บท
ตั้งค่า

บทที่ 7-2 รีบสร้างรั้วบ้านกันคนบ้า (2)

ปลายยามเซิน

ภายในบ้านหลังเล็ก ๆ ที่แสนจะซอมซ่อ ได้มีสามพี่น้องนั่งหันหน้าเข้าหากัน ทว่าแต่ละคนนั้นช่างมีสีหน้าที่แตกต่างกันยิ่งนัก อวี้เหิงเยว่นั่งนิ่งด้วยใบหน้านิ่งขึมเคร่งเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ อวี้เฉิงรุ่ยร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการถูกทุบตี เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มมีสีหน้าเหยเก ความเจ็บปวดจากรอยฟกช้ำเริ่มแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่าง ส่วนอวี้จื่อลู่นั้นไม่ต้องพูดถึง ณ ตอนนี้สีหน้าของนางเขียวคล้ำสลับไปมากับรอยยิ้มแห่งความสะใจ จนพี่ชายทั้งสองงุนงงไม่เข้าใจว่าเหตุใดน้องเล็กถึงมีอาการเช่นนี้ ในใจอยากจะถามออกไปเพื่อคลายความสงสัย แต่กลัวว่าน้องเล็กจะเสียใจ จึงกระซิบกระซาบคุยกันระหว่างพี่น้องทั้งสอง

"น้องเล็ก เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงที่ใดอย่างนั้นรึ? ให้พี่ไปตามท่านหมอหวงมาดีหรือไม่" อวี้เหิงเยว่ถามออกมาเบา ๆ ด้วยความกังวลใจ

"นั่นสิพี่ใหญ่ นางเดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวขมวดคิ้ว บ้างก็ยิ้มออกมาแปลก ๆ"

"พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าเองก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน พวกท่านจะกระซิบกระซาบกันทำไมเจ้าคะ ข้าได้ยินนะ" ก่อนจะพ่นลมออกมาระบายความหงุดหงิดใจ "ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอกเจ้าคะ แค่เจ็บแค้นนิดหน่อยเรื่องไก่ย่าง แต่พอมาคิดอีกทีก็สะใจอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยพวกเราก็สามารถไล่คนบ้าแบบสองแม่ลูกนั่นกลับไปได้ อีกทั้งข้าวของทุกชิ้นก็ยังอยู่ครบดี ไม่เสียหายหรือบุบสลาย"

ได้ฟังคิดความของน้องเล็กก็พากันโล่งใจ "เจ้านี่นะ ทำเอาข้าเป็นห่วงแทบแย่"

"ทำไมหรือเจ้าคะ" ด้วยความสงสัย จึงถามออกมาทันที เพราะนางรู้สึกว่าความทรงจำบางช่วงได้ขาดหายไป

"ก็เวลาที่ป้าสะใภ้กับพี่เจียวเมิ่งมาทีไร เจ้าก็จะแสดงอาการหวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่นระริก ทั้งยังถูกทำร้ายทุบตีอยู่บ่อยครั้งเมื่อสองแม่ลูกนั่นมา"

"ใช่ เป็นอย่างที่พี่ใหญ่พูดนั่นล่ะ แต่ว่าวันนี้เจ้าเก่งมากเลยนะน้องเล็ก ที่ทำให้สองคนนั้นล้มลุกคลุกคลานขึ้นรถม้ากลับไปได้" ก่อนจะหันไปบอกอวี้เหิงเยว่ด้วยความภูมิใจในตัวน้องสาวที่จู่ ๆ กลับสู้คนขึ้นมาถึงแม้จะแปลกใจไปบ้าง แต่ไม่เป็นไรเขาชอบ "ถ้าหากตอนนั้นพี่ใหญ่ได้อยู่ด้วยนะ ท่านต้องไม่เชื่อภาพที่เห็นตรงหน้าแน่ ๆ ว่าน้องเล็กเก่งกาจแค่ไหน ทั้งยังเดินเข้ามาถีบพี่เจียวเมิ่งกระเด็นไปเสียไกลอีกต่างหาก"

'โอ๊ย! พี่รองเจ้าขา ตัวข้าจะลอยได้แล้วนะเจ้าคะหากว่าท่านยังไม่หยุดชมข้าเสียที' นั่งฟังพี่รองเล่าวีรกรรมทั้งยังเอ่ยชมไม่ขาดปาก ก็ทำเอานางนั่งยิ้มแก้มปริด้วยความสุขใจ

อวี้เหิงเยว่เห็นว่าทั้งสองชักจะไปไกลเสียแล้วจึงเอ่ยตัดบทขึ้นมา "ดูท่าพวกเจ้าจะถูกอกถูกใจไม่น้อยเลยนะ"

"แน่นอนขอรับพี่ใหญ่"

"..."

"มาดูนี่สิ พี่ซื้อหมั่นโถวกับเซาปิ่งมาฝากพวกเจ้าด้วยนะ กินกันก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง อีกอย่างกินเสร็จแล้วพี่มีบางอย่างจะให้พวกเจ้าดูด้วย" ก่อนจะยื่นของทั้งสองให้น้อง ๆ กิน

"ขอบคุณเจ้าค่ะพี่ใหญ่"

"ขอบคุณขอรับ" ทั้งคู่รับของกินมาจากพี่ใหญ่ด้วยสีหน้ามีความสุข พวกเขาแทบไม่เคยลิ้มลองของเหล่านี้เลย อย่าว่าแต่ขนมราคาถูกในเมืองเลย แค่เงินซ่อมบ้านพวกเขายังไม่มีจึงไม่แปลกที่ทั้งสามจะมีความสุขกับหมั่นโถวและเซาปิ่ง

อวี้จื่อลู่กับอวี้เฉิงรุ่ยหยิบหมั่นโถวขึ้นมากินด้วยสุขใจ โดยเฉพาะเวลารสชาติของเซาปิ่งเมื่อนำเข้าปากความหอมหวานของไส้ขนมค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วลิ้นช่างเป็นรสชาติที่ลืมไม่ลงทีเดียว ทว่าเมื่อกินไปได้ครู่หนึ่งสองพี่น้องที่กำลังกินอยู่ต่างหยุดชะงักแล้วมองหน้ากัน จากนั้นก็หันไปอวี้เหิงเยว่ที่นั่งดูพวกเขากินด้วยรอยยิ้ม หากมองดูให้ดีของกินทั้งหมดนั้นต่างก็ตกอยู่ในมือของนางและพี่รอง ทั้งคู่มองหน้าแต่นัยน์ตาสื่อความหมายออกมาแม้ไม่ต้องพูดพวกเขาก็เข้าใจได้ทันที ทั้งคู่พร้อมใจกันยื่นหมั่นโถวกับเซาปิ่งไปทางอวี้เหิงเยว่

ทำเอาคนเป็นพี่ใหญ่ที่กำลังมองภาพตรงหน้าถึงกับน้ำตาซึม เขาแหงนหน้าขึ้นมองด้านบน พลางกะพริบตาไล่น้ำใสที่กำลังเอ่อล้นออกมาจากดวงตาเรียวคู่นั้น ในใจก็พร่ำขอบคุณ 'ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งน้อง ๆ ที่น่ารักเช่นนี้ให้มาอยู่กับคนอย่างเขา'

ฝ่ามือใหญ่ค่อย ๆ ยื่นออกไปรับขนมจากน้อง ๆ ด้วยมืออันสั่นเทา เมื่อน้องชายและน้องสาวนั่งมองด้วยความคาดหวัง หลังจากที่เขานำขนมปากเด็กทั้งก็เริ่มลงมือกินอีกครั้ง มื้อนี้แม้จะไม่ได้อิ่มกินข้าวแต่ทว่าพวกเขากลับอิ่มความสุขจนล้นทะลักออกมา

หนึ่งเค่อต่อมา

เหมือนว่าอวี้จื่อลู่จะนึกบางสิ่งได้ก็รีบเอ่ยถาม “จริงสิพี่ใหญ่ ของที่ข้าฝากซื้อละเจ้าคะ”

“อยู่ทางนี้”

มาถึงนางก็เริ่มนับทวนของต่าง ๆ แล้วหันไปพูดกับพี่ใหญ่ “ครบทุกอย่างเลยเจ้าค่ะ ไม่ขาดแม้แต่สิ่งเดียว” จากนั้นก็ยื่นเสื้อผ้าตัดสำเร็จกับผ้าห่มผืนใหม่ให้พี่ชายคนละหนึ่งชุดและนางเองหนึ่งชุด แล้วนำข้าวสารรวมถึงเครื่องเทศต่าง ๆ ไปเก็บไว้ในครัว เมื่อเดินออกมานางก็โดนพี่ใหญ่เรียกไปนั่งพร้อมกับพี่รอง

“น้องเล็ก น้องรองมาดูนี่สิ” ก่อนจะเทถุงใส่เงินออกมากอง ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งทว่าในใจนั้นเต้นแรงราวกับกลองศึก

"พะ...พี่ใหญ่ นี่ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม" อวี้เฉิงรุ่ยมองเงินตรงด้วยความดีใจ ซึ่งต่างจากอวี้จื่อลู่ออกจะนิ่งเฉยกับเงินตรงหน้า แม้จะรู้ดีว่าเงินจำนวนขนาดนี้คือเงินก้อนโตสำหรับคนที่นี่ แต่สำหรับนาง เงินแค่นี้มันไม่พอที่จะทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือสุขสบาย นางต้องหาเงินให้ได้เยอะกว่านี้ พรุ่งนี้ลองชวนพี่ใหญ่กับพี่รองเข้าป่าอีกรอบดีกว่า

"เหลือเงินเท่าไหร่หรือเจ้าคะ พี่ใหญ่"

"สิบห้าตำลึงเงินกับอีกยี่สิบอีแปะ"

ได้ยินจำนวนเงินที่เหลือทำเอาอวี้เฉิงรุ่ยพูดติด ๆ ขัด ๆ อีกรอบ "ถะ...ถ้าเงินเหลือขนาดนี้ ละ...แล้วขายได้ทั้งหมดเท่าไหร่กันล่ะพี่ใหญ่"

"ขายได้ทั้งหมดสามสิบตำลึงเงินกับอีกห้าสิบห้าอีแปะ" ได้ยินจำนวนเงินทั้งหมดจากพี่ชาย เขาถึงกับนั่งหงายหลังไปเสียอย่างนั้นก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งใหม่อีกครั้งเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดอะไรขึ้น

"พี่ใหญ่เจ้าคะ หากเราจะทำรั้วล้อมพื้นที่บ้าน ต้องใช้เงินเยอะเท่าไหร่เจ้าค่ะ" หากเป็นไปได้นางอยากจะทำรั้วบ้านเสียเดี๋ยวนี้เลย

"คงจะหลายตำลึงเงินอยู่"

"ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้พี่ใหญ่ลองไปสอบกับท่านลุงกู่หัวหน้าหมู่บ้านดู" ก่อนจะหันไปถามความคิดเห็นพี่รอง "พี่รองคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ หากจะทำรั้วล้อมพื้นที่บ้านของพวกเรา"

"พี่ว่าก็ดีนะน้องเล็ก จะได้กันคนอื่นได้"

"แล้วพี่ใหญ่ล่ะเจ้าคะ"

"ดีแล้วเจ้ากับน้องรองจะได้ปลอดภัยด้วย"

"กันใครหรือเจ้าคะพี่รอง ไม่ใช่ว่ากันคนบ้าอย่างสองคนนั้นหรือ?" อวี้จื่อลู่พูดจบ สามพี่น้องก็พลันปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น โดยเฉพาะพี่ใหญ่คงถูกใจกว่าใครเขา

'หึหึ คนบ้าอย่างนั้นหรือ? ช่างซุกซนเสียจริง'
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel