บท
ตั้งค่า

บทที่ 10-2 บางสิ่งมาพร้อมกับภารกิจ (2)

อวี้จื่อลู่หอบพาร่างของตนเองที่เปื้อนจากคราบไคลสกปรกสีดำไหลซึมออกมาตามร่างกาย เพื่อชำระล้างร่างกายให้สะอาดและรู้สึกสดชื่น แล้วมุ่งหน้าเข้าครัวทำอาหาร นานกว่าหนึ่งชั่วยามที่อวี้จื่อลู่ใช้เวลาเคี่ยวน้ำซุปให้เข้าที่และตุ๋นไก่ให้เนื้อเปื่อยนุ่ม ก่อนจะใส่หัวใชเท้าตามลงไปรอจนเปื่อยสุกได้ที่แล้วยกออกจากเตา

นางทำอาหารเพิ่มอีกสองสามอย่างจนเสร็จเรียบร้อย ไม่นานพี่ชายทั้งสองก็เดินเข้ามาพร้อมกับคนเจ็บที่พากลับมาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าจะหายดีแล้วหลังจากไม่ได้สติมาหลายวัน ทั้งสามเดินเข้ามานั่งไม่รอช้าอวี้จื่อลู่ก็นำทุกอย่างขึ้นโต๊ะ พร้อมลงมือกิน ทว่ากลับมีอีกคนที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับขเยื่อน

กู้หลงซานยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำพูดออกมา ก็มีเสียงเล็กเจื้อยแจ้วของเด็กสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ทานข้าวก่อนเจ้าค่ะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” พูดจบนางก็หันไปคีบผักและเนื้อใส่ลงไปในจานข้าวของอีกฝ่าย

กู้หลงซานมองเด็กสาวด้านหน้าด้วยแววตาสั่นระริก ยากจะอธิบายความรู้สึกเหล่านี้ที่พร่างพรูออกมา พลางย้อนคิดไปช่วงที่ยังเยาว์วัยภาพเหล่านั้นต่างผุดพรายขึ้นมาราวกับดอกเห็ด เขายังจำได้ดี

พร้อมเอ่ยขอบคุณของนาง “ขอบใจเจ้ามาก” ก่อนนำอาหารเข้าปากด้วยมือสั่นระริก

เด็กทั้งสามเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเริ่มทานอาหาร ต่างก็ลงมือจัดการข้าวในจานของตนเอง มื้อเช้าได้ผ่านไปอย่างเรียบง่าย ในระหว่างที่นั่งกินอาหารอวี้จื่อลู่ แอบลอบสังเกตท่าทางของอีกฝ่าย ทว่าน่าแปลกนางกลับสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้มีวรยุทธขั้นสูง ไม่แน่อาจจะอยู่ขั้นปราณนภาระดับแปดเกือบจะขึ้นระดับเก้าแล้วด้วยแข็งแกร่งไม่น้อยเลย คนผู้นี้เป็นใครและไปทำอะไรมากันแน่ถึงได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ หวังว่าการที่นางและพี่ชายยื่นมือเข้าช่วยเหลือคงไม่ผลอะไรร้ายแรงตามมาหรอกนะ ทว่ารอบกายกลับมีละอองสีขาวบริสุทธิ์แผ่ออกมาเหมือนกับพี่ใหญ่และพี่รองไม่มีผิด แสดงว่าเป็นคนดีไว้ใจได้สินะ

กู้หลงซานที่มีประสาทสัมผัสไวอยู่แล้วก็รับรู้ได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง กำลังลอบมองพิจารณาตนเองอย่างเงียบ ๆ เขาจึงปล่อยให้นางทำตามที่ต้องการ 'หากนางอยากรู้ ข้าก็พร้อมให้นางได้รู้ หากจะถามว่าเหตุใดถึงกล้าปล่อยให้เด็กน้อยคนนี้ตรวจสอบ กู้หลงซานเองก็หาคำตอบไม่ได้เช่นกัน รู้แค่เพียงว่าตัวเขานั้นรู้สึกไว้วางใจครอบครัวนี้อย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกสงบและผ่อนคลายโดยไม่ต้องคอยปั้นหน้ารับมือคนในตระกูลรองหรือคนอื่น ๆ ทั้งยังไม่ต้องคอยระแวงคนรอบตัวอยู่ตลอดเวลา มันทำให้ปลอดโปร่งดีแบบนี้นี่เอง'

