวะถามท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องสร้างรั้วด้วยนะเจ้าค่ะ"
"เจ้าวางใจได้ เดี๋ยวพี่จะเป็นธุระให้"
"ไปดีมาดีนะเจ้าคะ"
อวี้เหิงเยว่หายไปนานนับครึ่งชั่วยาม ไม่นานก็ปรากฏเกวียนเทียมที่แสนจะคุ้นตา แค่เห็นนางก็พอจะเดาได้ว่าเกวียนนั้นเป็นของผู้ใด เมื่อเพ่งมองดูดี ๆ กลับพบว่าเป็นลุงหม่าถงเหยียนเป็นผู้บังคับขับเกวียนเข้ามา โดยมีพี่ชายของนางนั่งควบคู่มากับท่านหมอหวง เมื่อทั้งสามมายังตัวบ้านอวี้เหิงเยว่กับหมอหวงก็ขอปลีกตัวไปตรวจดูอาการ ส่วนนางกับหม่าถงหยียนก็มาพูดคุยเรื่องการสร้างรั้วบ้าน นางใช้เวลากว่าสองเค่อถึงจะได้ข้อสรุปในการสร้างและราคา เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วนางก็ยื่นเงินจำนวนห้าตำลึงเงินให้หม่าถงเหยียนทันที ทั้งยังเร่งให้ทำการสร้างโดยเร็ว
"เจ้าวางใจได้จื่อเอ๋อร์ ลุงจะรีบมาจัดการให้ไม่เกินห้าวัน รั้วที่เจ้าต้องการจะเสร็จเรียบร้อย"
"ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ท่านลุงหม่า"
หลังจากทั้งสองคุยได้ไม่นาน ท่านหมอหวงก็เดินออกมาพร้อมอวี้เหิงเยว่พี่ชายของนาง
ก่อนเอ่ยปากถามท่านหมอหวง "พี่รองเป็นยังไงบ้างเจ้าคะ"
ชายชราเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง "อาการโดยรวมดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังคงต้องดื่มยาเป็นเวลาสามวันเพื่อขจัดพิษไข้ที่หลงเหลือในร่างกาย"
"เจ้าวางใจเถอะน้องเล็ก พี่รองเจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว เพียงแค่ดื่มยาให้ครบตามที่ท่านหมอสั่งก็หายดีแล้ว"
"เช่นนั้นข้าก็เบาใจแล้ว" พลางหันไปขอบคุณท่านหมอ "ขอบคุณท่านหมอหวงมาก ๆ เจ้าค่ะ"
"ไม่เป็นไร เรื่องรักษาคนป่วยไข้เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว"
"ค่ายาเท่าไหร่เจ้าค่ะ"
"ช่างมันเถอะ ข้าไม่รับหรอก"
ได้ฟังคำตอบจากชายชราตรงหน้า นางจึงรีบปฏิเสธทันที "ไม่ได้เจ้าค่ะ หากท่านยังไม่รับอีกเห็นทีคราวหน้าข้าคงไม่กล้าให้ท่านมารักษาพวกข้าสามพี่น้องอีกแน่ ๆ"
ได้เห็นสีหน้าและแววตาของเด็กสาวตรงหน้า ที่บ่งบอกว่านางจริงจังกับสิ่งที่พูดออกมา จนเขาต้องยอมแพ้และรับเงินค่ายา "ก็ได้ ๆ คราวนี้ข้าจะรับเงิน ค่ายาทั้งหมดสามตำลึงเงินกับอีกสิบห้าอีแปะ"
แค่ได้ยินจำนวนเงินทำเอาฝ่ามือน้อย ๆ ถึงกับสั่นก่อนกลั้นใจหยิบออกมาจ่ายค่ายา "นี่เจ้าค่ะ"
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง จึงเหลือเพียงนางที่ยังยืนนิ่งค้างอยู่ตรงที่เดิม คล้ายดั่งคนจิตใจเลื่อนลอย ก่อนล้วงถุงเงินขึ้นมาดู
“เฮ้อ! กลับมายากจนเหมือนเดิมจนได้ นี่นางคงต้องหาเงินก้อนใหม่แล้วสินะ” พลางก้มมองเงินในมือที่เหลืออยู่เพียงแค่เจ็ดตำลึงเงินกับห้าอีแปะ ก่อนแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วพร่ำบ่น “สวรรค์นะสวรรค์น่าจะให้อะไรข้ามาบ้าง หรือจะให้ข้าสาปส่งเบื้องบนดี เอาเป็นไส้เดือน จิ้กจก ตุ๊กแกดีไหม" ก่อนจะตัดพ้อขึ้นมาเสียงดังอีกครั้ง "ไหนล่ะความสามารถข้า ไหนจะวรยุทธ พลังปราณ ความสามารถในการปรุงยา ให้ข้าได้มีอะไรติดตัวบ้างเถอะ ย้อนยุคมาทั้งทีข้าได้อะไรมากับเขาบ้าง ช่างน่าเวทนาเจ้านักอวี้จื่อลู่เอ๋ย ช่างเป็นลูกชังของสวรรค์โดยแท้”
เบื้องบนสวรรค์
“อย่าเชียวนะนางหนู!!” เสียงเหล่าเทพต่างตะโกนออกมาพร้อมกัน ก่อนจะหันไปมองตาเฒ่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “ท่านเทพจะทำอะไรก็รีบทำเถอะ ก่อนที่เด็กคนนั้นจะสาปส่งขึ้นมาจริง ๆ”
“เพ้ย!! เจ้าเด็กนี่ แล้วสิ่งที่เจ้าหยิบไปตั้งสามลูกนั่นคือสิ่งใดเล่า" ก่อนสบัดมือขึ้นลงสองสามครั้งด้วยสีหน้าบูดบึ้ง 'ช่างขัดเวลาพักผ่อนของข้าเสียจริงนังหนู'
โลกเบื้องล่าง หลังจากที่เด็กสาวพูดจบ ท้องฟ้าเหนือศีรษะนางพลันเกิดเมฆหมอกสีดำก่อนจะมีสายฟ้าฟาดลงมาสามสี่ครั้งบริเวณบ้าน
เปรี้ยง!
เปรี้ยง!!