บทที่ 7-1 รีบสร้างรั้วบ้านกันคนบ้า (1)
ด้านอวี้เหิงเยว่และลุงหม่าที่เพิ่งมาถึงหลังจากสองแม่ลูกจากไปได้ราว ๆ หนึ่งเค่อ มองสองพี่น้องด้วยความมึนงงปนสงสัย ก่อนจะรีบลงจากเกวียนแล้วเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาน้องทั้งสองด้วยความเป็นห่วง เขากวาดตามองไปทั่วบริเวณบ้าน จนสายตาไปสะดุดเข้ากับร่างอวี้เฉิงรุ่ยที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยช้ำและปูดบวมจากการโดนทุบตีด้วยของแข็ง มุมปากช้ำมีรอยเปื้อนเลือดติดอยู่ ส่วนน้องเล็กค่อยโล่งใจหน่อยไร้รอยขีดข่วนซึ่งต่างจากน้องรอง
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น" หม่าถงเหยียนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นสภาพข้าวของกระจัดกระจายเต็มลานหน้าบ้าน ไหนจะเด็กหนุ่มอีกคนที่โดนทำร้าย
“อะ…เอ่อ คือว่า” อวี้เฉิงรุ่ยพูดได้ไม่เต็มปากเพราะความปวดเริ่มแผ่กระจาย จนทำให้อวี้จื่อลู่ทนไม่ไหวต้องเป็นคนพูดขึ้นมาเอง
“พี่รองไม่ต้องพูด เดี๋ยวจื่อเอ๋อร์พูดเอง” ไม่รอให้พี่ชายทักท้วงนางก็เปิดปากเล่าทุกอย่างให้พี่ใหญ่และลุงหม่าฟัง ตีไข่ใส่สีเข้าไปอีกนิดหน่อยเพื่อให้ได้อรรถรส ก่อนจะหลุดปากออกมาด้วยความลืมตัว “ก็อีแก่กับเจ้าขยะนั่น” ก่อนจะนึกขึ้นได้จึงรีบยกมือขึ้นมาปิดปากไว้ ‘ตายแล้ว พลั้งปากไปจนได้ หวังว่าพี่ใหญ่กับลุงหม่าคงไม่ได้ยินนะ’
ก่อนจะใช้โอกาสนี้ฟ้องเข้าไปอีก แล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง ทว่าในน้ำเสียงนั้นยังคงมีความสั่นเครือ “แต่ป้าสะใภ้กับญาติผู้พี่เจียวเมิ่ง เป็นคนเริ่มก่อนนะเจ้าคะ ตอนข้ากลับมาเจอพี่รองก็โดนสองแม่ลูกใช้ไม้ทุบตีอยู่ ข้าวของทุกอย่างในบ้าน นางก็กวาดเอาไปจนหมด” ก็จะหันหน้าไปขยิบตาส่งสัญญาณให้อวี้เฉิงรุ่ยเสริมทัพอีกที
อวี้เฉิงรุ่ยได้ยินที่นางกล่าว ก็แอบกลั้นขำจนไหล่สั่น ‘อืม ช่างน่ารักยิ่งน้องสาวข้า’ จึงเอ่ยสำทับเพื่อยืนยันว่าสิ่งน้องเล็กกล่าวมานั่นเป็นความจริงทุกประการ “อืม เป็นฝีมือป้าสะใภ้และญาติผู้พี่จริง ๆ ขอรับพี่ใหญ่”
ได้ฟังทุกอย่างจากสิ่งที่น้องเล็กเล่ามา ฝ่ามือใหญ่ก็กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความโกธร ทั้งยังรู้สึกผิดที่ตนเองไม่ได้อยู่ปกป้องน้อง ๆ เมื่อยามเกิดเรื่อง เขาช่างเป็นพี่ชายที่แย่มาก ๆ อวี้เหิงเยว่ได้แต่ต่อว่าตนเองอยู่ในใจ
หม่าถงเหยียนได้แต่เวทนาพวกเด็ก ๆ ทั้งที่ถูกขับไล่ออกตระกูลมาแล้ว ไม่แคล้วยังต้องมาถูกเอารัดเอาเปรียบจากบ้านใหญ่อีก ช่างเป็นคนละโมบโลภมากเสียจริงแม่นางอวี้หนิงซวง “พวกเจ้าก็เก็บกวาด ทำความสะอาดเสียเถอะ” แล้วหันไปพูดกับอวี้เหิงเยว่อีกครั้ง “อาเหิงเจ้าไปช่วยน้อง ๆ ของเจ้าเก็บกวาดเถอะ ข้าวของบนเกวียนนั่นเดี๋ยวลุงขนลงมาไว้ให้”
“ขอบคุณขอรับลุงหม่า” จากนั้นก็เดินไปหาอวี้เฉิงรุ่ยและอวี้จื่อลู่ เพื่อช่วยเก็บของที่กระจัดกระจาย
“นี่ นี่พี่ใหญ่” นางยื่นมือไปสะกิดไหล่พี่ชายคนโต “คือว่าจื่อเอ๋อร์ขอโทษนะเจ้าคะ ที่ทำให้ท่านอดกินไก่ย่างฝีมือข้า ทั้งที่ข้าอุตส่าห์ตั้งใจทำมันขึ้นมาสุดฝีมือเลยแท้ ๆ” นางพูดออกมาด้วยสีหน้าสลดปนเสียใจ จนอีกคนรู้สึกผิดไปตามกัน
“หากจะโทษก็โทษพี่รองคนนี้เถอะน้องเล็ก ที่รักษาไก่ย่างของเจ้าไว้ไม่ได้ ทั้งที่รับปากเจ้าเอาไว้แล้ว” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาช่างบีบหัวใจคนฟังอย่างอวี้เหิงเยว่นัก
“ช่างมันเถอะ แค่พวกเจ้าปลอดภัยจากสองแม่ลูกนั่นก็พอแล้ว” พูดจบก็เดินเข้าไปโอบกอดทั้งคู่ด้วยความปลอบโยน
ด้านหม่าถงเหยียนได้ยินสองพี่น้องสลับกันพูดให้อวี้เหิงเยว่ฟัง ถึงกับแอบขำกับความคิดของทั้งคู่ แต่ก็ยังซาบซึ้งในความรักของสามพี่น้องที่มีให้กัน ก็นะมีอย่างที่ไหนแทนที่จะห่วงความปลอดภัยของตนเอง ทว่ากลับเป็นกังวลเรื่องไก่ย่างของคนเป็นพี่ใหญ่เสียอย่างนั้น
จากนั้นทั้งสี่ใช้เวลาในการจัดการเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปยามเซินแล้ว หม่าถงเหยียนจึงได้เอ่ยปากลาเด็ก ๆ กลับ ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าขึ้นเกวียน ก็มีเสียงหวานใสของเด็กน้อยเรียกไว้เสียก่อน
“มีอะไรอย่างนั้นรึ? จื่อเอ๋อร์” เขามองเด็กตัวน้อยตรงหน้า
“รอข้าสักครู่นะเจ้าคะ” พูดจบนางก็วิ่งกลับเข้าไปด้านหลังบ้าน ก่อนจะวิ่งกลับออกมาพร้อมกับกระต่ายหนึ่งตัว แล้วเดินมายื่นให้ผู้ใหญ่ตรงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าให้เจ้าค่ะ ลุงหม่า”
“เจ้าเอากลับไปเถอะจื่อเอ๋อร์”
“ได้ยังไงล่ะเจ้าคะ เงินค่าจ้างท่านก็ไม่รับ ไหนจะยังมาช่วยพวกข้าสามพี่น้องเก็บกวาดอีก แค่นี้ข้าก็เกรงใจท่านจะแย่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยกเหตุผลมามากมาย จนคนฟังถึงกับปฏิเสธไม่ออก
“เฮ้อ! ก็ได้ ๆ ข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน แต่หากคราวหน้าพวกเจ้าไม่ต้องเอามาแบ่งให้แล้วนะ พวกเจ้ายังเด็กยังต้องการกินอาหารพวกนี้เยอะ ๆ โดยเฉพาะเนื้อเหล่านี้” หม่าถงเหยียนพูดอย่างอ่อนใจ หากแต่ในน้ำเสียงยังคงแฝงไปด้วยความห่วงใยต่อพวกเขา
“พวกข้าเข้าใจแล้วขอรับ / เจ้าค่ะ” สามพี่น้องเอ่ยตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
“เช่นนั้น ข้ากลับก่อนล่ะ หากมีอะไรก็ไปตามที่บ้านเอานะ” พูดจบเขาเดินไปพร้อมกับกระต่ายตัวเป็น ๆ ในมือ ถือขึ้นเกวียนแล้วขับหายไปเข้าในหมู่บ้าน