บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 เด็กน้อยในอ้อมแขน

ท่ามกลางความโกลาหลชายร่างกำยำผู้หนึ่งกำลังวิ่งหอบทารกน้อยมุ่งหน้าไปยังป่าไผ่สูงชะลูด อีกคนมัดไว้แนบอก ส่วนอีกคนหอบหิ้วไว้ด้วยวงแขนด้านขวา พลางก้มมองกระดาษภายในมือของตน เขาออกห่างวังหลวงได้สักระยะ จึงชะลอฝีเท้าลง พลันหยุดตรงบริเวณพื้นที่โล่งภายในป่าทึมทึบ ใบหน้าที่ปกปิดด้วยผ้าผืนสีดำค่อย ๆ ปลดออก รอยบากเส้นหนึ่งระหว่างแก้มขวาปรากฏออกมาเด่นชัด ทว่ากรอบหน้าของเขากลับดูน่าเกรงขามและยังคงความสง่าสมกับเป็นชาวทุ่งหญ้าของแคว้นอันฉี ชายหนุ่มลดดวงตามองเจ้าของร่างเล็กในอ้อมแขนทั้งสอง ซึ่งกำลังกลอกตามองตนด้วยความไม่ประสา

สายตาคมกริบทอดมองกลับไปยังวังหลวง ขอบตาพลอยแดงระเรื่อ เจ้าของร่างสูงยอบกายลงและโขกศีรษะแนบพื้นเย็นเยียบ คนผู้นี้คือ องครักษ์เงา'ต้าเหนิง'ของหวังอิ้งเยว่ บัดนี้ธิดากษัตริย์แห่งแคว้นอันฉีต้องยอมสละชีพเพื่อปกป้องชีวิตของบุตรชายตนให้ยังคงอยู่รอด ช่างเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจยิ่งนัก ในขณะที่ฮ่องเต้แคว้นซีฮันกลับไม่รู้เรื่องราวใด

หวังกุ้ยเฟยคาดว่าคงหนีไม่พ้นบ่วงชะตา เมื่อรู้ตัวว่าตนใกล้ให้ประสูติพระโอรสโดยไม่ทราบสาเหตุ นางจึงใช้ช่วงเวลาไม่กี่หยิบมือพยายามส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนทราบเรื่อง ทันทีที่ต้าเหนิงมาถึงทุกอย่างกลับตาลปัตรไปเสียแล้ว อีกอย่างหวังกุ้ยเฟยก็ถูกพิษซึ่งไร้ยาถอน พวกเขาจึงทำได้เพียงหาหนทางรักษาชีวิตของพระโอรสทั้งสองไว้ให้ได้อย่างสุดความสามารถเท่านั้น

ต้าเหนิงสร้างสถานการณ์วางเพลิงตำหนัก เพื่อลอบเข้าไปนำตัวของทารกออกมา และนำศพของเด็กที่ตายแล้วในป่าช้าไปสับเปลี่ยน ก่อนจากมานางกำนัลคนสนิทของหวังกุ้ยเฟยได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้แก่เขา ฝ่ามือหยาบระคายคลี่ออกช้า ๆ ภายในกระดาษระบุข้อความ

องค์ชายทั้งสองมีปานหงส์อยู่บนอกซ้ายจากพิษอาทรจิต ผู้ที่มีปานรูปหงส์หนึ่งปีกคือพระอนุชา ให้เขานามว่า 'หวังหลิวเหว่ย' ส่วนผู้ที่มีปานรูปหงส์โดยสมบูรณ์คือพระเชษฐาให้เขานามว่า 'หวังหลิวหยาง' จงเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบใหญ่อย่างมีความสุข และอย่าได้เคียดแค้นต่อสิ่งใด ลบตัวตนทั้งหมดและจงเริ่มต้นชีวิตใหม่

ทันทีที่ต้าเหนิงอ่านข้อความบนแผ่นกระดาษจบ หยาดน้ำตาของชายชาตรีพลันหลั่งรินลงหนึ่งหยด เสียงหัวเราะระคนปวดร้าวดังระงม หากผู้ใดผ่านมาได้ยินเสียงนี้คงนับว่ากรีดลึกลงไปยังหัวใจของคนฟังยิ่งนัก ฝ่ามือกว้างค่อย ๆ ขยำกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่ไยดี จากความเศร้าโศกแปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น ประกายเปลวเพลิงโทสะในดวงตาของเขาพร้อมจะเผลาผลาญทุกสิ่ง

"พระองค์ยังคงเป็นสตรีผู้มีจิตใจงดงามไม่แปรเปลี่ยน ทว่าข้าไม่ใช่คนเช่นท่าน" ชายหนุ่มขบกัดฟันเสียจนสันกรามนูนเด่น เขาลดดวงตามองทารกทั้งสองที่อยู่ภายในอ้อมแขน

"องค์ชายทั้งสอง เสด็จแม่ของพระองค์ได้จากโลกใบนี้ไปแล้ว ท่านเห็นหรือไม่ ที่แห่งนั้นคือบัลลังก์ของพวกท่าน นับจากนี้ไปเราจะตามทวงบัลลังก์กลับมาด้วยกัน และทำลายพวกคนชั่วช้าสามานย์นั้นเสียให้สิ้น!" ต้าเหนิงกล่าวด้วยสีหน้ากราดเกรี้ยว พลันลุกขึ้นหอบกระเตงเด็กทั้งสองถอยห่างออกไปด้วยจิตใจที่แสนตรอมตรม

