บทที่ 9
เขาไม่อยากเป็นเพียงเสด็จอาของนาง
อ๋องจิ้นหยางเอนกายพิงเก้าอี้ ดวงตาคมลึกวาววับตามร่างอรชรที่ถอยห่างไปทีละก้าว แสงโคมสลัวสะท้อนประกายในแววตาเขาราวเพลิงร้อนแฝงความเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากหยักยังชุ่มรสสุราหวานขมที่นางทิ้งไว้ เขาเลียเบา ๆ คล้ายเสพติดความรู้สึกนั้นอย่างไม่สมควร
ชั่วพริบตาเดียว เขาก็โน้มกายข้ามโต๊ะท่ามกลางไอร้อนจากหม้อไฟ มือแข็งแรงคว้าไหล่บางพลันดึงให้นางทั้งร่างกระโจนเข้าสู่อ้อมอก ตกลงบนตักแกร่งอย่างไม่ทันตั้งตัว
เยว่หลัวพร่ามัวเพราะฤทธิ์สุรา ร่างเบาโงนเงนไปตามแรงฉุด พอก้นนางสัมผัสตักแน่น กลับถูกริมฝีปากอุ่นจัดบดทับลงมาอย่างหนักหน่วง จุมพิตที่ไม่ใช่เพียงสัมผัส หากเป็นการแย่งชิงลมหายใจจนสติแทบดับวูบ
จิ้นหยางไม่ออมแรง ลิ้นร้อนแทรกเร่งไล่ชิมความหวานปนเผ็ดร้อนของสุราและกลิ่นกายหญิงสาวทุกส่วนสอดประสานจนทำเอาหัวใจนางสั่นสะท้าน ความวาบหวามแล่นพล่านจากอกลงสู่กลางกาย ดวงหน้าร้อนผ่าวจนแทบละลายไปทั้งตัว
ปลายนิ้วเรียวที่หมดแรงกำแน่นบนอกเขา คล้ายอยากผลักไสแต่กลับไร้เรี่ยวแรง หรือแท้จริงแล้ว…นางไม่อยากห่างเลยก็เป็นได้
เสียงหอบประสานกันดังระคนในห้องที่อบอวลด้วยไอควัน ทุกสิ่งร้อนแรงราวเปลวไฟกำลังโอบรัด จนเส้นแบ่งแห่งสติพร่ามัวใกล้ขาดสะบั้น ทว่าในจังหวะสุดท้าย ร่างบอบบางกลับอ่อนแรงลงช้า ๆ ดวงตากลมโตราวกวางปิดสนิท ศีรษะเล็กเอนซบอกเขาพร้อมเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
ความเงียบโรยตัวกลับมาอีกครั้ง จิ้นหยางชะงักปลายนิ้วที่ยังประคองแผ่นหลังนั้น สายตาเย็นล้ำกวาดมองใบหน้าขาวเรื่อ ริมฝีปากแดงจัดบวมช้ำเพราะรสจุมพิตเมื่อครู่ ริมโอษฐ์หยักกระตุกยิ้มจาง…ยิ้มที่ทั้งเย็นชาและอบอุ่นในคราเดียว
เขาอุ้มร่างบางแนบอก ก้าวผ่านแสงไฟริบหรี่พาไปยังห้องบรรทมของนางเอก เมื่อวางร่างไร้สติลงบนเตียงไหมนุ่มแล้ว จิ้นหยางโน้มกายมองซ้ำอีกครั้ง ลมหายใจที่สงบลึกย้ำว่านางหลับสนิทเกินรู้ตัวว่าได้ถูกพรากไปไกลเพียงใด
“เจ้าคงแบกความเหงาไว้ไม่น้อย…ไม่ต่างจากข้า”
เขาพึมพำแผ่วเบาก่อนยิ้มมุมปาก
เพราะเขาเข้าใจดีความรู้สึกดี เมื่อถูกดึงจากโลกหนึ่งมายังอีกโลกที่คนละยุคคนละสมัย ไม่อาจแบ่งปันความลับนี้กับผู้ใดได้