"ฮะ...แฮ่ม! นังหนู หากเจ้าสงสัยสิ่งใดก็เอ่ยปากถามมาเถอะ หากเป็นเรื่องที่พอจะตอบได้ข้าก็ยินดีตอบ" กู้หลงซานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ในขณะที่อวี้จื่อลู่ลอบมองผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความลืมตัวก็ถึงกับสะดุ้ง ยามเมื่ออีกฝ่ายพูดขึ้นมา "ขออภัยเจ้าค่ะ ที่ข้าเสียมารยาท" พูดจบนางก็หน้าลงคล้ายคนสำนึกผิด ทว่าหาใช่ไม่ 'ขายหน้าเขาไหมล่ะอวี้จื่อลู่ มองเพลินไปนิดหน่อยเอง'

"ไม่เป็นไร ข้ามิถืออันใด"

"ข้าถามได้จริง ๆ นะเจ้าคะ" นัยน์ตาฉายแววระยิบระยับ ปิดความอยากรู้ไว้ไม่มิด

"ได้สิ อยากรู้สิ่งใดก็ถามมาเลย" น้ำเสียงที่เปล่งออกมามีแต่ความเอ็นดูเด็กน้อย

"น้องเล็กอย่าเสียมารยาท" อวี้เหิงเยว่ดุน้องน้อยของตน แล้วหันไปพูดกับผู้อาวุโสกว่า "ต้องขออภัยผู้อาวุโสแทนน้องสาวของข้าด้วย นางยังเด็กอยู่โปรดอย่าได้ถือสา"

"ข้าเองก็อภัยแทนน้องเล็กด้วยขอรับ"

ยามที่รู้ว่าตนเองได้เสียมารยาทก็รีบเอ่ยออกมาเสียงอ่อยหน้าหงอย "ข้าขอโทษเจ้าค่ะ"

เด็กพวกนี้ช่างรู้ความยิ่งนัก นับเป็นวาสนาของบิดามารดาที่ให้กำเนิดบุตรและสั่งสอนมาได้ดี ช่างแต่งต่างกับเหล่าลูกคุณหนูเหล่านั้นเสียจริง แค่คิดก็ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจ พลางแนะนำตัวเองให้สามพี่น้องได้ฟัง "ข้าชื่อ กู้หลงซาน จะเรียกลุงกู้ก็ได้"

"เจ้าค่ะลุงกู้ ข้าชื่ออวี้จื่อลู่เป็นน้องเล็กสุด จะเรียกจื่อเอ๋อร์ก็ได้นะเจ้าคะ" เด็กน้อยส่งเสียงแนะนำตนเองด้วยไปหน้ายิ้มแย้ม นัยน์ตาดอกท้อฉายแววซุกซนไม่น้อย

"ข้าอวี้เฉิงรุ่ย เป็นพี่ชายคนรอง เรียกอาเฉิงก็ได้ขอรับ"

"ข้าอวี้เหิงเยว่เป็นพี่ชายคนโต เรียกอาเหิงก็พอขอรับ"

ด้วยเหตุนี้กลับกลายเป็นว่าหนึ่งสตรีสามบุรุษได้พูดคุยกันอย่างออกรส ทำให้กู้หลงซานรู้ว่าสามพี่น้องอวี้นั้นแท้จริงแล้ว ได้สูญเสียบิดามารดาไปเมื่อหลายปีก่อน กระนั้นก็โดนญาติผู้ใหญ่ที่มีศักดิ์เป็นถึงลุงและป้าสะใภ้ขับชื่อออกจากตระกูลและไล่ออกจากบ้าน โชคดีหน่อยที่มารดาของเด็กเหล่านี้ยังพอมีที่ดินและบ้านเก่าทรุดโทรมให้กลับมาอยู่อาศัย แม้ว่าบางครั้งจะโดนป้าสะใภ้และญาติผู้พี่มารังแกทุบตี หยิบจับข้าวของไปไม่น้อยต่างก็พยายามอดทน เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีพระคุณอยู่บ้างจึงมิอาจทำอะไรได้มากมาย จนวันหนึ่งอวี้เหิงเยว่ไม่อยู่บ้านเพื่อนำของป่าไปขายในเมือง จึงเหลือเพียงแค่น้อง ๆ ของตนประจวบเหมาะกับป้าสะใภ้และญาติผู้พี่มาที่บ้าน สองแม่ลูกนั่นพยายามขนข้าวของทุกอย่างที่คิดว่ามีค่า ไม่เว่นแม้แต่ข้าวสารหรือเครื่องเทศก็ขนไปจนหมด อวี้เฉิงรุ่ยที่กำลังนั่งย่างไก่ให้อวี้จื่อลู่ผู้เป็นน้องเล็กอยู่ด้วยความสุขใจ ก็ต้องตกใจเมื่อตนเองโดนป้าสะใภ้แย่งไก่ไปจากมือพร้อมกับโดนทุบตี น้องเล็กที่กลับมาจากลำธารเห็นว่าพี่รองของตนเองโดนป้าสะใภ้ทำร้าย นางจึงบันดาลโทสะลงไม้ลงมือกับสองแม่ลูกไป ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยเห็นทั้งคู่มารบกวนอีกเลย 'ช่างเป็นเด็กที่อดทนอดกลั้นดีเสียจริง'

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างแล้ว กู้หลงซานก็เล่าเรื่องราวของตนเองให้เด็กทั้งสามฟังทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาเป็นผู้นำตระกูลและเป็นฝึกยุทธที่อยู่ในขั้นปราณเทวะระดับแปด หรือเป็นคนจากแผ่นดินใหญ่ที่ชาวแคว้นต่างเรียกกันว่าชาวเซียนสวรรค์ ส่วนเรื่องที่โดนมือสังหารตามฆ่านั่นก็เพราะน้องชายของเขากู้เยี่ยนลั่วที่เป็นตระกูลสายรอง ต้องการครอบครองตำแหน่งผู้นำตระกูลสายหลัก จึงได้วางแผนจ้างมือสังหารอันดับหนึ่งจากหอเสี้ยวจันทรา ทำให้เกิดการปะทะขึ้นคนของเขาต่างล้มตายไปไม่น้อย เหลือเพียงอี้ซื่อและอี้ถังที่เป็นคนสนิท แต่ตราบใดที่เขายังไม่ตายมือสังหารเหล่านั้นก็จะไม่รา ทำให้อี้ถังล่อพวกมันไปอีกทางเพื่อเปิดโอกาสให้อี้ซื่อพาเขาหนีออกมา จนกระทั้งได้มาเจอกับนางและพี่ชายตัวเขาจึงมีชีวิตรอกมาได้จนถึงตอนนี้

"ด้วยเหตุนี้ข้าจึงโดนตระกูลสายรองลอบวางยาพิษมาตลอดโดยไม่รู้ตัว และเขาก็เป็นน้องชายของข้า" น้ำเสียงของกู้หลงซานสั่นเครือเจือไปด้วยความผิดหวังและความเสียใจ ยามที่เอ่ยถึงน้องชายของตน

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวของกู้หลงซาน ทำเอาสามพี่น้องน้ำตาซึมด้วยความเห็นใจ

จนกลายเป็นนางที่ทนไม่ไหวเอ่ยออกไป การที่พี่น้องสายเลือดเดียวกันเข่นฆ่ากันเองเป็นอะไรที่นับว่าสะเทือนใจนางไม่น้อย "ลุงกู้ หากท่านยังไม่พร้อมกลับไป จะอยู่ที่นี่กับพวกเราก็ได้นะเจ้าคะ พวกเราสามพี่น้องต่างรักใคร่กลมเกลียวไม่มีทางที่จะเข่นฆ่าพี่น้องตนเองแน่นอน"

"ขอบใจเจ้ามากเด็กน้อย" กู้หลงซานนัยน์ตาแดงก่ำฉ่ำไปด้วยหยดน้ำตาฉายแววสั่นระริก ทำเอานางถึงกับร้องไห้ตามอย่างช่วยไม่ได้ เดือดร้อนพี่ชายทั้งสองต้องเข้ามากอดปลอบอยู่ชั่วครู่
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel