ความห่วงใยที่ไม่เคยได้รับ 1.1
ความห่วงใยที่ไม่เคยได้รับ
เมื่อเข้ามาในมิติแล้ว ซูหวานหว่านแทบไม่ต้องสำรวจอีกแล้ว เพราะที่นี่คือบ้านที่เธออาศัยมาตลอด บ้านที่แทบจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ได้ และที่สำคัญในบ้านหลังนี้มีทุกอย่างพร้อม แม้กระทั่งโกดังด้านหลังที่เต็มไปด้วยอาวุธต่าง ๆ มากมาย
“ให้คลังแสงมาด้วย ทำอย่างกับฉันจะไปสู้รบกับใคร ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่ต้องเดินสำรวจให้เหนื่อยหรอก”
หญิงสาวพูดขึ้นมาอย่างพึงพอใจ
ถึงปากบอกว่าไม่อยากสำรวจ แต่เธอก็เดินรอบบ้านด้วยความรู้สึกอิ่มเอมหัวใจ แม้จะเป็นในมิติก็ตาม แต่เธอก็อบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้
“ในบ้านหลังนี้มีวัตถุดิบในการทำอาหารมากพอสมควร ดีจัง แบบนี้อย่างน้อยฉันก็ไม่อดตายแล้ว” หญิงสาวพูดกับตัวเองอย่างดีใจ ก่อนจะรีบออกมาจากมิติ เพราะกลัวว่าพี่ชายกลับมาถึงบ้านแล้วจะไม่พบ หากเป็นอย่างนั้นก็คงจะยุ่งยากในการชี้แจงแน่ว่าเธอหายไปไหนมา
ซูหวานหว่านกลับมานั่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก็ลุกเดินออกมาจากห้อง ทำให้ได้พบกับนางอี้ที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง
“ดีขึ้นแล้วเหรอหวานหว่าน ไหนมาให้ป้าดูหน่อยสิ” นางอี้ถามออกไปอย่างห่วงใย ไม่ถามเปล่าเธอยังลุกขึ้นมาจับตัวของซูหวานหว่านหมุนไปมา เพื่อสำรวจดูว่าอีกฝ่ายหายดีแล้วหรือยัง
“หายแล้ว หวานหว่านหายแล้ว ป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
หญิงสาวยิ้มให้และตอบกลับอย่างไร้เดียงสา ประกายตานั้นยังสดใสเหมือนซูหวานหว่านคนเดิม
“ดีแล้ว ๆ แต่ถึงจะหายแล้วก็เถอะ ต้องเข้าไปนอนพักผ่อนสักหน่อย ดูสิ ตามเนื้อตัวยังมีรอยแผลอยู่เลย” นางอี้บอกอย่างอ่อนโยนพร้อมกับดันหลังให้หญิงสาวกลับเข้าไปในห้อง
ซูหวานหว่านพยายามแกล้งดันร่างไว้ไม่ยอมเดินไปง่าย ๆ เพราะในความทรงจำนั้น ร่างเก่ามีความดื้อดึงไม่น้อย หากเธอยอมเข้าห้องอย่างง่ายดาย อาจจะดูผิดปกติไปสักหน่อย อีกอย่าง ร่างนี้รักพี่ชายและใส่ใจเรื่องการกินของเขามาก เธอจึงแกล้งบอกว่าจะไปทำอาหารให้เขา
“ไม่ได้ ๆ หวานหว่านต้องทำอาหารให้พี่ใหญ่ ป้าอย่าห้ามเลย หวานหว่านไม่นอนแล้ว” เธอบอกอย่างดื้อดึงเหมือนอาการของร่างเดิม
พอได้ยินว่าหญิงสาวต้องการไปทำอาหารให้พี่ชาย ทั้งที่ร่างกายของตัวเองยังเจ็บและยังมีบาดแผล ทำให้นางอี้ยิ้มและพูดออกมาอย่างเอ็นดู
“ที่แท้ก็ห่วงพี่ชาย กลัวเขาจะไม่มีอาหารกินนี่เอง”
“อืม พี่ใหญ่หิว ต้องกินข้าว หวานหว่านจะทำอาหารให้” เธอพยักหน้ารัว ๆ และบอกออกมาด้วยท่าทีของหญิงสาวสติไม่ดีเหมือนเดิม
“ตะ แต่ไม่มีอาหารเลย” เธอพูดอย่างหงอย ๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้อาเฉินไปที่ลำธาร เพื่อที่จะไปหาปลามาต้มน้ำแกงให้เธอกินอย่างไรล่ะ ส่วนข้าว ฉันก็หุงไว้ให้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้เธอไปนอนพักได้หรือยัง หากพี่ชายกลับมาแล้วเห็นว่าน้องสาวที่กำลังบาดเจ็บไปทำอาหารให้ตัวเองกิน เขาคงจะเสียใจไม่น้อย”
นางอี้ยังคงพูดกับหญิงสาวอย่างอ่อนโยน และยกพี่ชายของเธอขึ้นมาอ้างเพื่อให้เธอกลับไปนอนพัก
“อย่างนั้นเหรอ” หญิงสาวเอียงคอถามด้วยตาใสแป๋ว
“ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้ป้าเลยคิดว่า หวานหว่านควรจะกลับเข้าไปนอนพักในห้องก่อนนะ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเมื่ออาเฉินกลับมา เขาจะต้องเสียใจ หรือไม่ก็อาจจะตำหนิเธอได้นะที่ทำตัวดื้อดึง”
นางอี้พยายามอธิบายให้หญิงสาวตรงหน้าเข้าใจอย่างช้า ๆ เพราะเธอรู้ดีว่าการสื่อสารของซูหวานหว่านนั้นช้ากว่าคนอื่น และไม่เคยคิดรำคาญเธอเลยแม้แต่น้อย ที่บางครั้งอาจจะพูดจาไม่รู้เรื่อง
“จริงนะ พี่กลับมาแล้วจะไม่ดุ ถ้าหวานหว่านกลับเข้าไปนอน” เธอแสร้งยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับปรบมืออย่างชอบใจ
“จริงสิ ป้าไม่โกหกเธอหรอกนะ” นางอี้ตอบอย่างจริงจัง
“อืม หวานหว่านจะไปนอน” ซูหวานหว่านพยักหน้าและส่งเสียงออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเตรียมหมุนตัวกลับเข้าห้องเหมือนเดิม
