บทที่ 11-2 การเปลี่ยนแปลง (2)
สามเดือนต่อมา
หลังจากวันนั้นที่กู้หลงซานได้ทราบเกี่ยวกับพรสวรรค์ของเด็กสามคนที่ปลุกพลังขึ้นมาได้ ก็ตัดสินใจอบรมสั่งสอนและฝึกฝนวรยุทธรวมไปถึงลมปราณ นับว่าน่าแปลกใจไม่น้อยในระยะเวลาเพียงแค่สามเดือน พวกเขากลับก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะอวี้จื่อลู่ที่พิเศษกว่าใครในบรรดาสามพี่น้อง ในบรรดาพี่ชายของนางก็ไม่น้อยหน้าแม้จะไม่ได้มีธาตุทั่วไปครบทุกธาตุ แต่ก็ยังสามารถปลุกธาตุพิเศษขึ้นมาได้
อวี้เหิงเยว่ปลุกธาตุพิเศษขึ้นมาได้ก็คือ ธาตุเหมันต์ อยู่ในระดับ ผู้ใช้ธาตุ ขั้นสูง ส่วนธาตุทั่วไป ได้แก่ ธาตุน้ำและดิน อยู่ในระดับ ฝึกหัดธาตุ ขั้นกลาง
อวี้เฉิงรุ่ย ธาตุพิเศษคือ ธาตุอัสนี อยู่ในระดับ ผู้ใช้ธาตุ ขั้นกลาง เช่นเดียวกับพี่ชาย ส่วนธาตุทั่วไปคือ ธาตุลมและไฟ อยู่ในระดับ ฝึกหัดธาตุ ขั้นต้น
อวี้จื่อลู่นั้นได้รับธาตุพิเศษมาถึงสามธาตุ ได้แก่ ธาตุมิติ ธาตุพฤกษาและธาตุแสง อยู่ในระดับ ฝึดหัดธาตุ ขั้นจักรพรรดิ ส่วนธาตุทั่วไปแน่นอนอยู่แล้วว่านางนั้นได้ครอบครองทั้งสี่ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่ในระดับ ผู้ใช้ธาตุ ขั้นสูง
จากเด็กชาวบ้านธรรมดาสู่โลกของผู้ฝึกยุทธ ทำเอากู้หลงซานและคนสนิทแทบไม่เชื่อสายตา แต่ละคนนับได้ว่าเป็นพรสวรรค์ล้ำค่าที่เบื้องบนประทานให้ ภายภาคหน้าเด็ก ๆ เหล่านี้คงได้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่ในจุดสูงสุดยิ่งกว่าชาวเซียนสวรรค์เป็นแน่ บางทีทั้งสามอาจจะไปถึงดินแดนลับแลก็เป็นได้ ดินแดนลับแลนั้นต่างกล่าวขานกันว่ามีแต่ผู้แข็งแกร่ง วรยุทธ์ล้ำเลิศ พลังลมปราณล้วนแต่อยู่ขั้นปราณเทวะระดับแปดขึ้นไปจนถึงขั้นปราณบรรพกาล
ทว่ากลับไม่เคยมีใครเห็นหน้าตาที่แท้จริงของคนเหล่านี้ กระทั่งคนแผ่นดินใหญ่ก็แทบไม่ค่อยพบเจอสักเท่าไหร่ หากพวกเขาไม่ปรากฏกายให้เห็น คนดินแดนลับแลมักซ่อนเร้นกักเก็บกลิ่นอายได้ดี มีอยู่ทั่วแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินใหญ่อย่างชาวเซียนสวรรค์หรือแม้แต่ดินแดนแว่นแคว้นที่อาศัยอยู่ ณ ที่นี้
กู้หลงซานอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา “เด็กพวกนี้เป็นลูกรักสวรรค์อย่างแท้จริงใช่หรือไม่? ถึงได้เลื่อนระดับรวดเร็วเกินกว่าคนปกติทั่วไป ทั้งยังครอบครองธาตุพิเศษกันอีก ในขณะที่แผ่นดินใหญ่อย่างชาวเซียนสวรรค์แทบจะไม่มีให้เจอด้วยซ้ำ เพียงแค่ธาตุพิเศษหายากแค่เพียงหนึ่งธาตุก็แทบจะนับคนได้ ข้าล่ะอยากเป็นลมวันละหลายรอบเสียจริง” ปากพร่ำบ่นราวกับว่าคนหนักใจเสียเต็มอก แต่ทว่าบนใบหน้านั้นฉายแววยินดีอย่างปิดไม่มิด รอยยิ้มเบิกกว้างอย่างคนภาคภูมิใจ นับว่าเป็นความโชคดีของเขานักที่ได้เจอกับสามพี่น้องอวี้ ทว่าความคิดเป็นอันต้องสะดุดเมื่อเสียงอี้ถังดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"รายงานนายท่าน คนจากตระกูลสายรองเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้วขอรับ"
"อืม เช่นนั้นก็ส่งข่าวให้คนที่เหลือทางโน้นจับตาดูพวกเขาไว้ ส่วนเจ้าก็คอยไปสืบข่าวอยู่ทางนี้ต่อไป ระวังตัวด้วยล่ะอี้ถัง"
"ขอรับ" ยามที่ได้รับคำสั่งก็หายตัวออกไปราวกับว่าก่อนหน้านี้มิได้มีผู้ใดเข้ามา
ครั้นคนสนิทอย่างอี้ถังออกไป ก็เอ่ยถามคนสนิทอีกคนที่ยืนอยู่ในมุมมืดของห้อง "อี้ซื่อ พวกเด็กเล่าอยู่ที่ใดกัน"
"คุณหนูและคุณชายทั้งสองได้เข้าไปในป่าได้หนึ่งชั่วยามแล้วขอรับ"
"อืม" เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ ก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับคำพูดทิ้งท้าย "ไปพักผ่อนเถอะข้าไม่มีอะไรจะใช้เจ้าแล้ว"
"ขอรับ"
ในป่าชั้นใน
ด้านสามพี่น้องอวี้ ที่กำลังเพลิดเพลินอยู่ภายในป่าอย่างมีความสุข โดยเฉพาะน้องเล็กอย่างอวี้จื่อลู่ที่มีความสุขยิ่งกว่าผู้ใด เพราะนางได้บังเอิญไปเจอกับโสมคนที่มีอายุประมาณหนึ่งร้อยปีขึ้นไปสองหัวและโสมอายุน้อยกว่าร้อยปีที่ขึ้นอยู่ประปรายบริเวณรอบ ๆ ทำเอานางหัวใจพองโต
อวี้จื่อลู่มองไปยังภาพตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกายเผยแววยินดี “พี่ใหญ่ พี่รอง ดูนี่สิ! นี่มันโสมคนนี่เจ้าคะ โสมคนจริง ๆ” พูดจบก็กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างสุขใจ ‘ในที่สุดนางก็จะได้เงินก้อนโตมาสร้างบ้านใหม่แล้ว หุหุหุ ฮี่ฮี่ฮี่ วะฮ่าฮ่าฮ่า'
อวี้เฉิงรุ่ยรีบเดินเข้ามาดูอย่างไว พิจารณาช่วงลำต้นและใบโดยเฉพาะดอกสีแดงนั่นเป็นเครื่องยืนยันได้ดีเลยว่าเป็นของจริง "ใช่จริง ๆ ด้วยน้องเล็ก มาพี่รองช่วยขุดเอง"
"เจ้าค่ะพี่รอง" พลางหันไปพูดกับพี่ชายอีกคน "พี่ใหญ่ ช่วยข้าขุดโสมที่มีอายุร้อยปีให้ข้าได้ไหม หากข้าขุดเองเกรงว่าจะทำพลาด" พร้อมทำหน้าน่ารักน่าเอ็นดู ชวนให้คนมองยากที่จะปฏิเสธ
"ได้สิ เดี๋ยวพี่ทำให้ เจ้าไปดูต้นอื่น ๆ เถอะ"
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
สามพี่น้องต่างแยกย้ายกันไปขุดโสมคนอย่างระมัดระวังและตั้งใจ โดยเด็ดใบไม้ขนาดใหญ่มาใส่และห่อโสม จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ในขณะที่อวี้จื่อลู่กำลังหันหลังเดินกลับไปหาพี่ใหญ่ ก็มีหมูป่าตัวใหญ่รูปร่างแปลกตาพุ่งตรงมาทางที่นางเดินอยู่ทำให้ นางวิ่งหลบพัลวันโดยที่ลืมไปว่าตนเองนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ ด้วยความตกใจจึงเผลอปล่อยใบไม้ที่ห่อโสมคนไว้ หมูป่าเองก็ยังไม่มีท่าที่ว่าหยุดไล่ ทำให้นางวิ่งเบี่ยงวนไปทางต้นไม้ใหญ่ แต่สายตาเจ้ากรรมดันไปเห็นเจ้าหมูชั่ววิ่งเหยียบโสมที่นางคอยทะนุทนอมมาตลอดเสียหายไม่มีชิ้นดี ดวงตาเด็กน้อยเบิกโพลง ก็บังเกิดโทสะขึ้นทันใด
เฮือก!!
"ไม่นะ!! โสมข้า" อวี้จื่อลู่แผดเสียงดังลั่นด้วยความโกธร "ตายซะเถอะอย่าอยู่เลย ย๊ากกก!!" อวี้จื่อลู่วิ่งไปแย่งหน้าไม้ในมือพี่ชายแล้วเล็งไปที่หมูชั่วตัวนั้นก่อนจะยิงออกไปด้วยอารมณ์ครุกกรุ่นเต็มที่ ทำให้นางเผลอปล่อยลมปราณและพลังธาตุไปยังลูกดอกโดยไม่รู้ตัว
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
จึก! จึก! สิ้นเสียงลูกดอกหน้าไม้ที่ยิงออกไป หมูป่าขนาดใหญ่ล้มตัวลงนอนแน่นิ่งกับพื้นทันที สองพี่น้องที่เห็นภาพเบื้องหน้าถึงกับยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ พวกเขาไม่เคยเห็นน้องเล็กเป็นแบบนี้มาก่อนก็ถึงกับมึนไปชั่วขณะ ทั้งยังฆ่าตายภายในครั้งเดียว
ส่วนอวี้เฉิงรุ่ยก็สับสนอยู่ครู่หนึ่ง 'ถ้าเขามองไม่ผิด พี่ใหญ่เพิ่งจะหยิบหน้าไม้ขึ้นมายังไม่ทันได้เล็งเป้าหมาย แล้วเหตุใดน้องน้อยของตนถึงได้รวดเร็วว่องไวแบบนี้ บอกข้าทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง' ก่อนยกมือขึ้นมาขยี้ตาตนเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น
ยามเมื่ออวี้เหิงเยว่หันไปมองหมูป่าที่น้องสาวของตนเป็นคนฆ่าไป นัยน์ตาก็เบิกตากว้างก่อนพึมพำออกมา "นะ...นี่มัน สัตว์ปราณหมูป่าเพลิง ขั้นกำเนิด ระดับกลาง"
"ดูสิพี่ใหญ่ มีพลังปราณออกมาจากหมูตัวนี้ด้วย"
"อ่า เห็นเหมือนที่ข้าเห็นหรือไม่น้องรอง" เขาพูดออกมาด้วยความเหม่อลอยทั้งที่ภาพตรงหน้ายังเด่นชัด
"นั่นสิ หรือว่าข้าอยู่ในความฝัน"
อวี้เหิงเยว่และอวี้เฉิงรุ่ยถึงกับวิญญาณล่องลอยไปเสียแล้ว หลังจากที่ได้สติกลับมาต่างก็พูดจายกยอและเอ่ยชมน้องน้อยของตนไม่ขาดปาก
“น้องเล็กของพวกเรานับวัน ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก เก่งกาจไปเสียหมดทุกเรื่อง”
"นั่นสินะ หึหึหึ"
นางรู้สึกขนลุกตั้งทุกครั้งยามที่ได้ยินพี่ชายพร่ำพูดจาเอ่ยชมไม่ขาดปาก "สวรรค์ได้โปรดเอาพี่ชายทั้งสองของข้ากลับมาเหมือนเดิมเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่ชิน" 'โสมก็เสียดาย พี่ชายก็เปลี่ยนไป เฮ้อ กำของเอ็งแท้จื่อเอ๋อร์'