ใช่แล้ว…เขาเองก็มาจากโลกอนาคตเช่นกัน เพียงแต่มาถึงก่อนนางหลายสิบปีพร้อมกายหยาบไม่ใช่เพียงวิญญาณ วันที่เขาปรากฏกายบนแผ่นดินนี้ เขาได้ช่วยฮ่องเต้ฉู่เสวียนจวิ้นกอบกู้บัลลังก์จากเหล่าขุนนางกบฏ นับแต่นั้นก็ทำสัญญาเลือดเป็นน้องชายบุญธรรมของเสวียนจวิ้น อำนาจและอิทธิพลในราชสำนักยิ่งใหญ่จนใครต่างเกรงกลัวจนถึงปัจจุบัน
คืนนี้เขามั่นใจแล้วว่านางมิใช่องค์หญิงสี่คนเดิมอีกต่อไป
ริมฝีปากหนาหยักยกยิ้มทอดมองนางเนิ่นนาน จากตอนแรกเขามองนางว่าเป็นสหายร่วมชะตาจึงอยากเข้าหาเพื่อตีสนิท แต่เมื่อได้รู้จักนาง ได้มีนางอยู่ในสายตาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่องค์หญิงสี่เยว่หลัวเข้ามาวนเวียนในหัวไม่ออกไปเสียที
บัดนี้เขาไม่อยากเป็นเพียงสหาย หรือ แม้แต่เสด็จอาของนางอีกต่อไปแล้ว...
รุ่งเช้า แสงอุ่นลอดผ่านม่านบางปลุกให้เยว่หลัวสะดุ้งตื่น ดวงตาพร่าเลือนด้วยฤทธิ์สุราที่ตกค้าง ศีรษะหนักอึ้ง ความทรงจำเมื่อคืนไหลกลับมาเป็นภาพขาดช่วง แต่ชัดเจนพอให้แก้มร้อนวาบปลายนิ้วเย็นที่เช็ดริมฝีปากเพราะนึกถึงจุมพิตต้องห้ามที่นางเป็นฝ่ายเริ่มเสียเอง
“ข้าทำอันใดลงไปเนี่ย…”
นางพึมพำ มือยกปิดซ่อนใบหน้า ความคิดไหลวนไม่หยุด ไม่เพียงเรื่องจุมพิตที่นางทำกับผู้เป็นเสด็จอา หากยังเป็นคำพูดที่เผลอหลุดปากเรื่องหม้อไฟ เนื้อแกะ ราวกับบอกความลับว่าตนมิใช่องค์หญิงสี่คนเดิม หากเขานำเรื่องนี้ไปกราบทูลเสด็จพ่อ ความลับของนางย่อมแตกพังในพริบตา
ทั้งวันนี้เยว่หลัวจึงพยายามเลี่ยง ไม่เฉียดใกล้ตำหนักที่รู้ว่าจิ้นอ๋องอยู่ อาหลีสังเกตเห็นท่าทีผิดแปลกจึงถามด้วยความสงสัย
“องค์หญิงเพคะ…วันนี้ไม่เสด็จไปเล่นกับองค์ชายเจ็ดหรือเพคะ ปกติพระองค์ไม่เคยพลาดเลยนี่นา”
เยว่หลัวนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนสะบัดพัดเบา ๆ ปิดบังสีหน้าที่แดงวาบขึ้น
“ไปสิ ฝากเจ้าส่งคนไปซุ่มดูที่ตำหนักของหวงอี้แล้วมาแจ้งข้า หากไม่มีใครอยู่กับหวงอี้ให้รีบรายงานกลับมาให้ข้าทราบ”
อาหลีรับคำ แม้เต็มไปด้วยความฉงนแต่ก็ไม่กล้าซักถามให้มากความ
จนเมื่อสายของวันเดียวกันนั้นอาหลีได้เรื่องแล้วก็รีบมารายงาน
“องค์หญิงเพคะ ที่ตำหนักขององค์ชายเจ็ดไม่มีผู้ใดอยู่เลยเพคะ มีเพียงองค์ชายเจ็ดวิ่งเล่นกับขันทีไม่กี่คน”
เยว่หลัวที่เฝ้ารอคอยข่าวนี้พยักหน้าช้า ๆ ความตั้งใจคือไปหาเจ้าน้องชายบ่อย ๆ เพื่อให้สนิทใจกันมากขึ้นและอย่างน้อยอยู่ในวังเหงาก็มีเด็กน้อยคลายเหงาได้
นางก้าวออกจากตำหนักทันทีโดยไม่รอช้า ทว่ากลับต้องชะงักกลางทาง เพราะผู้ที่เดินสวนเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น หากคืออ๋องจิ้นหยางในอาภรณ์สีเข้มเรียบสง่าที่นางไม่อยากเจอหน้านั่นเอง
สายตาคมดุจเหยี่ยวหันมาจับจ้องตรง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยราวกับรู้อยู่แล้วว่านางกำลังคิดหนี
เยว่หลัวใจเต้นโครมรีบเบนตัวไปอีกทิศ ชี้มั่ว ๆ ไปทางดงดอกไม้ข้างทาง
“อาหลี เราไปทางโน้นเถิด”
น้ำเสียงพยายามทำให้เรียบ แต่ฝีเท้าเร็วจนแทบสะดุดเพราะความตื่นตระหนก
อ๋องหนุ่มไม่ขยับตาม เพียงทอดมองเงาหลังบอบบางที่รีบร้อนหนีไป แววตาลึกล้ำฉายแววครุ่นคิด เขาหยุดนิ่งจนกระทั่งกงกงคนสนิทก้าวเข้ามาก้มศีรษะเอ่ยกระซิบ
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงสี่ดูเหมือนตั้งใจจะหลบเลี่ยง จะให้กระหม่อมไปเชิญนางมาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องจิ้นหยางส่ายศีรษะช้า ๆ คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่จำเป็น นกน้อยยิ่งถูกไล่ก็ยิ่งโผหนี รอให้นางบินวนกลับมาหาเอง…จะสนุกกว่ามากนัก”
กงกงรีบก้มศีรษะรับคำไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก ไม่รู้ว่าเจ้านายตนไปสนิทกับองค์หญิงสี่แต่เมื่อไหร่ด้วยซ้ำ
ช่วงบ่ายหลายวันถัดจากนั้นก่อนที่ไทเฮาจะจัดงานชมดอกไม้ให้เยว่หลัวก็ถูกสั่งให้มาพบคุณชายผู้หนึ่งก่อนแล้ว นางเดินทางมาพร้อมองครักษ์ของไทเฮาสองคนที่หยุดเฝ้าที่หน้าห้องส่วนตัวเพราะถูกองครักษ์ของคุณชายเจ้าของห้องเอ่ยห้ามไว้ การพบปะตามพระดำรัสของไทเฮาถูกถือสิทธิ์ให้ฝ่ายชายนำชัดเจน เขาคือคุณชายหลี่เว่ยหรง ตระกูลหลี่ที่ถือเป็นฝ่ายที่สนับสนุนไทเฮาและตระกูลตู้จนทำให้ได้ตั๋วดูตัวพิเศษกว่าใคร
นางก้าวเข้าห้องด้วยอาภรณ์งดงามสมฐานะองค์หญิง ไม่แต่งตัวเฉพาะเหมือนทุกครานางเลือกชุดที่มิดชิดเรียบร้อยติดจะดูทำให้สูงศักดิ์จนมองดูแล้วยากเข้าถึงด้วยซ้ำ
ดวงตาเต็มไปด้วยความทนงขององค์หญิงสี่ ยามนั่งต่อหน้าคุณชายหลี่อย่างไม่คิดสนทนาให้มากความเพราะครานี้นางตั้งใจจะมาเพื่อปฏิเสธต่อหน้าคุณชายผู้นี้ให้สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องมีใครคิดว่าองค์หญิงสี่แห่งราชวงศ์ฉู่ยังเป็นของหวานให้แย่งชิงจนนางปวดหัว
“คารวะองค์หญิงพะยะค่ะ”
