บทที่ 8-1 ป่วยไข้ (1)
ตกดึกยามจื่อ
อวี้เฉิงรุ่ยเริ่มปวดเมื่อยตามร่างกาย มีอาการหนาวสั่นสะท้าน เหงื่อผุดซึมขึ้นตามกรอบหน้าและไรผม ทว่ายิ่งเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มนอนกระสับกระส่าย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ลำคอแห้งผาก พิษไข้เริ่มแผ่กระจายไปทั่วร่าง ทั้งยังพึมพำพูดจาฟังไม่ได้ศัพท์และนอนไม่ได้สติ ทำเอาอวี้เหิงเยว่กับอวี้จื่อลู่ที่นอนอยู่ใกล้ ๆ รู้สึกตัว ก็รีบลุกขึ้นเข้ามาดูอาการด้วยความเป็นห่วงทันที
“พี่รอง” เมื่อเห็นความผิดปกติ นางจึงยื่นมือไปเตะหน้าผากปรากฏว่าพี่ชายของนางกำลังมีไข้สูง
“น้องรองเป็นยังไงบ้างน้องเล็ก” น้ำเสียงแฝงความเคร่งเครียดนิ่งขรึมเป็นกังวล
“พี่ใหญ่ เฝ้าดูพี่รองไว้นะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้ามา” นางเดินหายออกไปชั่วครู่ จากนั้นก็เดินกลับมาพร้อมกะละมังใส่น้ำและผ้าผืนเล็กหนึ่งชิ้น
“น้องรองจับไข้หรือ?” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล “เอาอย่างนี้นะ เจ้าดูแลน้องรองไปก่อน พี่จะไปตามท่านหมอหวงมาดูอาการ”
“ใช่เจ้าค่ะพี่รองมีไข้ แต่พี่ใหญ่ไม่ต้องตามหรอกดึกดื่นเช่นนี้แล้ว ทั้งคืนนี้อากาศช่างหนาวเย็นจนน่ากลัว ข้าเกรงว่าพี่ใหญ่จะพาลป่วยด้วยอีกคน เดี๋ยวข้าจัดการเองพรุ่งนี้เช้าค่อยให้ท่านไปตามท่านหมอหวงมาตรวจตอนเช้าอีกทีก็ยังไม่สาย อีกอย่างท่านหมอจะได้จัดยาให้พี่รองด้วย”
“แต่จะไม่เป็นอะไรแน่หรือ?” อวี้เหิงเยว่ถามออกมาด้วยความลังเล ความกังวลใจฉายชัดออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้น
“ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงพี่รองมาก ข้าเองก็ห่วงพี่รองไม่ต่างกัน แต่พี่ใหญ่ได้โปรดเชื่อใจข้าได้หรือไม่?” อวี่จื่อลู่พยายามพูดตอกย้ำเพื่อให้คนตรงหน้าเชื่อใจนาง และนางจะไม่ทำให้ผิดหวัง
เขามองลึกเข้าไปนัยน์ตาของนางกลับพบว่ามีแต่ความมุ่งมั่นและความห่วงใย จึงพยักหน้าให้แทนคำตอบ
“เดี๋ยวข้าเช็ดตัวให้เขาก่อน หากเสร็จแล้วรบกวนพี่ใหญ่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้พี่รองด้วยนะเจ้าคะ พี่รองจะได้สบายตัว”
“ได้สิ”
จากนั้นนางก็ลงมือเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คนป่วย เริ่มที่ใบหน้า ลำคอ แผงอก แล้วไล่ลงมาตามแขนและขา กว่าไข้จะทุเลาไปบ้างก็กินเวลาไปหนึ่งเค่อ
เมื่ออวี้จื่อลู่จัดการเช็ดตัวให้เรียบร้อย อวี้เหิงเยว่ก็ออกปากไล่ให้น้องสาวออกไปรออยู่ด้านนอก แล้วเดินเข้ามาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้น้องชาย ก่อนจะเรียกให้นางกลับเข้ามาอีกครั้ง "น้องเล็กเข้ามาเถอะ เสร็จเรียบร้อยแล้ว"
"เจ้าค่ะ" นางเดินกลับเข้ามาพร้อมถาดน้ำชามาวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะรินน้ำชาแล้วยื่นให้พี่ชายดื่มเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย "น้ำชาเจ้าค่ะพี่ใหญ่"
"ขอบใจเจ้ามากน้องเล็ก" พร้อมยื่นมือออกไปรับขึ้นมาดื่ม
แม้ยามค่ำคืนอากาศจะเริ่มหนาวทว่ายามนี้คนป่วยไม่มีท่าทีว่าไข้จะลดลงจากเดิม เพียงครู่เดียวไข้ก็กลับมาเช่นเดิมอีก
ตลอดทั้งคืนนางวิ่งวุ่นทำทุกอย่างที่ตนเองจำได้ในภพชาติก่อน คอยเช็ดตัวทุก ๆ หนึ่งเค่อโดยมีพี่ชายคนโตอยู่ช่วยสลับผลัดเปลี่ยนเช็ดตัว
ด้านอวี้เหิงเยว่ก็คอยช่วยเหลือน้องสาวทั้งคืนโดยมิยอมนอน ไม่ว่านางอยากได้อะไรเขาก็พร้อมเดินไปหยิบจับทำให้ทันที
“เฮ้อ ในที่สุดไข้ก็ลดลงจนได้” ดวงตาที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนคู่นั้น ฉายแววยิ้มแย้มออกมาด้วยความยากลำบาก ก่อนจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความโล่งใจ ดีนะที่ชาติก่อนเคยเจอเรื่องราวแบบนี้ เห็นทีพรุ่งนี้คงต้องเข้าป่าไปหาสมุนไพรมาบ้างแล้ว ยามป่วยไข้จะได้มียาไว้กิน อีกอย่างไม่ต้องเสียเงินไปซื้อและต้องคอยจ่าหมอ ถือว่าประหยัดไปในตัว ก่อนยกยิ้มออกมาดั่งเช่นคนมีแผนการ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามา ทำให้รู้ว่าได้ล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่ ใบหน้าอิดโรยหมองคล้ำของสองพี่น้องบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าตลอดทั้งคืนยังไม่มีผู้ใดได้นอนหลับพักผ่อนแม้แต่คนเดียว ยกเว้นเสียแต่ผู้ป่วยไข้
อวี้เหิงเยว่เห็นท่าทางเหนื่อยล้าของน้องสาวก็พลันสงสารขึ้นมาจับใจ ก่อนเอ่ยปากไล่ไปนอน “เจ้าไปนอนพักผ่อนสักครู่ดีหรือไม่ ส่วนน้องรองเดี๋ยวพี่ดูต่อให้เอง”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านเองก็อย่าลืมสิเจ้าคะว่ายังไม่ได้นอนเช่นเดียวกับข้า” น้ำเสียงอ่อนล้าของนางเจือไปด้วยความห่วงใย
“แต่เจ้ายังเด็กนะน้องเล็ก ร่างกายกำลังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต พี่โตแล้วแค่นี้สบายมาก” แม้ว่าจะร่างกายจะเหนื่อยล้าแทบไม่ไหว แต่เรื่องแค่นี้นับว่าเล็กน้อยมาก หากทำเพื่อครอบครัว
“แต่จื่อเอ๋อร์ยังไม่ง่วง จื่อเอ๋อร์ยังไหวเจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปต้มโจ๊กก่อน” นางไม่เปิดโอกาสให้พี่ใหญ่ได้เอ่ยแทรก พูดจบก็หันหลังกลับเดินออกไป แล้วมุ่งหน้าไปที่ครัว
“ไปเถอะ” เมื่อหันไปอีกทีนางก็หายไปจากตรงหน้าเสียแล้ว ‘เฮ้อ ปล่อยให้ข้าพูดอยู่คนเดียวจนได้’
คล้อยหลังจากที่นางเดินออกไป
“อืม” เสียงครางแผ่วเบาดังมาจากคนป่วยที่กำลังนอนอยู่บนที่นอน เปลือกตาหนาค่อย ๆ ลืมขึ้นมาอย่างช้า ๆ เมื่อปะทะเข้ากับแสงแดดยามเช้า “พี่ใหญ่” เสียงแหบแห้งของเด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยความยากลำบาก ทว่ายังคงหลงเหลือร่องรอยอ่อนล้าบนใบหน้าซีดเซียว
“น้องรองเจ้าฟื้นแล้ว” ยามเห็นว่าน้องชายฟื้นแล้ว นัยน์ตาแดงก่ำฉายแววยินดีอย่างปิดไม่มิด