ฉันอยู่ในร่างคนบ้าเหรอเนี่ย 1.2
ชาวบ้านที่เห็นซูเปียวเฉินอุ้มร่างของซูหวานหว่านมาก็เกิดความตกใจไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าที่จะถาม เพราะเห็นว่าชายหนุ่มกำลังเร่งฝีเท้าเพื่อเดินกลับบ้าน และการที่อุ้มร่างของใครสักคนก็คงจะหนักพอสมควรแล้ว ทุกคนเลยตัดสินใจไม่ถามอะไร แต่เลือกที่จะเดินตามมาอย่างห่วงใย
พอมาถึงบ้าน ชายหนุ่มก็อุ้มน้องสาวเข้าไปนอนพักในห้อง ก่อนจะมาตอบคำถามของชาวบ้านว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนเลยรู้ว่าซูหวานหว่านนั้นพลาดตกเขาจนสลบไป นี่จึงสร้างความตกใจให้กับทุกคนไม่น้อย แต่พอได้รับรู้ว่าเธอไม่เป็นอะไรมาก ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
“บ้านฉันยังมีเนื้ออยู่ เดี๋ยวจะเอามาให้นะ ถ้าหวานหว่านตื่นมาจะได้กินเนื้อเพิ่มกำลัง” นางอี้รีบบอกอย่างใจดี แม้ว่าฐานะทางบ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็พอมีเนื้อเหลืออยู่ จากคราวก่อนที่คนในหมู่บ้านรวมตัวกันไปล่าหมูในป่า
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ป้าอี้เก็บไว้กินเถอะ เดี๋ยวผมจะไปหาปลาที่ลำธารมาทำน้ำแกงให้น้องได้กินสักหน่อย แค่นี้ก็พอแล้วครับ”
ซูเปียวเฉินตอบกลับอย่างเกรงใจ รู้ดีว่าบ้านอี้นั้นมีฐานะไม่ต่างจากบ้านตัวเอง เขาจึงไม่อยากจะรบกวนอีกฝ่าย และตัดสินใจว่าจะไปที่ลำธารเพื่อหาปลามาสักตัว เพื่อเอาไว้ต้มน้ำแกงให้น้องสาวกินฟื้นฟูร่างกาย
“จะเอาอย่างนั้นเหรอ ก็ได้ ๆ” นางอี้พยักหน้ารับรู้เล็กน้อย แต่ก็อดเป็นห่วงสองพี่น้องนี้ไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรเธอและพ่อแม่ของทั้งสองคน ก็เป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็ก
“ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ เธอรีบไปหาปลาเถอะ ส่วนที่นี่ฉันจะเฝ้าไว้ให้เอง เผื่อว่าหวานหว่านตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบใคร เธอจะตกใจเอาน่ะ” นางอี้ตัดสินใจพูดออกไปอีกครั้ง
“ขอบคุณมากครับป้าอี้ ถ้าอย่างนั้นผมจะรีบไปรีบกลับ ฝากดูแลน้องด้วยนะครับ”ซูเปียวเฉินตอบรับอย่างยินดี ตอนนี้เขาไม่อยากที่จะเกรงใจอีกแล้ว เพราะต้องการไปหาปลามาทำน้ำแกงให้น้องและไม่อยากให้น้องอยู่คนเดียว
“ได้สิ รีบไปเถอะ” นางอี้ตอบรับทันที
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นจึงรีบเดินออกจากบ้านเพื่อไปที่ลำธารทันที
ส่วนทางด้านลิลลี่ที่อยู่ในร่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธอลืมตาขึ้นมาแล้ว และพบว่าตัวเองไม่ได้บ้าเหมือนเดิม อีกทั้งร่างกายก็ดูเหมือนจะหายเป็นปกติแล้ว
“สรุปแล้วตอนนี้ฉันคือซูหวานหว่านที่ไม่ได้บ้า แต่เพื่อไม่ให้ทุกคนสงสัย ฉันคงต้องแสร้งบ้าเหมือนเดิมสินะ เดี๋ยวต้องสำรวจสักหน่อยว่าที่นี่เป็นยังไงบ้าง” หญิงสาวพูดออกมากับตัวเองตามสัญชาตญาณของนักฆ่า
จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นจากเตียง และมองไปรอบ ๆ บ้าน ทำให้รู้ว่าครอบครัวนี้ยากจนไม่น้อย
“ดูทว่านอกจากร่างนี้จะบ้าแล้ว ฐานะทางบ้านยังยากจนอีกด้วย นี่มันแย่ซ้ำสองเลยสินะ แต่ถึงอย่างไรฉันก็ต้องปรับตัวให้ได้ แต่ถ้าฉันมีมิติเหมือนนิยายที่นาราเคยเล่าให้ฟังก็ดีสิ”
หญิงสาวเดินสำรวจไปก็บ่นกับตัวเองไป แม้จะไม่คาดหวังว่าจะได้อยู่อย่างสะดวกสบายมาก แต่ก็ยังหวังว่าจะมีของวิเศษเหมือนในนิยายบ้าง เพราะยุคนี้ยากที่จะดำรงชีวิต ด้วยฐานะของบ้านหลังนี้ อย่างน้อยก็มีอาหารให้สักหน่อยก็คงดี
ซึ่งในขณะนั้นเอง เธอก็เห็นกำไลข้อมือหยก ที่เธอมักจะสวมติดมืออยู่เสมอชาติที่แล้วปรากฏขึ้น
‘หรือว่านี่จะเป็นมิติของเรา’ หญิงสาวคิดในใจอย่างตื่นเต้น
เพราะความอยากรู้ ซูหวานหว่านจึงได้ตัดสินใจใช้มือลูบกำไลหยกดู เผื่อว่าจะพาเธอเข้าไปในมิติได้เหมือนในนิยาย
“ฉันมีมิติจริง ๆ ด้วย”
หญิงสาวพูดออกมาอย่างตื่นเต้น เมื่อพบว่าเธอสามารถเข้ามาในมิติได้ และที่นี่ก็คือบ้านและเซฟเฮ้าส์ของเธอในชาติที่แล้วนั่นเอง