ต้าเหนิงมุ่งหน้าไปยังชายแดนฝั่งเหนือ อยู่ ๆ หูของเขาก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญของใครบางคนดังลอดออกมาจากจวนหลังหนึ่ง เมื่อกวาดสายตามองอย่างถ้วนถี่ จวนโอ่อ่าเบื้องหน้าคือจวนของแม่ทัพแดนเหนือแห่งแคว้นซีฮัน เขาลอบเข้ามาภายในและสังเกตการณ์สักพัก เพลานี้ฮูหยินของแม่ทัพได้ให้กำเนิดบุตรชาย แต่ทว่าเด็กทารกกลับสิ้นใจลงเสียแล้ว

ร่างสูงใหญ่ก้าวออกจากบริเวณหลบซ่อน ทุกคนที่อยู่ภายในต่างหวาดผวา พลันวิ่งกรูไปรวมกัน แม่ทัพแดนเหนือเห็นเช่นนั้นจึงชักดาบยื่นปลายแหลมคมจ่อไปเบื้องหน้า ดวงตาของเขาแดงก่ำจากอาการเศร้าเสียใจที่ตนสูญเสียบุตรชายไปหมาด ๆ มินำซ้ำฮูหยินของเขาก็ไม่อาจตั้งครรภ์บุตรคนที่สองได้ เนื่องจากร่างกายมีธาตุเย็นมากเกินไป

"ท่านคือผู้ใด?" แม่ทัพแดนเหนือกล่าวถามด้วยสีหน้าถมึงทึง เขาไม่ได้หวาดเกรงและพร้อมประจันหน้าผู้มาเยือนอย่างเต็มกำลัง

"ท่านแม่ทัพ ข้ามาดี เพลานี้ฮูหยินของท่านไม่สามารถให้กำเนิดบุตรอีกคนได้แล้วใช่หรือไม่" เสียงทุ้มกล่าวด้วยความใจเย็น

"ท่านรู้ได้อย่างไร" แม่ทัพเลี่ยงจินกัดฟันกรอด

เรื่องนี้แทบไม่เคยได้แพร่งพรายออกไปด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อสักครู่บ่าวรับใช้นางหนึ่งกลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ต้าเหนิงทันได้ยินเข้าพอดี นั่นจึงทำให้เขาคิดแผนการบางสิ่งได้

"ทราบได้อย่างไรไม่สำคัญ ทว่าเพลานี้บุตรของท่านได้สิ้นใจไปเสียแล้ว" นัยน์ตาคมลดลงมองเด็กทารกในอ้อมแขนสตรีซึ่งกำลังร้องไห้ฟูมฟาย

"ท่านต้องการผู้สืบสกุลหรือไม่?"

"กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"

"ท่านลองมองดูที่ตัวข้ากำลังอุ้มสิ่งใด"

แม่ทัพเลี่ยงจินจึงกวาดสายตามองตามที่อีกฝ่ายกล่าว

"พวกเขาคือบุตรของน้องสาวข้า เพลานี้กำพร้าทั้งพ่อและแม่ ทว่าลองมองผิวพรรณของเขาหรือไม่ ท่านคิดว่างามสง่าเช่นนี้นับว่าเป็นบุตรของสามัญชนทั่วไปอย่างนั้นหรือ"

"นะ...นี่พวกเขา" แม่ทัพเลี่ยงจินพยายามพิศมองกายชมพูของทารกในอ้อมแขนแกร่งแววตาวูบไหวชั่วขณะ พลางเหลียวมองใบหน้าภรรยาของตน แววาตาแดงก่ำตอบกลับมานั้นทอประกายความหวังโดยไม่อาจปิดบัง ฝ่ามือที่ถือกระบี่อยู่จึงลดลงช้า ๆ พลางโบกมือไล่บรรดาบ่าวรับใช้ออกไปด้านนอกทั้งหมด

"ท่านยินดีเลี้ยงเด็กน้อยผู้นี้ให้เติบใหญ่ในนามบุตรของท่านหรือไม่" เสียงทุ้มกล่าวถาม

"เขาคือบุตรของน้องสาวท่านจริงหรือ?"

"แน่นอน หากท่านต้องการบุตร ข้ายินดีมอบให้ท่านเลี้ยงดูหนึ่งคน"

"หนึ่งคน?...แล้วอีกคนเล่า เหตุไฉนจึง..."

"อีกคนข้าต้องการเลี้ยงดูเขาด้วยตนเอง ว่าอย่างไรเล่า ท่านยินดีรับเขาไว้เป็นบุตรชายของท่านหรือไม่"

แน่นอนว่าตอนนี้ภรรยาของเขาล้วนต้องการบุตร หากมีเด็กอีกคนมาเติมเต็มนั่นอาจพอบรรเทาความเศร้าโศกได้บ้าง และถ้าตนเลี้ยงดูปูเสื่อเด็กน้อยผู้นี้อย่างดี ภายภาคหน้าเขาจะมีผู้สืบสกุลของแม่ทัพฝ่ายเหนือเสียที

แม่ทัพเลี่ยงจินเหลียวมองภรรยาตนอีกครั้ง นางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบตกลง เขาจึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ พลางกล่าวว่า

"เขามีนามว่าอะไรหรือ"

"หวังหลิวเหว่ย"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel